Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนังสือสนทนากับพระเจ้า
•
ติดตาม
13 ส.ค. 2021 เวลา 03:02 • หนังสือ
#55 เล่ม 3 บทที่ 12 หน้า 272 — 276
...
N : และถ้าเรามี “เนื้อคู่ทางวิญญาณ” มากกว่าหนึ่งคน มันก็จะอธิบายได้ว่ามันเป็นไปได้ที่เราจะมีประสบการณ์ถึง ‘ความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นเนื้อคู่ของเรา’ ได้มากกว่าหนึ่งคนในแต่ละชาติ — และถึงขั้น ‘มากกว่าหนึ่งคนได้ในเวลาเดียวกัน❗’
...
...
...
G : ตามนั้นเลย
N : อย่างนี้ก็เป็นไปได้ที่เราจะรักได้มากกว่าหนึ่งคนในเวลาเดียวกัน
G : แน่นอน
N : ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึงความรักแบบแนบชิดและเป็นส่วนตัวที่เรามักสงวนไว้ให้คนๆเดียว...หรืออย่างน้อยที่สุดก็ ‘ทีละคน❗’
G : ทำไมเธอถึงต้องอยาก “สงวน” ความรักเอาไว้ด้วยล่ะ❓ ทำไมถึงต้องเก็บมันเอาไว้ด้วย❓
N : ก็เพราะมันไม่ถูกต้องที่จะรักมากกว่าหนึ่งคน “ในลักษณะนั้น” มันเป็นการทรยศ
G : ใครบอกเธอแบบนั้น
N : ‘ก็ทุกคนนั่นแหละ’ ใครๆก็บอกแบบนี้กันทั้งนั้น พ่อกับแม่ก็บอกผมแบบนั้น ศาสนาก็บอกผมแบบนั้น สังคมก็บอกผมแบบนั้น ทุกคนพูดตรงกันหมด❗
G : นี่คือหนึ่งใน “บาปเคราะห์ของบิดา” ที่ส่งต่อมาถึงลูกหลาน
ประสบการณ์ของเธอเองสอนเธอแบบหนึ่งว่า🔸การรักทุกคนให้เต็มที่คือสิ่งเบิกบานที่สุดที่ตัวเธอสามารถทำได้🔸
แต่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และนักบวช กลับบอกเธออีกแบบว่า เธอจะรัก “ในลักษณะนั้น” ได้แค่ทีละคน ซึ่งในที่นี้เราไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องเซ็กซ์เท่านั้นนะ และหากเธอเห็นว่าใครบางคนสำคัญกว่าอีกคน ‘ไม่ว่าจะในทางไหน’ แล้วละก็ เธอก็มักถูกทำให้รู้สึกว่าเธอกำลังทรยศอีกคน
N : ใช่ครับ❗ แบบนั้นเลย❗ พวกเราถูกหล่อหลอมมาแบบนั้น❗
G : เพราะอย่างนั้นพวกเธอถึงไม่สามารถแสดงความรักที่แท้จริงออกมาได้ แสดงออกได้แค่ของปลอมทำเหมือน
N : เราจะแสดงความรักที่แท้จริงได้ถึงขั้นไหนในกรอบของประสบการณ์มนุษย์ครับ❓ ควรมีข้อจำกัดในการแสดงออกอย่างไรบ้าง❓ (จริงๆแล้วบางคนจะบอกด้วยซ้ำว่าเรา ‘ต้อง’ จำกัด) หากเราปลดปล่อยพลังงานของการอยู่ร่วมกันและพลังงานทางเพศทั้งหมดแบบไม่มียั้ง แล้วมันจะส่งผลยังไงครับ❓ การอยู่ด้วยกันอย่างอิสระและการมีอิสรภาพทางเพศอย่างเต็มที่จะทำให้ผู้คนไม่รับผิดชอบหรือเปล่า❓ หรือจะทำให้ผู้คนรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิม❓
G : 📌 ความพยายามใดๆที่จะจำกัดการแสดงออกตามธรรมชาติของความรักคือการปฏิเสธประสบการณ์ของอิสรภาพ และเป็นการปฏิเสธวิญญาณของตัวเอง เพราะวิญญาณคือ ‘อิสรภาพ’ ที่แสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรม
โดยนิยามแล้ว ‘พระเจ้าคืออิสรภาพ’ เพราะพระเจ้านั้นไร้ขอบเขตและปราศจากข้อจำกัดใดๆ วิญญาณคือพระเจ้าย่อส่วน 💢ฉะนั้นวิญญาณจึงต่อต้านการถูกยัดเยียดข้อจำกัดใดๆและจะตายลงทุกครั้งที่ยอมรับขอบเขตจำกัดจากภายนอก💢
ในความหมายนี้ ✴️การเกิดเองก็คือการตายและการตายก็คือการเกิด — เพราะขณะเกิดวิญญาณจะถูกจำกัดอยู่ภายใต้ข้อจำกัดมหาศาลของร่างกาย (นี่คือการตายในความหมายของวิญญาณ) และเมื่อตายลงวิญญาณจะหลุดพ้นจากพันธนาการรัดรึงอีกครั้ง (นี่คือการเกิด) มันทำแบบเดียวกันนี้ขณะนอนหลับ✴️
เมื่อกลับสู่อิสรภาพ วิญญาณจะโบยบินและเริงรื่นอีกครั้งด้วยการแสดงออกและมีประสบการณ์ถึงธรรมชาติที่แท้จริงของตัวมันเอง
ทว่าธรรมชาติที่แท้จริงของวิญญาณจะสามารถแสดงออกและมีประสบการณ์ถึงได้ในขณะที่ ‘อยู่กับร่างกาย’ ได้หรือเปล่า❓
นี่คือสิ่งที่เธอถาม ซึ่งนำไปสู่เหตุผลและจุดมุ่งหมายของตัวชีวิตเอง เพราะถ้าชีวิตที่อยู่ในรูปกายไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าคุกคุมขังหรือการถูกจำกัด แล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา❓ หน้าที่ของชีวิตคืออะไร❓ เพราะหากเป็นอย่างนั้นมันจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร❓ ยิ่งไม่ต้องถามถึงเหตุผลของการมีชีวิต
N : ใช่ครับ จริงๆผมก็อยากถามแบบนั้นเหมือนกัน อยากถามแทนคนทั้งโลกที่รู้สึกว่าประสบการณ์แห่งการเป็นมนุษย์นั้นถูกปิดกั้นและอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่บีบคั้น ตรงนี้ผมไม่ได้พูดถึงข้อจำกัดทางกายภาพ —
G : — ฉันรู้ —
N : — แต่หมายถึงข้อจำกัดทางอารมณ์และจิตใจ
G : ฉันรู้ และก็เข้าใจ เพียงแต่ข้อกังวลของเธอทั้งหมดมันไปเกี่ยวข้องกับคำถามที่ใหญ่กว่า
N : ครับ เข้าใจครับ แต่ขอผมต่ออีกนิดนะครับ ทั้งชีวิตของผม ลึกๆแล้วผมรู้สึกผิดหวังที่โลกนี้ไม่ยอมให้ผมรักผู้คนในแบบที่ผมอยากจะรัก
ตอนผมยังเด็ก ผมถูกห้ามไม่ให้พูดคุยกับคนแปลกหน้า ไม่ให้พูดสิ่งที่ไม่เหมาะสม มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเดินไปตามถนนกับพ่อแล้วเจอขอทานผู้ชายคนหนึ่ง ผมรู้สึกสงสารผู้ชายคนนั้นทันทีและก็อยากจะควักเศษเงินในกระเป๋าให้ พ่อห้ามผมแล้วรีบดึงตัวผมออกไป “ขยะ” พ่อบอก “ไอ้พวกขยะ” นั่นคือการตัดสินที่พ่อผมมีต่อกลุ่มคนที่ไม่อาจมีชีวิตตามนิยามของการเป็นมนุษย์ที่มีค่าของพ่อ
หลังจากนั้น ผมจำได้ว่าเป็นเรื่องที่พี่ชายผม (ซึ่งตอนนี้ได้จากไปแล้ว) ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในบ้านตอนวันคริสต์มาสอีฟเพราะมีปากเสียงกับพ่อ ผมรักพี่มากและอยากให้เขาเข้ามาอยู่ด้วยกันกับเราในคืนนั้น แต่พ่อออกไปตรงชานหน้าบ้านแล้วห้ามไม่ให้เขาเข้ามา แม่ผมปวดใจมาก (พี่ชายคนนี้เป็นลูกติดมาจากสามีคนก่อนของแม่) แล้วผมก็ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมเราถึงไม่รักหรือยอมให้พี่ผมอยู่ด้วยในคืนวันคริสต์มาสอีฟเพียงเพราะแค่ว่ามีเรื่องโต้แย้งกัน
เรื่องโต้แย้งแบบไหนกันที่มันเลวร้ายถึงขั้นที่เรายอมให้มันมาทำลายช่วงเวลาในวันคริสต์มาสของเรา❓ แม้แต่ในสงครามยังยอมหยุดยิงกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง นี่เป็นเรื่องที่หัวใจดวงน้อยๆของเด็กเจ็บขวบอย่างผมอยากจะรู้เหลือเกิน
พอโตขึ้นมาหน่อย ผมได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่แค่ความโกรธเท่านั้นที่ทำให้เราปิดกั้นความรักจากกัน แต่ยังเป็นเพราะความกลัวด้วย
นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราไม่ควรคุยกับคนแปลกหน้า ซึ่งไม่ใช่แค่ตอนที่เรายังเป็นเด็กเล็กที่ยังป้องกันตัวเองไม่ได้ แต่เป็นตอนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วด้วย ผมได้เรียนรู้ว่ามันไม่ดีเลยที่เราจะเจอะเจอและพูดคุยกับคนแปลกหน้าด้วยความกระตือรือร้นและเปิดเผย และเราต้องปฏิบัติตัวอย่างมีมารยาทตามธรรมเนียมของสังคมอย่างเป็นขั้นเป็นตอนกับคนที่เราเพิ่งรู้จัก
ซึ่งแต่ละอย่างมันไม่มีเหตุผลสำหรับผมเลย ผมอยากรู้ ‘ทุกอย่าง’ เกี่ยวกับคนที่ผมเพิ่งรู้จัก และก็อยากให้เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวผมด้วย❗ แต่ห้ามทำอย่างนั้นเด็ดขาด กฎบอกว่าเราต้องรอก่อน
1
และตอนนี้ที่ผมกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว เมื่อมีเรื่องทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ได้เรียนรู้ว่ากฎยิ่งเข้มงวดและจำกัดยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งผมก็ ‘ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี’
ผมพบว่าผมแค่อยากจะรักและได้รับความรัก ผมแค่อยากจะรักทุกๆคนในรูปแบบไหนก็ได้ตามความเป็นจริงที่ผมรู้สึก ในรูปแบบไหนก็ได้ที่ทำให้ผมรู้สึกดี
แต่สังคมก็ตั้งกฎเกณฑ์และข้อบังคับกับเรื่องนี้ทุกอย่าง เข้มงวดขนาดที่ว่าแม้อีกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยอมรับที่จะมีประสบการณ์นี้ร่วมกันแล้วก็ตาม แต่ถ้าสังคมไม่เห็นด้วย คู่รักทั้งสองก็จะถูกตีตราว่า “ทำผิด” และโดนถล่มจมดิน
นี่มันอะไรกัน❓
ทั้งหมดนี้มันคือเรื่องอะไรกัน❓
G : ก็อย่างที่เธอบอกนั่นล่ะ ความกลัว
💥ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความกลัว💥
...
...
...
บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
หนังสือสนทนากับพระเจ้า เล่ม 3
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย