6 ส.ค. 2021 เวลา 05:52 • ปรัชญา
มหาปีศาจและบาปแห่งความใคร่
อัลโมเดียส (Asmodeus) หนึ่งในเจ้าชายจากนรก ปีศาจที่มีการกล่าวถึงในบางส่วนของคัมภีร์ แต่ไม่ปรากฏในภาษาฮีบรู เป็นตัวแทนของปีศาจผู้ควบคุมความรู้สึกกามราคะ ความอยากได้ ความใคร่ในการร่วมรัก ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของความเข้าใจผิดว่าเป็นความรัก
ว่ากันว่า...เขาเป็นหนึ่งในเจ้าชายที่อยู่ใต้อำนาจของลูซิเฟอร์ (จอมปีศาจ) อีกที เลขประจำตัวของอัลโมเดียสคือ 32 ดาวเคราะห์ประจำตัวคือ ดาวเนปจูน มีแม่เป็นมนุษย์และมีบิดาเป็นพระเจ้า มีผสมสีดำ มีเสียงนุ่มและอ่อนโยน ลักษณะของเขาคือ มีความเป็นทั้งนักผจญภัยและนักบวชอยู่ในตัว เข้าทำนอง หล่อ มารยาทดี มีเสน่ห์ ขในเรื่องการต่อสู้เพื่อแสดงความแข็งแกร่งแบบชายๆนั้นดูเขาจะไม่ถนัดและไม่ชอบสักเท่าไหร่ เคยมีตำนานระบุว่าเขาพ่ายแพ้และตกจากฟากฟ้าในขณะที่ต่อสู้กับมารตัวอื่น เขาดูน่าจะเป็นพวกที่มักจะจัดการศัตรูด้วยการยุแยง แทงข้างหลัง และลอบสังหาร
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ อัลโมเดียส ว่าเขามักปรากฏกายในรูปแบบของชายหนุ่มหน้าตาดี ที่่มีเสน่ห์ ใจดี มีมนุษยสัมพันธ์ และมีอารมณ์ขัน มีความเป็นเพื่อนผู้ชายที่น่าสนิทสนมและให้ความไว้วางใจ แต่กลับเล่นชู้กับภรรยาของเพื่อนเฉยเลย
นอกจากนี้เขายังเคยตกหลุมรักผู้หญิงโฉมงามชื่อ ซาร่าห์ และเพราะปรารถนาจะได้ครอบครองเธอ เขาจึงต้องหาทางกำจัดคนอื่นๆที่จะได้ครอบครองเธอก่อนเขาไปให้หมดสิ้น เขาฆ่าสามีของซาร่าห์ไปทั้งหมด 7 คน ก่อนเข้าพิธีแต่งงาน และทำให้ซาร่าห์เสียใจจนถึงขนาดจะแขวนคอตาย
บางตำนานกล่าวว่า อัลโมเดียส มีเพื่อนร่วมงานคือ ลิลิธ สตรีที่เชื่อว่าเป็นภรรยาคนแรกของอดัมส์ แต่ด้วยนิสัยที่มืดดำทำให้ต้องตกนรก และกลายเป็นราชินีปีศาจ เป็นสาวสวยทรงเสน่ห์ ผมสีดำและมากด้วยตัณหาราคะ อีกทั้งยังชอบที่จะควบคุมบุรษเพศ และข่มพวกเขาให้อยู่ใต้อำนาจ
ในความเชื่อของคริสตศาสนายุคกลาง อัลโมเดียสถือเป็นวิญญาณร้ายที่ทำให้ผู้ชายไม่ซื่อสัตย์และคิดนอกใจภรรยา รวมถึงล่อลวงให้หญิงพรหมจารีย์สูญเสียพรหมจรรย์โดยใช่เหตุ ดังนั้น..ถ้าอัลโมเดียส ยั่วยุให้ผู้ชายนอกใจภรรยา ลิลิธ ก็น่าจะล่อลวงให้ผู้หญิงตกหลุมรักกับผู้ชายที่ไม่ควรรัก
การยั่วยุและยั่วยวนเป็นสิ่งที่มาพร้อมกัน โดยธรรมชาติ คนเราไม่สามารถแยกออกระหว่างความรักกับความปรารถนาได้ เพราะมันมักจะมาพร้อมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างหญิงชายหรือคนที่ไม่ใช่เชื่้อสาย ครอบครัวเดียวกัน
การได้ใกล้ชิดผูกพันธ์ พูดคุยกันทุกวัน การสัมผัสตัว การจ้องตา หรือแม้แต่การสัมผัสทางใจ สามารถสร้างความรู้สึกมากมายให้เกิดขึ้น ผ่านการกระตุ้นของฮอโมนส์ในร่างกาย ถ้าฮอโมนส์ออกซิโทซิน ซึ่งมักจะเกิดมาพร้อมกับการกอดรัดและได้รับความอบอุ่นจากร่างกายมนุษย์ หรือฮอโมนส์แห่งความรักความผูกพันธ์ นั้นถักทอขึ้น ฮอโมนส์เพศก็ถูกผลิตขึ้นมาจากการสัมผัสได้เช่่นเดียวกัน
เมื่อเราสัมผัสจับต้องหรือสนิทสนมกับใครบ่อยๆ เราก็เริ่มมีความผูกพันธ์กับเขา จากนั้นก็เริ่มปรารถนาในตัวเขาไปพร้อมกัน เราจึงแยกไม่ออกว่าเป็นความรัก หรือความใคร่กันแน่ แต่เพื่อเหตุผลแห่งความชอบธรรม เรามักจะอ้างว่าความรักเป็นตัวนำไป
แต่จริงๆแล้ว ความรักกับความใคร่เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เป็นพลังงานคนละแบบกัน ความรักเป็นพลังแบบที่เต็มล้นเหลือในตัวแล้วเผื่อแผ่ไหลรินออกไปให้คนอื่น ขณะที่ความใคร่ เป็นความรู้สึกว่าภายในแห้งผากหิวโหยและต้องการที่จะสูบเอาพลังงานของคนอื่นเข้ามาในตัวผ่านการพูดคุย กอดรัด สัมผัส หรือรู้สึกว่าถูกรัก รู้สึกว่าได้รับความรัก รู้สึกว่าได้ครอบครองมากขึ้น เป็นเจ้าของมากขึ้น ความใคร่เป็นพลังงานแบบที่เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง และดูดกลืนทุกอย่างเข้าหาตัวแบบหลุมดำ ขณะที่ความรักเป็นดวงอาทิตย์ ที่แผ่แสงสว่างออกไปเพื่อสรรพชีวิตในวงโคจรของตน
ความรัก ความเมตตา จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ขณะที่ความรักกับความใคร่สามารถมาพร้อมกันได้ แต่เป็นคนละสิ่งกัน คนเราสามารถมีทั้งความรักและความใคร่ให้คนๆหนึ่งได้ หากพูดในแง่ของธรรมชาติและวิวัตนการซึ่งใช้ประโยชน์จากความใคร่ในการสืบพันธ์ และใช้ประโยชน์จากความรักในแง่ของการรักษาดูแลเผ่าพันธ์ ความใคร่อาจเป็นเพียงส่วนเล็กๆย่อยๆของการเริ่มต้นสร้างชีวิต สร้างครอบครัวและสังคม แต่หากความใคร่นั้นมีมากจนเป็นการทำลายชีวิตเข้าแล้ว ความใคร่นั้นคงเป็นแรงดลใจของบาปและมารที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดของเรา

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา