Anthony Tan ผู้ก่อตั้ง Grab กับกองเรือรบที่กำลังจะพิชิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1
ไม่มีใครคาดคิดว่า Grab จะยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ แม้แต่ผู้ก่อตั้งก็ยังต้องดิ้นรอนต่อสู้ในช่วงแรกของการก่อตั้งบริษัท แต่หลังจากจัดการเอาชนะคู่แข่งได้หลายครั้ง และหลังจากเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ครั้งสำคัญ ตอนนี้กองเรือรบของ Anthony Tan กำลังจะพิชิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สำเร็จ
4
Anthony Tan ผู้ก่อตั้ง Grab กับกองเรือรบที่กำลังจะพิชิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Grab ก็เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ด้วยเงินที่หลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทให้บริการเรียกรถในมาเลเซียแห่งนี้ได้ครอบคลุมวิถีชีวิตของผู้ใช้จำนวนมาก
และด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงประสบความสำเร็จในการครอง ecoysystem ทั้งหมดของการใช้ชีวิตของเหล่าผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ นำโดย Anthony Tan
1
ชีวิตในวัยเด็ก
Anthony Tan เกิดในปี 1982 เมื่อตอนที่เขายังเล็ก Tan เป็นคนพูดน้อย ทำให้หลายคนคิดว่าเขาเป็นคนโง่ บางคนถึงกับคิดว่าเขาเป็นคนหูหนวกเลยด้วยซ้ำ
1
แต่ในขณะนั้น Tan อยู่ในสังคมที่พูดภาษาต่างๆ มากเกินไป ในประเทศอย่างมาเลเซีย ผู้คนพูดภาษาจีนกลาง ฮกเกี้ยน ภาษามาเลย์ และภาษาอังกฤษ ทำให้ Tan ไม่สามารถปรับตัวได้ดีนัก
“ไม่ ผมไม่ได้หูหนวกหรือใบ้ ผมเข้าใจภาษา ผมแค่สับสน มีภาษามากมาย… ถูกพูดอยู่รอบตัวผม เรามีคนขับชาวอินเดียซึ่งมีสำเนียงต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นทุกอย่างก็สับสนไปหมด” Tan กล่าว
1
Tan เป็นหลานชายของ Tan Yuet Foh อดีตคนขับแท็กซี่ ผู้ก่อตั้ง Tan Chong Motor Holdings, Bhd. ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์
1
Tan Yuet Foh ประสบความสำเร็จในการก่อตั้งบริษัทด้วยเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางในประเทศมาเลเซีย ซึ่งในที่สุด บริษัทก็ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์นิสสันรายใหญ่ในประเทศมาเลเซีย
4
Tan Heng Chew พ่อของ Tan เป็นหนึ่งในผู้ชายที่ร่ำรวยที่สุดในมาเลเซียในปี 2015 และสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธา เขาสืบทอดธุรกิจของครอบครัว แม่ของ Tan ทำงานเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในมาเลเซีย
1
บ่อยครั้งที่ Tan ต้องได้ยินเกี่ยวกับการต่อสู้ที่ยากลำบากที่ปู่ของเขาต้องทนก่อนที่จะประสบความสำเร็จในที่สุด
1
พ่อแม่ของเขามักพูดถึงวิธีที่ปู่ของ Tan ท้าฝน 14 ชั่วโมง โดยรอประธานบริษัทรถญี่ปุ่น Datsun อยู่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นเพื่อโน้มน้าวให้เขาขายรถเพียงสองคัน
2
“’แต่คุณไม่มีประสบการณ์เลย’” ประธานจากญี่ปุ่นตอบ Tan กล่าวว่า แม้ปู่ของเขาไม่ยอมตอบคำถามดังกล่าว แต่สิ่งที่ตามมามันคือประวัติศาสตร์
