2 ส.ค. 2021 เวลา 04:01 • หนังสือ
#47 เล่ม 3 บทที่ 9 หน้า 223 ~ 228
...
G : มันเป็นเรื่องของการตระหนักรู้ ✨เป็นสภาวะของการตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยม✨ อย่างที่ฉันได้บอกไปแล้ว เธอไม่สามารถ “ทำ” อะไรเพื่อเข้าถึงสภาวะนี้ได้ เธอสามารถ “เป็น” ตัวสภาวะนั้นได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
1
N : แล้วมันต้องทำยังไงละครับ❓ ต้องทำยังไงกันแน่❓ มันต้องมี “เครื่องมือบางอย่าง” ที่พระองค์สามารถมอบให้ผมได้สิ
...
...
...
G : เครื่องมือที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่จะสร้างประสบการณ์นี้ได้ก็คือ : ✴️การทำสมาธิเป็นประจำทุกวัน✴️
1
📌 ด้วยการทำสมาธิเธอสามารถเคลื่อนพลังชีวิตขึ้นสู่จักระระดับบนสุด...หรือถึงขั้นสามารถออกจากร่างไปทั้งๆที่ยัง “ตื่นอยู่”
1
📌 ในห้วงแห่งสมาธิเธอนำตัวเองเข้าสู่ความพร้อมที่จะได้ประสบกับ “สภาวะแห่งการตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยม” ในขณะที่ร่างกายยังตื่นอยู่ ซึ่งเราเรียกสภาวะนี้ว่า ✨การรู้ตัวทั่วพร้อมโดยสมบูรณ์✨ จริงๆแล้วเธอไม่จำเป็นต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำสมาธิเพื่อจะได้สัมผัสกับสภาวะนี้ การทำสมาธิเป็นเพียงอุปกรณ์หรือ “เครื่องมือ” อย่างที่เธอเรียกเท่านั้นแหละ “ไม่จำเป็นต้องนั่งทำสมาธิเพียงอย่างเดียวเท่านั้นถึงจะมีประสบการณ์นี้ได้”
📌 เธอควรรู้ว่าการนั่งสมาธิไม่ใช่รูปแบบเดียวของการทำสมาธิ มันยังมีการทำสมาธิด้วยการหยุดทุกอย่าง★ การทำสมาธิขณะเดิน การทำสมาธิขณะทำสิ่งต่างๆ★★ การทำสมาธิขณะร่วมรัก
✨นี่คือ “สภาวะแห่งการรู้ตัวทั่วพร้อมโดยสมบูรณ์”✨ ★★★
★หรือก็คือการอยู่นิ่งๆโดยไม่ทำอะไรเลย หรือจะเรียกว่าการอยู่กับความเงียบก็ได้ (บ้านเราไม่ค่อยมีคนที่สอนวิธีนี้เท่าไหร่)
★★คือสมาธิแบบเคลื่อนไหว มีสติอยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่ตลอดเวลา (ที่พวกเราคุ้นเคยก็มีวิธีการเคลื่อนมือ 14 จังหวะของหลวงพ่อเทียน เป็นต้น) หรือแม้กระทั่งมีสติอยู่กับการเคลื่อนไหวของจิตอยู่ตลอดเวลา (คิดก็รู้ เกิดอารมณ์ความรู้สึกอะไรก็รู้ พระที่โด่งดังในบ้านเราที่เน้นสอนวิธีนี้ก็คือ หลวงพ่อปราโมทย์ เป็นต้น) มันยังมีการทำสมาธิจากการคิดจดจ่ออยู่เพียงเรื่องเดียวโดยไม่วอกแวกอีก (พระที่เน้นสอนวิธีนี้ก็คือ หลวงพ่อทูล เป็นต้น) ส่วนการทำสมาธิขณะร่วมรัก บ้านเราไม่มีใคร (กล้า) สอน
★★★หรือก็คือการมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับไม่ว่าจะทำอยู่อะไรก็ตาม — แอดมิน
📌 เมื่อเธออยู่ในสภาวะนี้ ขอให้เธอหยุด หยุดทุกสิ่งที่กำลังทำ หยุดมุ่งสู่ที่ที่กำลังไป ขอจงหยุดสักครู่ และก็เพียง “อยู่” ตรงที่ที่กำลังอยู่ อยู่ตรงจุดไหนก็ถือว่า “ดี” ทั้งนั้น การหยุดนิ่งแม้เพียงช่วงสั้นๆอาจมีค่ายิ่ง เธอจะค่อยๆหันไปมองรอบๆและสังเกตเห็นสิ่งซึ่งปกติเธอมักจะมองข้ามและผ่านเลยไป โอ...กรุ่นไอดินหลังฝนโปรย นั่น...ลอนผมโค้งเหนือหูซ้ายของคนรัก อ่า...รู้สึกดีเหลือเกินที่ได้เห็นภาพเด็กน้อยเล่นซน
เธอไม่ต้องออกจากร่างไปไหนทั้งนั้นเพื่อจะสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ นี่คือ ✨“สภาวะแห่งการรู้ตัวทั่วพร้อมโดยสมบูรณ์”✨
📌 เมื่อเธอเข้าสู่สภาวะนี้ เธอจะได้กลิ่นของดอกไม้ทุกดอก โผบินไปพร้อมกับนกทุกตัว รู้สึกถึงทุกแรงกดทับใต้ฝ่าเท้า เธอจะได้พบกับความงดงามและปัญญา เพราะปัญญาจะพบได้ในที่ที่ความงดงามดำรงอยู่ และความงดงามนั้นก็ดำรงอยู่ในทุกแห่งหน เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของทุกสรรพชีวิต เธอไม่จำเป็นต้องออกไปดิ้นรนค้นหา เพราะมันจะเข้ามาหาเธอเอง
เธอไม่ต้องออกจากร่างไปไหนทั้งนั้นเพื่อจะสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ นี่คือ ✨“สภาวะแห่งการรู้ตัวทั่วพร้อมโดยสมบูรณ์”✨
เมื่อเธอ “กระทำ” จากสภาวะนี้
✴️เธอจะแปรเปลี่ยนทุกการกระทำที่อยู่ตรงหน้าให้กลายเป็นการปฏิบัติสมาธิภาวนา✴️
1
📌 จากนั้นมันก็กลายเป็นของขวัญ ผันเปลี่ยนเป็นของกำนัล จากตัวเธอถึงวิญญาณของตัวเอง และจากวิญญาณของเธอถึงสิ่งสูงสุดที่แผ่คลุมทุกสรรพสิ่ง
⏺️ ขณะล้างถ้วยชามก็สุขกับความอุ่นของน้ำที่ไหลรินผ่านมือ พิศวงกับความอัศจรรย์ของน้ำและไออุ่น
⏺️ ขณะทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ เธอก็แลเห็นถ้อยคำปรากฏบนหน้าจอต่อหน้า ซึ่งตอบสนองต่อคำสั่งจากปลายนิ้วของเธอเอง และพอใจที่ได้ประจักษ์ถึงพลังของจิตและกายยามที่มันได้รับคำสั่ง
⏺️ ขณะตระเตรียมอาหารค่ำ เธอรู้สึกได้ถึงความรักของจักรวาลที่มอบสิ่งบำรุงร่างกายเหล่านี้ให้ และเธอก็ตอบแทนด้วยการถ่ายเทความรักที่แผ่ซ่านอยู่ภายในเข้าไปในการปรุงอาหาร ไม่สำคัญว่าอาหารมื้อนั้นจะเลิศหรูหรือเรียบง่าย เพราะรักจากหัวใจจะชูรสให้มันทุกครั้งไป
เธอไม่ต้องออกจากร่างไปไหนทั้งนั้นเพื่อจะสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ นี่คือ ✨“สภาวะแห่งการรู้ตัวทั่วพร้อมโดยสมบูรณ์”✨
📌 เมื่อเธอแลกเปลี่ยนพลังงานทางเพศจากสภาวะนี้ เธอจะรับรู้ได้ถึงสัจจะสูงสุดของตัวเธอว่าเธอคือใคร ดวงใจของคนรักกลายเป็นวิหารของเธอ 🔸สุดท้ายจึงประจักษ์ว่าร่างของคนรักก็คือร่างของเธอเอง วิญญาณของเธอก็จะหยุดสร้างภาพว่าตัวเองนั้นแยกขาดจากสิ่งใดๆอีก🔸
เธอไม่ต้องออกจากร่างไปไหนทั้งนั้นเพื่อจะสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ นี่คือ ✨“สภาวะแห่งการรู้ตัวทั่วพร้อมโดยสมบูรณ์”✨
📌 เมื่อเธอมีสติรู้สึกตัว จิตใจเธอจะพร้อมเข้าสู่สภาวะแห่งความตื่นรู้ ยิ้มเพียงผาดเดียวจะเป็นยานพาเธอไป ยิ้มที่ไม่ซับซ้อนใดๆ แค่หยุดทุกอย่างสักครู่แล้วยิ้มออกมา ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ แค่เพียงเพราะเธอรู้สึกดี เพียงเพราะใจเธอล่วงรู้ความลับ และเพียงเพราะวิญญาณเธอรู้ว่าความลับนั้นคืออะไร ยิ้มให้กับสิ่งเหล่านั้น ยิ้มให้มากเข้าไว้ แล้วสิ่งกัดกินใจจะถูกพัดพาออกไปจากชีวิตเธอ
🔅เธอร้องขอเครื่องมือจากฉัน
🔅และฉันก็กำลังให้เธออยู่นี่แล้ว
📌 “ลมหายใจ” ก็เป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่ง หายใจให้ยาวและลึก หายใจให้ละเอียดและเนิบช้า หายใจให้นุ่มนวล สูดเอาความไร้แก่นสารไม่มีอะไรจริงแท้อันหอมหวานของชีวิตเข้าไป มันช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เอ่อท้นไปด้วยความรัก
1
💖คือรักของพระผู้เป็นเจ้านั่นเองที่เธอสูดเข้าไป💖 สูดลมหายใจเข้าให้ลึกและเธอจะสัมผัสถึงมันได้ จงสูดลมหายใจเข้าให้ลึก ให้ลึก ลึกมากๆ แล้วความรักในหัวใจจะเอ่อล้นจนทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตา
⏹️ เป็นเพราะความเบิกบาน
⏹️ เป็นเพราะเธอได้พบกับพระเจ้า
⏹️ และพระเจ้าก็แนะนำให้เธอได้รู้จักกับวิญญาณของตัวเอง
🌟เมื่อใดที่เธอได้สัมผัสกับประสบการณ์นี้ ชีวิตจะไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป คนที่ได้รับประสบการณ์การเข้าถึง “จุดสุดยอด” หรือล่วงเข้าไปในสภาวะปิติสุขอันลึกล้ำ ตัวตนของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล🌟
N : ขอบคุณมากครับ ผมเข้าใจแล้ว มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แค่การกระทำอันเรียบง่ายโดยไม่ปรุงแต่งอะไรเลย ไม่ต้องทำอะไรที่วิจิตรพิสดาร
G : ใช่ แต่จงรู้ไว้ว่า บางคนทำสมาธิมาหลายปีแต่ก็ยังไม่เคยเข้าถึงความรู้สึกแบบนี้ มันขึ้นอยู่กับว่า :
▶️ เขาเปิดรับประสบการณ์นี้แค่ไหน
▶️ ยินยอมพร้อมใจที่จะเข้าถึงสภาวะนี้เพียงใด
และยังขึ้นอยู่กับว่า :
▶️ เขาละวางความคาดหวังได้มากน้อยแค่ไหนด้วย
N : ผมควรทำสมาธิทุกวันมั้ยครับ❓
