3 ธ.ค. 2021 เวลา 08:46 • ประวัติศาสตร์
#3 The Brain Club : X-File นักฆ่าหรือชายผู้บริสุทธิ์ ?
วันที่ 31 ตุลาคม 1981 ยามวิกาลสุดแสนธรรมดาภายในอารามนิกายโรมันคาธอลิกเซนต์ฟรานซิส ในรัฐเท็กซัส สถานที่แห่งศรัทธาของผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้า ความเงียบสงบคือบรรยากาศที่ผู้คนในเมืองสัมผัสได้เสมอเมื่อนึกถึงอารามแห่งนี้
แต่ในค่ำคืนนี้มันกลับต่างออกไป จากความสงบสีขาวกลับแปรสภาพเป็นความตายสีเลือด เพราะได้เกิดเรื่องเศร้ากับซิสเตอร์ " ทาเดีย เบนซ์ (Tadea Benz) " ในวัย 76 ปี เธอถูกสังหารอย่างไร้ความปราณีจากชายนิรนามที่แอบบุกเข้ามาทางหน้าต่าง
ศพถูกพบโดยแม่ชีอีกท่านในเช้าวันต่อมา ภาพแรกที่ท่านเห็นคือร่างของแม่ชีเบนซ์ที่สิ้นลมหายใจไปแล้วกำลังนอนอยู่ในสภาพเปลือย ใบหน้าเปื้อนเลือด
ตำรวจได้เข้ามาเก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ พวกเขาพบหน้าต่างที่แตกกระจายจากฝีมือคนร้าย รวมไปถึงลายนิ้วมือบริเวณใต้เตียง หัวเตียง ผ้าปูเตียง รวมไปถึงหน้าต่าง และที่สำคัญคือการพบมีดทำครัวตกอยู่บนถนนด้านนอกคอนแวนต์
การชันสูตรพลิกศพเผยให้เห็นบาดแผลถูกแทง รอยฟกช้ำบนศีรษะ และรอยแผลบริเวณลำคอ สาเหตุการตายเกิดจากการถูกบีบคอ และอีกเรื่องที่น่าเศร้าคือพบร่องรอยการข่มขืน
ผู้ต้องสงสัยคือ " จอห์นนี่ แฟรงค์ การ์เร็ตต์ (Johnny Frank Garrett ) " เด็กหนุ่มวัย 17 ปีที่อาศัยอยู่อีกฝั่งถนนตรงข้ามกับคอนแวนต์ เขาถูกตำรวจบุกเข้าจับกุมในอีกสิบวันหลังเกิดคดี
โดยในระหว่างการพิจารณาคดี ฝ่ายอัยการกล่าวว่าเขาได้ทำการข่มขืนแล้วบีบคอแม่ชีเบนซ์จนถึงแก่ความตาย มีพยานปากเอกอ้างว่าเห็นการ์เร็ตต์วิ่งมาจากทิศทางของคอนแวนต์ในคืนเกิดเหตุ
การ์เร็ตต์ได้พยายามรักษาความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่กลับไม่เป็นผลเพราะเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง และต้องได้รับโทษสูงสุดด้วยการประหารชีวิต
วันชี้ชะตาถูกปักหมุดในวันที่ 6 มกราคม 1992 แต่ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ได้ยื่นคำขอให้ผู้ว่าอภัยโทษการ์เร็ตต์ไปก่อน
เขาอยู่รอดมาได้นานถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ แต่ในท้ายที่สุดจุดจบของจริงก็มาถึง การไต่สวนครั้งใหม่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาได้ลดหย่อนโทษ เพราะฝ่ายคณะกรรมการโทษทัณฑ์แห่งรัฐเท็กซัสได้ร่วมกันโหวตคะแนน 17 ต่อ 0 เสียง เพื่อสนับสนุนการประหารชีวิตแทนโทษจำคุกตลอดชีวิต
คดีของการ์เร็ตต์กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนอย่างมาก มีหลายฝ่ายออกมาแสดงตัวตรงข้ามโทษประหาร ไล่ตั้งแต่สังฆมณฑลคาทอลิกแห่งอามาริลโล พระสังฆราชคาทอลิก 16 องค์ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ได้ร่วมกันคัดค้านการประหารชีวิตที่กำลังจะเกิดขึ้น
เพราะมีความเป็นไปได้ว่าการ์เร็ตต์มีความผิดปกติในสมอง แต่อัยการยังคงยืนกรานหนักแน่นว่าถึงแม้การ์เร็ตต์จะมีสภาพจิตใจไม่ปกติ แต่เขาตระหนักถึงความจริงที่เกิดขึ้นว่าแม่ชีเบนส์มีจุดจบที่โหดร้ายมากแค่ไหน
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1992 ภายในเรือนจำรัฐเท็กซัสเป็นวันสุดท้ายในการมีลมหายใจอย่างแท้จริง โดยอาหารมื้อสุดท้ายที่การ์เร็ตต์ร้องขอต่อเจ้าหน้าที่คือไอศกรีมหวานเย็น ก่อนจะถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษในวัย 28 ปี
การ์เร็ตต์จึงกลายเป็นนักโทษรายที่ 44 ที่โดนประหารชีวิตในรัฐเท็กซัส นับตั้งแต่ศาลฎีกาอนุญาตให้กลับมาใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้งในปี 1976
แต่ก่อนตายได้มีคำพูดสุดท้ายออกมาจากปากการ์เร็ตต์ว่า " ผมอยากขอบคุณครอบครัว ที่รักและคอยดูแลผมเสมอ ผู้คนทั้งโลกสามารถจุ๊บก้นผมได้นะ "
Huntsville Unit
เมื่อข้อความถูกเผยแพร่ออกไป มันได้กลายเป็นวลีที่โด่งดังจนเกิดคำถามโต้แย้งตามมาว่าการ์เร็ตต์คือฆาตกรตัวจริงหรือไม่ และคำพูดดังกล่าวตัวการ์เร็ตต์เคยพูดไว้จริงหรือเปล่า ?
เนื่องจากความแปลกของถ้อยคำ ประกอบกับในเว็บไซต์กระทรวงยุติธรรมแห่งรัฐเท็กซัสได้ระบุว่าไม่มีประโยคใดหลุดมาจากปากของการ์เร็ตต์เลย
มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตพยายามออกมาแย้งว่า การ์เร็ตต์คือชายที่มีความบกพร่องทางสมองและจิตใจอย่างรุนแรง สมองของเขาไม่ปกติจากการกระทบกระเทืยนอย่างรุนแรง จนถึงขั้นบอกว่าการ์เร็ตต์ว่าเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอตลอด 28 ปีของการทำงาน
องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งได้ออกมาวิจารณ์รัฐเท็กซัสอย่างหนักหน่วง จากคำสั่งอนุญาตประหารชีวิตเยาวชนผู้พิการทางด้านจิตใจ ความจริงแล้วได้มีการยื่นอุทธรณ์สองครั้ง โดยครั้งที่สามเกิดขึ้นประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนเริ่มการประหารชีวิต แต่ศาลฎีกาก็ปฏิเสธทุกครั้งไป
หลายฝ่ายลงความเห็นว่าผลสรุปที่ผิดพลาดของคดี เกิดจากความกระตือรือร้นที่จะปิดคดีของอัยการ ฝ่ายทนายความโต้แย้งว่าการ์เร็ตต์มีอาการบกพร่องทางบุคลิกภาพหลายอย่างอันเป็นผลมาจากการล่วงละเมิดทางร่างกายและทางเพศที่เขาต้องทนเมื่อตอนเป็นเด็ก
มีหลักฐานว่าชีวิตในวัยเยาว์ของการ์เร็ตต์ถูกทารุณกรรมจากน้ำมือพ่อเลี้ยงที่มักจะข่มขืนและทุบตีอยู่เป็นประจำ
เมื่อายุเพียง 10 ขวบ ก็มีส่วนต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเสพสารติดจากการยุยงของคนครอบครัว ส่งผลให้เขาหมกมุ่นกับการใช้สารเสพติดอย่างร้ายแรงจำพวกทินเนอร์สี และยาบ้า ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ไม่เคยถูกนำเสนอต่อคณะลูกขุนระหว่างการพิจารณาคดีเลย
" ผมคิดว่าเขาบ้าเกินกว่าที่จะฆ่าคนได้ " ทนายความวอร์เรน คลาร์กกล่าว
ผู้คนในเมืองจำนวนมากต่างยินดีกับการหายไปของการ์เร็ตต์ แต่หลายคนยังเชื่อในความบริสุทธิ์ของเขา เพราะในการพิจารณาคดีมีข้อบกพร่องมากมาย
" มันมีทั่งหลักฐานเก่าและใหม่ที่เราเพิ่งจะค้นพบนะ เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของการ์เร็ตต์ แต่ละอันน่าสนใจมาก จนแม้แต่ผู้กระหายเลือดที่เป็นผู้เสนอโทษประหารก็ยังต้องส่ายหน้าด้วยความสับสน " ทนายความกล่าวเพิ่มเติม
หลักฐาน DNA ที่พบเพิ่มเติมในปี 2004 สามารถเชื่อมโยงถึงตัวอาชญากรอีกรายที่มีนามว่า " ลีออนซิโอ เปเรซ รูเอดา (Leoncio Perez Rueda)" โดยเขาได้สารภาพถึงความผิดที่สังหารหญิงสาวอีกราย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับคดีแม่ชี แต่บทสรุปเรื่องความบริสุทธิ์ของการ์เร็ตต์กลับยังไม่ชัดเจนมาจนถึงตอนนี้
ในปัจจุบันได้มีการนำเรื่องราวทั้งหมดมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง ' Johnny Frank Garrett's Last Word ' ที่ออกฉายในเดือนมีนาคม 2017 และยังมีการเขียนในฉบับนิยายชื่อเรื่อง Johnny Frank Garrett's Last Word ใครสนใจลองไปหาซื้อมาอ่านเพิ่มเติมนะครับ
ความบริสุทธิ์ของการ์เร็ตต์ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในเมืองอามาริลโลเสมอมา บรรดาเพื่อนๆ และครอบครัวยังคงหวังว่าจะสามารถล้างมลทินให้การ์เร็ตต์ได้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม
📌 เรียบเรียงโดย : สโมสรสมอง
** กรุณาแชร์ต่อ ห้ามคัดลอกบทความไปเผยแพร่ซ้ำ
📗อ่านบน Facebook เพจสโมสรสมอง
โฆษณา