แต่ในช่วงระหว่างฤดูกาลการแข่งขัน เราสามารถทำ Test ด้วยได้ เพื่อดู Performance ของนักกีฬา ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ค่า Test ก็จะน้อยลงถ้าเทียบกับตัวเลขของ Post-test เพราะ ในช่วง In-Season การฝึก Strength and Conditioning จะเน้นแค่การรักษาระดับความแข็งแรงและสมรรถภาพของนักกีฬา ซึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือความสามารถทางกีฬา, การฟื้นฟู (Recovery) และ การสร้างพลังงานขึ้นมาใหม่ (Regeneration) มากกว่า ซึ่งเป็นปกติที่ค่า Test จะลดลง แต่ตัวเลขควรจะลดลงไม่มาก ถ้าค่า Test ลดลงมากจนน่าตกใจ อาจมีผลมาจากการ Overtraining ในการฝึกทางกีฬา, การแข่งขัน หรือ Strength Coach อาจจะออกแบบโปรแกรม Recovery และ Regeneration ได้ไม่เหมาะสม ในช่วง In-season เราก็สามารถนำค่า Test มาปรับกับโปรแกรม Recovery และ Regeneration ได้ แต่ว่าไม่ควรไปเพิ่มความหนัก (Intensity) ในส่วนของ Strength and Condtioning เพราะ ในช่วงฤดูกาลแข่งขัน ถ้าเราเน้น Intensity ของ Strength and Conditioning มากเกินไป อาจทำให้นักกีฬาเกิดอาการล้า จนมีผลกระทบของในการฝึกกีฬาหรือก่อนการแข่งขันได้
การทดสอบ Acceleration
ในทุกช่วงของการ Test ต้องใช้ รูปแบบและอุปกรณ์ในการ Test แบบเดียวกันทั้งหมด ตั้งแต่ Pre-test ถึงการ Test ในช่วง In-season เพื่อให้ได้ค่า Test ที่เทียบเคียงได้สมบูรณ์ทุกช่วง
อีกหนึ่งประโยชน์ของการทำ Test คือ เมื่อทีมกีฬาที่คุณทำงานอยู่ ต้องการซื้อตัวนักกีฬาใหม่ ก่อนเซ็นสัญญา คุณสามารถทำ Test กับนักกีฬาคนนั้นก่อนได้ เพื่อพิจารณาว่า นักกีฬาคนนั้น คุ้มค่ากับการซื้อตัวหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่เราจะโฟกัสหลักๆในการทำ Test กับนักกีฬาใหม่ที่เราจะเซ็นสัญญา คือ การทำ FMS (Functional Movement Screen) เพื่อหาอาการบาดเจ็บ ค่า Test จะบอกได้ว่านักกีฬาคนนี้มีแนวโน้มที่จะบาดเจ็บในอนาคตหรือไม่ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเซ็นสัญญา ส่วน Test อื่นๆ ทั้งในด้านความแข็งแรง, ความคล่องตัว, ความเร็วและสมรรถภาพก็ควรมีการทดสอบด้วย เพื่อจะได้ทราบว่านักกีฬาคนนี้มีจุดแข็งหรือจุดอ่อนของร่างกายด้านใดบ้าง เพื่อออกแบบโปรแกรมส่วนตัวให้นักกีฬาฝึก ก่อนเข้าร่วมซ้อมกับทีมในช่วง Pre-season