G : ก็เหมือนกับทุกเรื่องนั่นแหละ มันไม่ใช่เรื่องของ “ควร” หรือ “ไม่ควร” เธอควรจะทำอะไรไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นก็คือ : ✨เธอเลือกจะทำอะไร✨ ต่างหาก
2
วิญญาณบางดวง ‘เลือก’ ที่จะใช้ชีวิตอย่างผู้ตื่นรู้ ซึ่งพวกเธอบางคนก็สังเกตเห็นได้ว่าในชีวิตนี้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบหลับไหล ใช้ชีวิตอย่างขาดสติ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเองทำอะไรลงไปในชีวิตบ้าง ทว่าวิญญาณที่เลือกใช้ชีวิตอย่างผู้ตื่นรู้จะเลือกวิถีทางที่ต่างออกไป พวกเขาจะเลือกอีกทางหนึ่ง
วิญญาณเหล่านี้จะเสาะหาและพยายามเข้าถึงสภาวะสงบล้ำและเบิกบาน สภาวะไร้ขีดจำกัดและอิสระภาพ รวมถึงปัญญาและความรักซึ่งเกิดจากสภาวะเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่แค่ตอนผละและทิ้งร่าง (นอนหลับ) เท่านั้น แต่ยังตอนที่ร่างฟื้นคืนขึ้นมาด้วย
ผู้คนกล่าวถึงวิญญาณดวงหนึ่งที่สร้างประสบการณ์นี้ขึ้นมาว่า “พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว”★
★หมายถึงตอนที่พระเยซูฟื้นคืนชีพขึ้นมา (มาระโก 16 : 6) - ผู้แปล
บางกลุ่มอย่างชุมชน “นิวเอจ” ก็บอกว่านี่คือกระบวนการ “ยกระดับจิตสำนึก”
💢ไม่สำคัญว่าเธอจะเรียกมันว่าอะไร (ถ้อยคำคือตัวนำสาสน์ที่เชื่อถือได้น้อยที่สุด)💢
เพราะที่สุดแล้วมันก็เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างผู้ตื่นรู้ อย่างผู้มีสติรู้สึกตัว และจากนั้นก็เข้าสู่ ✨สภาวะแห่งการตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยม✨
แล้วอะไรที่เธอจะตระหนักรู้ได้อย่างเต็มเปี่ยมในตอนท้าย❓
✴️เธอจะตระหนักรู้ได้อย่างเต็มเปี่ยมถึงตัวตนของเธอเองว่าเธอคือใคร✴️
💥การทำสมาธิเป็นประจำทุกวันเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้เธอบรรลุถึงเรื่องนี้ได้ แต่ทว่าเธอต้องผูกมัดตัวเอง ต้องอุทิศตน ต้องตัดสินใจว่าจะแสวงหาประสบการณ์ภายในแทนที่จะเป็นบำเหน็จรางวัลจากโลกภายนอก💥
และจงจำไว้อย่างหนึ่งว่า :
🌟ความเงียบงันคือผู้เผยความลับทั้งมวล
🌟สุ้มเสียงที่ไพเราะที่สุดก็คือเสียงแห่งความเงียบ
4
นี่คือ ✨“บทเพลงแห่งวิญญาณ”✨
หากเธอยึดถือเสียงอื้ออึงของโลกภายนอกเป็นที่ยึดเหนี่ยวแทนที่จะเป็นเสียงแห่งความเงียบของวิญญาณตัวเอง “เธอจะหลงทาง”
N : งั้นก็แสดงว่าการทำสมาธิเป็นประจำทุกวันก็ถือเป็นความคิดที่ไม่เลว
G : เป็นความคิดที่ไม่เลวงั้นเหรอ❓ แน่นอนอยู่แล้ว แต่อย่าลืมเรื่องที่ฉันเพิ่งบอกไปว่า “บทเพลงแห่งวิญญาณอาจขับขานได้หลายแบบ บรรเลงได้หลายท่วงทำนอง เสียงแห่งความเงียบอันสั่นสะท้านอาจได้ยินได้ในหลายวาระ”
➡️ บางคนได้ยินเสียงแห่งความเงียบขณะสวดภาวนา
➡️บางคนได้ยินในขณะทำงาน
➡️บางคนได้ยินขณะพยายามค้นหาความลับยามปลีกวิเวกใคร่ครวญ
➡️ขณะที่บางคนไม่ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เงียบสงัดมากนักแต่ก็ยังได้ยิน
📌 เมื่อเชี่ยวชาญถึงระดับหนึ่งแล้ว (หรือแม้แต่เข้าถึงได้ชั่วครั้งชั่วคราว) เสียงอึงคะนึงจากโลกรอบตัวก็ไม่อาจกลายกล้ำ เสียงรบกวนจะสงบลง แม้ว่ามันจะรายล้อมตัวเธออยู่ก็ตาม
✨ทุกสิ่งในชีวิตจะกลายเป็นการปฏิบัติสมาธิภาวนา✨
ทุกสิ่งในชีวิตคือการปฏิบัติสมาธิภาวนา ซึ่งก็คือ ✨การที่ใจเธอจดจ่ออยู่กับพระผู้เป็นเจ้าตลอดเวลา✨
🔆 นี่คือ “สภาวะแห่งการรู้ตัวทั่วพร้อมโดยสมบูรณ์”
🔆 นี่คือ “การตระหนักรู้”
🔆 คือ "การตื่นรู้"
หากมีประสบการณ์ในลักษณะนี้แล้ว ทุกสิ่งในชีวิตจะได้รับการอวยพร ทุกอย่างในชีวิตคือสิ่งดีงาม ไม่มีการต่อสู้ดิ้นรน ไม่มีความเจ็บปวด และไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลใจอีก จะเหลือแต่ตัวประสบการณ์ล้วนๆที่เธอเลือกจะเรียกมันแบบไหนก็ได้ตามใจปรารถนา เธออาจเรียกทั้งหมดนี้ว่าความหมดจดสมบูรณ์แบบก็ย่อมได้
▶️ ฉะนั้นจงใช้ชีวิตรวมถึงใช้ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตให้เป็นดั่งการปฏิบัติสมาธิภาวนา
▶️ จงก้าวเดินอยู่บนวิถีของผู้มีสติรู้สึกตัว ไม่ใช่วิถีของผู้หลับใหล
▶️ จงใช้ชีวิตอย่างผู้ตื่นรู้ ไม่ใช่ผู้มีใจเลื่อนลอย
▶️ จงอย่าจมอยู่กับความสงสัยและความหวาดกลัว ความรู้สึกผิดและความชิงชังตัวเอง หากแต่จงวางใจในความงามนิรันดร์ด้วยความเชื่อมั่นว่า เธอนั้นเป็นที่รัก เธอเป็นหนึ่งเดียวกับฉันตลอดกาล เป็นที่ต้อนรับชั่วนิจนิรันดร์...คือบ้านที่ยินดีต้อนรับเธอกลับมาเสมอ
เพราะบ้านของเธออยู่ในหัวใจฉัน และบ้านของฉันก็สถิตอยู่ในหัวใจเธอ ฉันขอให้เธอเข้าใจเรื่องนี้ตอนมีชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอจะเข้าใจเรื่องนี้แน่ๆตอนที่เธอตาย
2
จากนั้นเธอจะรู้ว่า “ความตายไม่มีอยู่จริง” และรู้ว่า ✴️ทั้งสิ่งที่เธอเรียกว่าชีวิตและความตายนั้นเป็นเพียงสองด้านของประสบการณ์ไม่รู้จบเดียวกัน✴️
🌟 พวกเราคือทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่...ทุกสรรพสิ่งที่เคยเป็นมา...ทุกสรรพสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ไม่มีที่สิ้นสุด🌟
1
เอเมน.
(จบ – บทที่ 9)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา