23 ส.ค. 2021 เวลา 15:21 • ประวัติศาสตร์
เรื่องวิชาประวัติศาสตร์ ผ่านความรู้ทางจิตวิทยา "กระบวนการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข"
ทำไมนักปกครอง จึงครองใจเราสำเร็จ?
เพราะเขาหาเจอว่าจะเชื่อมโยงตัวเองกับสิ่งที่ผู้คน crazy ได้อย่างไร และนั่นคือกุญแจที่ทำให้เขาได้ใจคน
นี่คือวิธี propaganda ขั้นต้นที่ถูกใช้มาหลายร้อยปี
วันนี้แวะมาในโหมดวิชาประวัติศาสตร์ ที่อธิบายโดยใช้ความรู้เรื่องการใส่เงื่อนไขในกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ทางจิตวิทยา หากสนใจ สามารถติดตามอ่านได้ครับ
1
1) คนศรัทธาบางสิ่งเพื่อมั่นคงทางจิตใจ : โดยปกติแล้ว พื้นฐานของมนุษย์ ไม่ได้เชื่อนักปกครอง หรือผู้นำในทันที แรกเริ่มเดิมที "ความกลัว" ของมนุษย์ ทำให้เราอาศัยที่พึ่งที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวอย่างมากคือ "ศาสนา" ที่เข้ามาสร้างความสบายใจ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ศูนย์รวมใจของคนที่ทำให้พวกเขารู้สึก "ปลอดภัย"
หวาดกลัว insecure --> หาที่พึ่ง --> ศาสนา ---> รู้สึกปลอดภัย secure
2) ขึ้นครองยาก ถ้าเขาไม่รัก : เหล่านักปกครอง หรือชนชั้นผู้นำรู้ดีกว่า การสร้างศรัทธา สำคัญสำหรับตนอย่างมาก ที่จะทำให้เกิดความเลื่อมใส และปกครองง่าย หากต้องการ "สร้างบารมี" สำเร็จ การจะอยู่แบบเข่นฆ่า สู้รบแย่งชิง หรือเสวยสุขในชนชั้นอภิสิทธิ์เหนือผู้คนให้ได้รับความชอบธรรมนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะหากผู้คนชนชั้นล่าง ขาดความศรัทธา การขึ้นอยู่เหนือผู้คนชนชั้นล่างกว่า จะไม่ได้รับการยอมรับ และเกิดความเป็นปรปักษ์
3) "การครองใจด้วยการครองธรรม" กลายเป็นกุศโลบายทางอำนาจ เมื่อผูกโยงตนเองเข้าไว้ กับอำนาจของศรัทธาทางศาสนา ประชาชนจะเกิดความเลื่อมใส และศรัทธา จึงมีการผุด "สมมติเทพโมเดล" หรือ "เทวราชาโมเดล" เพื่อสร้างความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ ให้เห็นชนชั้นปกครองเป็นสิ่งสูงส่งบูชาเดียวกับสิ่งสูงสุดศาสนา เพื่อยังผลทางอำนาจและความเชื่อ
นั่นเป็นเหตุผลให้ในประวัติศาสตร์ เราจะพบกิจกรรมของนักปกครอง เช่น การสร้างวัดวาอาราม, การสร้างพระพุทธรูปบูชาปางต่างๆ, การเป็นเจ้าพิธีกรรมในการประกอบพิธีทางศาสนาทุกรูปแบบ ไปจนถึงการแทรกซึมเรื่องพระศาสนาไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชนชั้นนักปกครอง ทำให้ประชาชนเกิดความศรัทธาต่อเนื่อง และ "เชื่อมโยงสิ่งเร้าของการใส่เงื่อนไขชนชั้นผู้นำเข้าไปให้ใกล้ชิดกับศาสนา" และกลายเป็นส่วนหนึ่งผูกพัน
ศาสนาจึงกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ปลูกสร้างความมั่นคงทางการเมืองไม่รู้ตัว โดยผูกโยงความเชื่อของทุกศาสนาแบบพหุวัฒธรรมทั้งหมดมายำรวม ได้แก่ พุทธ พราหมณ์ฮินดู ขอม(มอญ) เป็นส่วนหนึ่งของนักปกครอง
4) รักแล้ว ครองใจสำเร็จ : กาลเวลาผ่านไป ความศรัทธาเหล่านั้นก่อตัว และยึดโยงความเหนือมนุษย์ทั่วไปเอาไว้อย่างยืนยาว นั่นหมายความว่า กุศโลบายที่ใช้สามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งความเคยชิน ที่เป็นมาโดยปกติ เมื่อเอาสิ่งยึดโยงเดิมออกไปคือศาสนา (ไม่ต้องมานั่งสร้างวัด สร้างพระพุทธรูปอะไรกันแล้ว) แต่ชนชั้นปกครองยังคงครองความศรัทธาไว้เพราะสร้างเงื่อนไขต่อเนื่องมาตลอด จนประสบความสำเร็จในการครองใจ เราเรียกสิ่งนี้ว่า "สิทธิธรรม" อันเป็นการสร้างความชอบธรรมของนักปกครองให้สามารถสร้างการบูชาจงรักภักดี และเทิดทูนไว้เหนือหัว เพราะยึดเหนี่ยวตนไว้กับศาสนามานานนับร้อยๆปี
"ศาสนาคือเครื่องมือในการครองอำนาจ"
และนั่นทำให้นักปกครองอยู่เป็นสุข และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ภายใต้ประชาชนที่สนับสนุนมาตลอดหลายชั่วอายุคน จนกว่าจะมี "สิ่งเร้าใหม่" ให้เขาจดจำเป็นอย่างอื่น ที่ทำให้เกิดการสั่นคลอนทางอำนาจ และลดความเลื่อมใสศรัทธาลง
นั่นเป็นเหตุผลให้เกิดการควบคุมสื่อที่ออกมา ระมัดระวังภาพลักษณ์ การใช้คำ การใช้กฎหมายที่ปกป้อง เพื่อทรงอำนาจ และการสร้างบารมีผ่านคุณงามความดีต่างๆ ผ่านการสละทาน บริจาค หรือการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งเสริมสังคมต่างๆ เพื่อภาพลักษณ์ที่ยังความเชิดชูไว้ ให้การปกครองประสบความสำเร็จต่อไปในการรักษาอำนาจ และบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น
"ไม่แน่ใจว่าเราเรียนประวัติศาสตร์เล่มเดียวกันไหม? คุณครูประวัติศาสตร์ไม่ค่อยสอนให้คุณวิเคราะห์ เขาสอนให้คุณท่อง จำ แต่ไม่เคยเข้าใจ และนั่นแหละคือปัญหาการศึกษาไทย ที่ทำให้เราดักดานอย่างยาวนาน ไม่เคยตาสว่างเข้าใจโครงสร้างทางสังคม ผ่านวิชาประวัติศาสตร์ได้จริง"
น่าจะได้คำตอบไหมว่า ทำไมเมืองไทย ต้องเป็นเมืองพุทธ? :)
หมายเหตุ : พวกชนชั้นทหารที่ล้างสมองคนเก่งๆ เวลาเขาจะ propaganda เขาก็ใช้ Classical Conditioning Learning Theory แค่ไม่รู้ว่าคุณอ่านออกไหม เวลารับสารที่เขาส่งมาเท่านั้นเองครับ
IG & TW : BrandingbyBoy
#BrandingbyBoy
“ศาสนาคือเครื่องมือในการครองอำนาจ”
โฆษณา