1
“เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่ติดอยู่ในหัวของผมเป็นเวลานานมาก สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากการเป็นผู้ประกอบการคือ อย่าพูดว่า ‘ไม่’ คุณต้องตอบว่า ‘ใช่’ เสมอ” Tan กล่าว
6
ด้วยประสบการณ์ครอบครัวที่หลากหลาย Tan ได้รับการสอนให้เป็นนักธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น แม้จะเป็นน้องคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องสามคน Tan ยังเป็นทายาทของธุรกิจครอบครัวของเขาด้วย
Tan เล่าว่าความสนใจในการเป็นนักธุรกิจครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นเมื่ออายุได้ 6 ขวบ และลงมือทำครั้งแรกเมื่อขายหนังสือการ์ตูน X-Men เมื่ออายุ 11 ขวบ
ในเวลานั้น หนังสือการ์ตูนเป็นของเขาเอง ที่พ่อซื้อให้เมื่อครอบครัวไปงานประชุมการ์ตูนนานาชาติที่สิงคโปร์ เมื่อเขากลับมาที่มาเลเซีย เพื่อนของเขาอยากจะมีการ์ตูนบ้างแต่ไม่มีอะไรจะแลกกับการ์ตูนเลย ด้วยเหตุนี้ เพื่อนของเขาจึงซื้อมันมาจาก Tan ด้วยเงิน แทนที่จะแลกเปลี่ยนกันอย่างที่ Tan ต้องการ
“เหมือนกับเด็กเล็กๆ ทุกคน ผมติดการ์ตูน รัก X-Men ผมเห็นเด็กคนอื่นๆ ต้องการสิ่งที่ผมมี เราก็เลยพูดว่า ‘เฮ้! มาแลกเปลี่ยนกัน’ หลังจากที่เราเริ่มซื้อขายได้ไม่นาน ผมก็รู้ว่าพวกเขาไม่มีอะไรต้องแลกมากนัก ดังนั้นผมจึงรับเงินสดและได้เงินพอสมควร” Tan เล่า
1
นี่เป็นช่วงเวลาที่ Tan เข้าใจแนวคิดของธุรกิจ
1
เขาได้เรียนรู้ว่าการขายการ์ตูนของเขาทำให้เขาสามารถหาเงินได้ และเงินนั้นสามารถซื้อการ์ตูน (สินค้า) มาขายได้มากขึ้น
เหตุการณ์สำคัญครั้งที่สองของเขาคือเมื่ออายุได้ 14 ปี เมื่อเขาอาสาที่จะหาเงินบริจาคให้กับมูลนิธิโรคเอดส์
ด้วยคติประจำครอบครัว “อย่าปฏิเสธ” Tan สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยชิคาโก และเข้าเรียนที่ Harvard Business School
3
ก่อตั้ง My Teksi
ที่มหาวิทยาลัย Harvard Tan เริ่มสนใจในการเป็นผู้ประกอบการอย่างจริงจัง
เมื่อตอนที่เขาอยู่ใน Harvard Business School Tan มีความฝันที่จะสร้างองค์กรของตัวเอง ซึ่งสามารถดูแลสวัสดิการสังคมและอื่นๆ อีกมากมาย
2
อยู่มาวันหนึ่ง Tan Hooi Ling เพื่อนของเขาบ่นกับเขาเกี่ยวกับสภาพที่เลวร้ายของอุตสาหกรรมรถแท็กซี่ในมาเลเซีย
1
ในเวลานั้น Ling มาที่มาเลเซียและนั่งแท็กซี่ไปและถูกคนขับโกง เธอโกรธและบ่นกับ Tan และถามเขาว่าทำไมเขาถึงทำอะไรกับมันไม่ได้
เพื่อนไม่แน่ใจว่าคนขับใช้เส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ และค่าโดยสารควรเป็นเท่าใด
1
“ทำไมแท็กซี่ถึงห่วย” Ling ถามทัน “ปู่ของคุณเคยเป็นคนขับแท็กซี่ ปู่ของคุณก่อตั้งธุรกิจรถยนต์ในมาเลเซีย แต่เพื่อนผู้หญิงของคุณยังคงประสบปัญหาด้านความปลอดภัยมากมายเมื่อนั่งแท็กซี่ ทำไมคุณไม่ทำอะไรกับมันบ้าง” Ling ถาม Tan
1
Tan Hooi Ling เพื่อนคนสำคัญที่ชี้ให้เห็นปัญหาเรื่องรถแท็กซี่ในมาเลเซีย (CR:GettyImage)
เหตุการณ์นี้ทำให้ Tan คิด สิ่งนี้กระตุ้นให้เขาในการทำบางสิ่งบางอย่าง ที่จะทำให้การนั่งแท็กซี่ปลอดภัยยิ่งขึ้นในมาเลเซีย
มันเริ่มต้นด้วยแผนธุรกิจที่เรียกว่า “แอปมือถือที่เชื่อมต่อผู้ต้องการรถแท็กซี่โดยตรงกับคนขับรถแท็กซี่ที่ใกล้กับตำแหน่งของพวกเขามากที่สุดในสภาพแวดล้อมในเมืองที่วุ่นวายของมาเลเซีย” อาจารย์ของทั้งสองบางคนคิดว่าโครงการนี้น่าสนใจ แต่ดำเนินการจริงได้ยาก
2
“Tan! ชีวิตก็ลำบากพอสมควร แนวคิดนี้ยากเกินไป ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในโลกแห่งความเป็นจริง มันดีบนกระดาษ ในกรณีนี้ เป็นเรื่องที่ดีที่ได้ยิน แต่ยากเกินไปที่จะนำไปใช้” อาจารย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม แผนธุรกิจดังกล่าวได้รับรางวัลรองชนะเลิศในการแข่งขัน Harvard Business School New Venture ในปี 2011 ซึ่งได้รับเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 25,000 เหรียญสหรัฐ
1
หลังจากสำเร็จการศึกษา Tan ได้ก่อตั้งแอป My Teksi ในมาเลเซียในปี 2012 ร่วมกับ Tan Hooi Ling ซึ่ง My Teksi เริ่มต้นด้วยเงินทุนเริ่มต้น 25,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทั้งสองได้รับจากการแข่งขันที่ Harvard Business School และจากเงินทุนส่วนตัวของ Tan
3
แม้ว่าทั้งคู่จะเริ่มต้นบริษัท แต่ Tan ก็ประสบปัญหา
การดิ้นรนต่อสู้ของ Tan
ประการแรก Ling ต้องกลับไปที่ McKinsey & Company หลังจากสำเร็จการศึกษาเพื่อใช้ทุนของเธอกับบริษัทที่ปรึกษา ที่เป็นเงื่อนไขในการสนับสนุนการศึกษาของเธอ ต่อมาเธอย้ายไปทำงานกับ Salesforce บริษัทซอฟต์แวร์ในซานฟรานซิสโก เงื่อนไขนี้ทำให้ Tan ต้องทุกอย่างด้วยตัวเอง
3
เมื่อไม่มี Ling แล้ว Tan ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างบริษัทของเขา
1
Tan กล่าวว่าเขาจำได้ชัดเจนในตอนเปิดตัวครั้งแรกว่าเขาต้องชักชวนให้แท็กซี่ในมาเลเซียใช้แอปของเขา แต่เหล่าคนขับแทบไม่สนใจเลย
3
Tan ตระหนักว่าเขาจำเป็นต้องรู้สิ่งต่างๆ เพิ่มเติมจากฝั่งผู้บริโภค ไม่ใช่เฉพาะด้านคนขับเท่านั้น ดังนั้น Tan จึงใช้เวลาหลายวันในการนั่งแท็กซี่เพื่อทำความเข้าใจปัญหาการเดินทางโดยใช้วิธีการขนส่งในประเทศมาเลเซีย
2
จากนั้นเขาก็กลายเป็นคนขับรถให้ My Teksi เพียงเพื่อทำความเข้าใจว่าต้องแก้ไขอะไรในด้านคนขับ
1
Tan เชื่อมั่นในปรัชญาญี่ปุ่นว่า ‘เห็นด้วยตัวเอง ทำด้วยตัวเอง รักษาด้วยตัวเอง’
1
“ทุกครั้งที่เราจ้างใครสักคนที่ GrabTaxi เรามักจะพูดถึงคุณค่าของเรา เกี่ยวกับความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับชื่อเสียง ผมบอกพนักงานว่า คุณต้องเป็นคนขับแท็กซี่หนึ่งวัน คุณต้องคุยกับคนขับ รู้สึกถึงความเจ็บปวดของเขา เราทุกคนรู้ดีว่าการเป็นผู้โดยสารเป็นอย่างไร แต่ให้มองที่คนขับเสมอเมื่อคุณสร้างผลิตภัณฑ์ คุณต้องสร้างจากมุมมองของพวกเขาเสมอ” Tan กล่าว
1
ประการที่สอง เพื่อแสวงหาเงินทุนก่อนกำหนดและการพัฒนาที่มากขึ้น Tan ที่อุทิศตนเพื่อสร้างบริษัทของเขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายซัพพลายเชนและการตลาดที่ Tan Chong Group ซึ่งเป็นตำแหน่งงานที่เขาทำในธุรกิจครอบครัวในขณะนั้น .
1
สิ่งนี้ทำให้ครอบครัวของเขาโกรธ โดยเฉพาะพ่อของเขา แถมยังขู่ว่าจะกีดกันเขาจากสิทธิ์ในการรับมรดกทรัพย์สินของครอบครัว แต่แม่ของเขาเองต่างหากที่ยืนหยัดเพื่อเขา และได้กลายเป็นนักลงทุน Angel คนแรกของบริษัท
2
ในเวลานั้น แม่ของเขายอมรับว่าเธอไม่เข้าใจรูปแบบธุรกิจของโครงการที่ลูกชายของเธอมีส่วนร่วม แต่เธอหวังเพียงว่า Tan จะทำมันให้ดีที่สุด
2
สยายปีกธุรกิจ
“มันยากสำหรับครอบครัวของผมที่จะเข้าใจว่าผมกำลังจะทำอะไร และผมไม่โทษพวกเขา” Tan กล่าว “ก่อนเริ่มการเดินทางครั้งนี้ คุณต้องตระหนักว่าสำหรับสตาร์ทอัพ หากคุณต้องการที่จะชนะและเติบโตอย่างรวดเร็ว คุณต้องเสียสละเรื่องส่วนตัวอย่างมาก”
1
การเริ่มต้นธุรกิจครั้งนี้จึงถูกรีแบรนด์เป็น GrabTaxi และขยายไปยังฟิลิปปินส์ในเดือนสิงหาคม 2013 รวมถึงสิงคโปร์และไทยในปีนั้นด้วย
1
แนวทางของ Tan กับบริษัทของเขาไม่เหมือนกับ Uber ที่แข่งขันกับบริษัทแท็กซี่ตั้งแต่เริ่มต้น Tan ร่วมมือกับบริษัทแท็กซี่แทน
เมื่อ Jixun Foo หุ้นส่วนผู้จัดการในปักกิ่งของบริษัทร่วมทุนระดับโลก GGV ได้พบกับ Tan ที่ Starbucks ในสิงคโปร์ในปี 2013 เพื่อหารือในการร่วมลงทุนใน GrabTaxi
เขาสงสัยในตัว Tan “เขากลับมาจากฮาร์วาร์ด มีงานรอในธุรกิจของครอบครัว และแทบจะคาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด ผมถามเขาว่าแรงจูงใจของเขาคืออะไร” Foo กล่าว Tan ตอบว่าแรงบันดาลใจของเขามาจากปู่ของเขาที่เป็นคนขับแท็กซี่ และจากนั้นก็สร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมา
2
GrabTaxi สามารถระดมทุนได้อย่างรวดเร็ว จากลุ่มการลงทุนทั้ง GGV ที่เข้ามาสนับสนุน GrabTaxi ในปี 2014 และตามมาด้วย Tiger Global, Hillhouse Capital และ SoftBank ของญี่ปุ่น Masayoshi Son ที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุด
2
SoftBank ของ Masayoshi Son ที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของ Grab (CR:BEAMSTART)
ในปี 2014 GrabTaxi ได้ร่วมมือกับ HDT Holdings และเปิดตัวแท็กซี่ไฟฟ้า BYD e6 จำนวน 100 คันในสิงคโปร์ เพื่อสร้าง e-taxi ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความมั่นใจ Tan ได้ขยายบริการ GrabTaxi ไปยังเวียดนาม
1
ในปี 2014 GrabTaxi ได้ย้ายสำนักงานใหญ่ของบริษัทจากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์
เมื่อรู้ว่าบริษัทของเขาเริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว Tan จึงเปิดตัว GrabCar เพื่อสร้างรากฐานในธุรกิจต่อไป GrabCar ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกของการขนส่งที่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลแทนรถแท็กซี่ผ่านพันธมิตรที่ได้รับอนุญาต เพื่อที่จะเอาชนะการขาดแคลนระบบขนส่งสาธารณะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน
1
นอกจากนี้ในปี 2014 GrabTaxi ได้เปิดตัวบริการ GrabBike เป็นครั้งแรกในนครโฮจิมินห์ในฐานะบริการทดลองใช้งาน
3
ปีต่อมาในปี 2015 Ling กลับมาและเริ่มทำงานเต็มเวลากับ Tan ที่ Grab เมื่อกลับมาเธอก็รับตำแหน่ง COO ทันที
1
ในที่สุดทั้งสองก็ทำงานร่วมกันแบบเคียงข้างกัน ทำให้ GrabTaxi สามารถเจาะตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียได้สำเร็จ
ในปี 2016 Tan ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์จาก GrabTaxi เป็น Grab
สู่อาณาจักร Grab
ด้วยการตั้งชื่อที่ง่ายกว่าและจำง่ายกว่า Grab ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของบริษัททั้งหมด: GrabCar (รถยนต์ส่วนบุคคล), GrabBike (แท็กซี่มอเตอร์ไซค์), GrabHitch (รถยนต์โดยสาร) และ GrabExpress (การจัดส่งไมล์สุดท้าย)
ในปี 2016 Grab ได้เพิ่มฟีเจอร์การส่งข้อความของ GrabChat สำหรับผู้โดยสารและคนขับ รวมถึง GrabShare ซึ่งให้บริการแท็กซี่และรถยนต์ร่วมกัน
1
ในปี 2017 Grab เปิดตัว GrabCoach สำหรับการจองรถขนาดใหญ่ GrabFamily สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และ JustGrab ที่มีโครงสร้างค่าโดยสารแบบเรียบที่เรียบง่าย
3
ในปี 2018 Grab ได้เปิดตัว GrabWheels ซึ่งเป็นบริการเช่า eScooter และ GrabCar Plus ซึ่งให้บริการรถยนต์ขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อแลกกับค่าธรรมเนียมพรีเมียม 20%
1
ในเวลานี้เองที่ Grab กลายเป็นสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดและทรงพลังที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
1
Grab Against Uber: พิชิตปฏิบัติการของอเมริกา
ในเดือนมีนาคม 2018 Grab ได้ควบรวมกิจการกับการดำเนินงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Uber
การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ Grab เข้าครอบครองทรัพย์สินและการดำเนินงานของ Uber ซึ่งรวมถึง UberEats ซึ่งทำให้ Grab ขยายไปยังบริการจัดส่งอาหาร
1
Grab สามารถเอาชนะ Uber ได้ในเกมของตัวเอง สาเหตุหลักมาจากกลยุทธ์ของ Grab ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใจถึงวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น การทำเช่นนี้ บริษัทสามารถจัดการการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2
แม้ว่าในตอนแรกผู้คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่า Grab จะถูกทำลายโดย Uber ซึ่งในขณะนั้นเป็นบริษัทให้บริการรับส่งผู้โดยสารออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ Tan ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า Grab สามารถป้องกันบริษัทอเมริกันจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
3
เอาชนะ Uber ด้วยการเข้า่ใจวัฒนธรรมท้องถิ่น (CR:VNExpress)
และด้วยการลาออกของผู้ก่อตั้ง Uber Travis Kalanick เนื่องจากปัญหาการจัดการของบริษัทและปัญหาข่าวเชิงลบ Tan ได้ผลักดันให้ Grab เข้าครอบครองสิ่งที่ Uber ทิ้งไว้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว
Grab Against Gojek: ศึกชิงแชมป์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หลังจากคว้าชัยชนะเหนือ Uber ชัยชนะของ Tan ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ประสบผลสำเร็จ และคู่แข่งรายใหม่ที่น่าเกรงขามอย่าง Gojek ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
Gojek ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดย Nadiem Makarim เป็น Decacorn ของอินโดนีเซีย และเป็นหนึ่งในบริษัทที่สามารถชะลอการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Grab ได้มากที่สุด
3
ด้วยแนวทางเดียวกับ Grab ซึ่งพยายามปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น บริการ Gojek เป็นสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย และขยายขอบเขตการเข้าถึงไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้วยแนวทางที่คล้ายคลึงกัน Grab มองว่า Gojek เป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขามมากกว่า Uber
และที่นี่ การแข่งขันระหว่างพวกเขาเป็นเหมือนการต่อสู้เพื่อเกียรติยศของฝ่ายหนึ่งเพื่อต่อต้านอีกฝ่าย
ในตอนแรก Gojek ต้องการเปลี่ยนอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ในอินโดนีเซีย แต่ Gojek ก็ได้พัฒนารวดเร็วอย่างที่ไม่คาดคิด
เมื่อ Grab เข้าซื้อกิจการ Uber ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Gojek มีมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ และได้พิชิตตลาดที่แข็งแกร่งในอินโดนีเซียได้สำเร็จแล้ว
ทั้ง Gojek และ Grab มีแนวคิดเดียวกันในการพัฒนา “super app” ซึ่งเป็นแนวทางทางธุรกิจที่เปิดตัวครั้งแรกโดยแอปจีน เช่น WeChat ของ Tencent ทั้ง Grab และ Gojek กำลังพัฒนาไปในทิศทางนี้ โดยการรวมอาณาจักรขนาดใหญ่ทั้งหมดไว้ในแอปของตน
1
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้ก่อตั้ง Gojek มีข้อพิพาทกับ Tan โดยเชื่อว่า Tan ขโมยโมเดลแพลตฟอร์ม Super Application ของเขาไป Tan ตอบว่า: “การมีความคิดที่ดีไม่ได้รับประกันความสำเร็จ”
3
มีรายงานว่าทั้ง Makarim และ Tan เป็นเพื่อนกันจริงๆ พวกเขารู้จักกันเป็นการส่วนตัวเพราะเป็นเพื่อนร่วมชั้นระหว่างเรียนที่ฮาร์วาร์ด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแข่งขันทางธุรกิจ ตอนนี้พวกเขา “พูดคุยกันน้อยมาก”
3
แม้ว่า Gojek จะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขามที่สุดในธุรกิจเรียกรถและธุรกิจ “super app” แต่ Grab ก็ถูกมองว่ามีความสามารถมากกว่า
นี่คือเหตุผลที่ Grab อาจจะมีการควบรวมกับ Gojek และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น Tan ก็แสวงหาตำแหน่ง CEO Tan ยังต้องการควบคุมบริษัทได้แบบเบ็ดเสร็จ และรักษาอำนาจของเขาในฐานะ CEO หากการควบรวมเกิดขึ้นจริง
Grab นั้นใหญ่กว่า Gojek เพราะมีมูลค่าที่สูงกว่าและมีสถานะทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่กว่า หากคู่แข่งทั้งสองรวมกัน Grab ก็ควรจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ในขั้นต้น Gojek ขอหุ้น 40% ของ Grab ซึ่ง Grab กล่าวว่า มันมากเกินไปเนื่องจากมองว่าตัวเองมีความปลอดภัยทางการเงินมากกว่าคู่แข่งของเขาอย่าง Gojek
2
ดูเหมือนการเดินทางของ Super App แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น จะยังไม่มีผู้ชนะอย่างชัดเจน เราก็ต้องมาติดตามกันต่อไปนะครับ ว่าความฝันอันยิ่งใหญ๋ของ Tan นั้นจะทำได้สำเร็จหรือ ไม่ และหากควบรวมกับ Gojek จริง จะเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจเหล่านี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่อย่างไรก็ตาม เราจากเรื่องราวของ Tan ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ให้เหล่านักธุรกิจรุ่นใหม่ โดยเขาได้เคยกล่าวถึงแนวทางการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไว้ว่า
“เราเชื่อว่าเมื่อเรานำเสนอบริการที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่นมากขึ้นในแต่ละวัน จะมีผู้ใช้มากขึ้นและการมีส่วนร่วมที่สูงขึ้นทั่วทั้งฐานผู้ใช้ของวเรา และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น มันจะดึงดูดพันธมิตรมากขึ้น และเป็นวัฏจักรการขาขึ้นที่ดี ที่เหมาะสำหรับธุรกิจในระยะยาวของเรา” Anthony Tan
2
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/anthony-tan-grab-story/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
=========================
ร่วมสนับสนุน ด.ดล Blog และ Geek Forever Podcast
เพื่อให้เรามีกำลังในการผลิต Content ดี ๆ ให้กับท่าน
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog ผ่าน Line OA เพียงคลิก :
=========================
ฟัง PodCast เรื่องเกี่ยวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ที่ Geek Forever’s Podcast
——————————————–
ฟังผ่าน Podbean :
——————————————–
ฟังผ่าน Apple Podcast :
——————————————–
ฟังผ่าน Google Podcast :
——————————————–
ฟังผ่าน Spotify :
——————————————–
ฟังผ่าน Youtube :
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
10K รับชม
    Billie Jean
    สนับสนุน100 เพชร
    Oomikochen
    สุดยอด ทึ่งในความคิดและหัวใจของชายคนนี้
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      หลงเขาบ่อเกลือ | คาเฟ่ริมลำธารสไตล์ Camping หลงเขา บ่อเกลือ น่าน-Lhong Khao คาเฟ่ริมลำธารสไตล์ Camping ที่อยู่ท่ามกลางขุนเขาและต้นไม้ที่เขียวขจี ซึ่งเหมาะมากๆสำหรับกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มครอบครัวที่จะได้มานั่งเม๊าส์นั่งชิวแบบ Slow life เสพบรรยากาศรับลมเย็นๆกัน
      อาหารสมอง: (See English version below) : ประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริง VS ระบบที่ถูกออกแบบมา!
      ข่าวร้ายครั้งใหม่ของ Meta ล่าสุด ผู้กำกับดูแลของ EU บอกว่า Facebook และ Instagram ไม่ควรให้ผู้ใช้งานกดยอมรับ โฆษณาที่อ้างอิงจากพฤติกรรมของผู้ใช้งาน
      "12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต" กับ 12 เรื่องที่เข้าใจแล้วชีวิตจะมีแต่ดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อย ๆ กฎข้อที่ 1 ◾️ ยืนให้ตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง เมื่อร่างกายเศร้า คุณจะเศร้า เมื่อร่างกายสุข คุณจะสุข หากคุณไหล่ค้อมห่อ ก้มหัว ผู้คนจะโต้ตอบราวกับคุณกำลังแพ้ หากคุณยืดตัวตรงขึ้น ผู้คนจะมองคุณต่างไปเช่นกัน เรื่องนี้ชัดเจนแล้วในทางวิทยาศาสตร์ คุณใช้จิตใจกำหนดร่างกาย และร่างกายกำหนดจิตใจ และสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ คนเราทำได้ทั้งสองทาง
      ดูทั้งหมด