15 ก.ย. 2021 เวลา 12:30 • ธุรกิจ
กรณีศึกษา การปรับตัวของลูกอมโบตัน สู่ยาสีฟันสมุนไพร
1
กลายเป็นเพลงบอกอายุทางอ้อมไปแล้ว สำหรับเพลงฮิตติดปากสมัยวัยหวานของบางคนอย่าง
“ยา...หย่า...ย่า...ยี...หยี่...ยี่...คุณแม่ซักผ้า คุณยายสระผม ลูกอมโบตัน ยาสีฟันคอลเกต สบู่วิเศษ...ปั๊กกะเป้ายิ้งฉุบ”
เพราะไม่ว่าจะเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
ลองเพลงนี้ขึ้นมาเมื่อไร หลายคนที่เคยโตมากับเพลงนี้ คงอดไม่ได้ที่จะร้องหรืออมยิ้มตาม
เพียงแต่ ถ้าจะให้อินเทรนด์ เข้ากับเด็กยุคใหม่
ใครที่จะร้องเพลงนี้ อาจจะต้องปรับเนื้อเล็กน้อย
เพราะวันนี้ ลูกอมโบตัน ที่ร้องกันติดปาก ไม่ได้ขายแค่ลูกอมอีกต่อไป
แต่ล่าสุดแตกไลน์มาทำ “ยาสีฟันสมุนไพรโบตัน” ขายแล้ว
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วจากขายลูกอมอยู่ดี ๆ ทำไมมาขายยาสีฟัน ?
ก่อนจะเฉลยข้อสงสัย ต้องท้าวความไปถึงเส้นทางของผู้ก่อตั้งลูกอมโบตันกันก่อน
รู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้ว ลูกอมโบตันเป็นหนึ่งในแบรนด์ลูกหม้อ ของอาณาจักรโอสถสภา
ที่มีผลิตภัณฑ์มากมาย อาทิ M-150, เปปทีน, ทเวลฟ์พลัส, เบบี้มายด์, อุทัยทิพย์
พูดง่าย ๆ ว่า แค่เราเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต ก็อาจจะเผลอเป็นลูกค้าของโอสถสภาโดยไม่รู้ตัว
กลับมาที่เรื่องราวของโอสถสภา ก่อนจะเป็นอาณาจักรแสนล้านวันนี้
เริ่มต้นธุรกิจจากร้านขายยาคูหาเล็ก ๆ ในย่านสำเพ็ง โดยชายที่ชื่อว่า นายแป๊ะ แซ่ลิ้ม
หลังจากข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่ไทย
ด้วยความที่นายแป๊ะ พอมีความรู้เกี่ยวกับตำรับยาแผนโบราณ
เลยมีโอกาสปรุงยาแจกจ่ายให้แก่ญาติมิตร และคนยากจนในย่านใกล้เคียง
เพื่อบำบัดอาการโรคท้องร่วงให้กับชาวบ้าน ซึ่งหากย้อนไปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
โรคท้องร่วง (อหิวาต์) ถือเป็นหนึ่งในโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง
แต่ด้วยสรรพคุณยาของนายแป๊ะ ที่ช่วยรักษาอาการของชาวบ้านได้ดีเกินคาด
ทำให้ชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ จนตอนหลังทำแจกต่อไปไม่ไหว บวกกับเริ่มมีคนเรียกร้องว่าอยากขอซื้อยาตำรับนายแป๊ะ
ในปี พ.ศ.2435 นายแป๊ะจึงได้เปิดร้านขายยา โดยชื่อร้านว่า “เต๊กเฮงหยู”
ซึ่งมีความหมายว่า มีความอุดมสมบูรณ์และคุณธรรมความดีที่ยืดยาวตลอดกาล
โดยมีสินค้าแจ้งเกิด คือ "ยากฤษณากลั่น” ซึ่งมีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องร่วง
 
และมีตราสินค้าที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน คือ ตรากิเลน เพราะชาวจีนเชื่อว่า​ กิเลนเป็นสัตว์ที่มาจากสวรรค์ มักจะมาปรากฏตัวให้เห็นในปีที่อุดมสมบูรณ์
เมื่อผนวกกับสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ และคัมภีร์ตําราพิชัยสงคราม ยิ่งทําให้เครื่องหมายการค้าดูศักดิ์สิทธิ์ และน่าเชื่อถือ
1
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของ "ยากฤษณากลั่น ตรากิเลน" ของร้านขายยาเต๊กเฮงหยู ไม่ได้จำกัดแค่ในชุมชนแต่ยังขจรไปถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)
หลังจากนายแป๊ะได้นำยาไปช่วยในการบำบัดโรคท้องร่วง ให้กับกองกำลังในกิจการเสือป่า ที่จังหวัดนครปฐม
รัชกาลที่ 6 ทรงแนะนำให้ใช้ยากฤษณากลั่นในการรักษาโรคท้องร่วง ลงในพระราชนิพนธ์ “กันป่วย”
และยังพระราชทานเข็มเสือป่า และนามสกุล “โอสถานุเคราะห์” ให้แก่นายแป๊ะอีกด้วย
วันเวลาผ่านไป กิจการร้านขายยาก็ยิ่งเจริญรุ่งเรือง แต่ก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงมากมาย
นอกจากจะย้ายร้านจากสำเพ็งไปอยู่เจริญกรุง พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “โอสถสถานเต็กเฮงหยู”
เมื่อนายแป๊ะเสียชีวิตลง ธุรกิจก็ถูกส่งไม้ต่อมายังทายาทรุ่นที่ 2 คือ คุณสวัสดิ์ โอสถานุเคราะห์
ซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ด้วยความที่มีความรู้ทางการแพทย์ติดตัว ทำให้ในยุคของคุณสวัสดิ์ สามารถต่อยอดธุรกิจร้านขายยาไปได้ไกลกว่าเดิม
มีการคิดสูตรการผลิตยาสามัญประจำบ้านอื่น ๆ เพิ่มอีกหลายชนิด เช่น ยาธาตุ 4, ยาอมโบตัน รวมไปถึงการผลิตยาสมัยใหม่สูตรจากอังกฤษ อย่าง ยาทันใจ
จะเห็นว่า แม้จะมีการบันทึกว่ายาอมโบตัน เกิดในช่วงที่ธุรกิจถูกส่งไม้ต่อมาสู่เจนฯ 2
แต่ก็ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าลูกอมโบตัน ​เปิดตัวครั้งแรกในปีไหนกันแน่
แต่ถ้าเทียบจากประวัติของบริษัท ที่มีการพูดถึงความนิยมของลูกอมโบตันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475
ก็เป็นไปได้ว่า อายุของลูกอมโบตัน น่าจะไม่น้อยกว่า 80 ปี
1
ถ้าถามว่า อะไรคือจุดเด่นของลูกอมโบตัน ที่ทำให้ยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้ ?
นอกจากจุดเด็ดของผลิตภัณฑ์ ที่ไม่เหมือนใครตั้งแต่ส่วนผสม
เพราะใช้ส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรจริงจากธรรมชาติมาผลิต ไม่ใช่แค่สารสกัด และยังการันตีว่าใช้แหล่งสมุนไพรคุณภาพสูง จึงทำให้ชุ่มคอได้นานกว่า ละลายช้า
โดยมีสองส่วนผสมที่เป็นพระเอกตลอดกาล คือ รากชะเอมบด และสะระแหน่
ในส่วนแพ็กเกจจิงของโบตัน ก็ต้องยอมรับว่าสะดุดตาและสร้างภาพจำไม่น้อย
จะเห็นว่าแพ็กเกจจิงของโบตันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนเป็นการโคจรมาพบกันของสามเฉดสีที่ไม่น่าจะมารวมตัวกันได้โดยไม่แย่งซีนกันเอง
ไม่ว่าจะเป็น สีแดง ที่สื่อความหมายถึง โชคลาภ
สีเหลือง หมายถึง แสงสว่างแห่งชีวิต
สีเขียว หมายถึง สมุนไพรธรรมชาติความอุดมสมบูรณ์
และที่ขาดไม่ได้คือ ตราสินค้า “กิเลน” ที่ดูคลาสสิกตลอดกาล
มาถึงเส้นทางการแจ้งเกิดของแบรนด์ ต้องบอกว่า นอกจากแบรนด์จะปูทางมาดี จังหวะยังเป็นใจ
เพราะช่วงที่ลูกอมโบตันเริ่มตีตลาด ใกล้เคียงกับสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี
1
อย่างรู้ที่กันว่า ในยุคจอมพลป. มีการออกกฎให้คนไทยเลิกกินหมาก
เพราะทำให้ปากและฟันดำคล้ำ ดูเลอะเทอะไม่น่ามองสำหรับชาวต่างชาติ
และการบ้วนน้ำหมาก ก็สร้างความสกปรกเลอะเทอะแก่ถนนหนทาง
พอเป็นแบบนี้ ลูกอมจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่เข้ามาช่วยแก้ขัดหรือทดแทนการเคี้ยวหมากได้เป็นอย่างดี
ซึ่งลูกอมโบตันก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้อานิสงส์ไม่น้อย
เมื่อบวกกับการทำการตลาด หรือ ที่สมัยนั้นมีคำเรียกว่า “ปลูกนิยม” แบบปูพรมไปทุกหย่อมหญ้า
นอกจากจะผูกมิตรกับร้านขายยา เพื่อให้ช่วยแนะนำสินค้า
ยังมีการทำโฆษณาโปรโมตผ่านแทบทุกช่องทาง
ไม่ว่าจะเป็น การติดประกาศตามต้นไม้ ท่าน้ำ ร้านค้า ร้านขายยา
การใช้กลยุทธ์รถเร่ฉายหนังขายยา ไปจนถึงการแจกสินค้าตัวอย่างให้ทดลองใช้, เป็นสปอนเซอร์สนับสนุนในงานใหญ่ของจังหวัดต่าง ๆ และลงโฆษณาหนังสือพิมพ์ด้วย
1
ก็ทำให้ลูกอมโบตันเป็นที่รู้จักและเข้าไปนั่งในใจลูกค้า
ฮิตถึงขนาดกลายเป็นส่วนหนึ่งของเพลงที่ยกมาข้างต้น เรียกว่าไม่มีเด็กคนไหนร้องไม่ได้
แต่ถ้าถามว่าอะไร คือ กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ลูกอมโบตัน ยืนท็อปในจักรวาลลูกอม
คำตอบ คือ การครองตัวเป็นแบรนด์ที่เก่าแต่ยังเก๋า
จะเห็นว่า แม้ลูกอมโบตันจะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่คงเอกลักษณ์หลาย ๆ อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
แต่การรักษาสูตรของโบตัน ตั้งแต่เริ่มวางตลาดจนถึงปัจจุบันก็ไม่เคยเปลี่ยน
ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับก้าวไปข้างหน้า
แต่อะไรบางอย่างที่เป็นจุดอ่อนสำหรับแบรนด์ แบรนด์ก็ยอมปรับตัว เพื่อให้สินค้าตอบโจทย์ลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง
อย่างที่ผ่านมา จากยุคแรก ที่ผลิตเป็นซองกระดาษห่ออยู่ด้านนอก ด้านในจะมีฟอยล์หุ้มอีกชั้น เพื่อเก็บกลิ่นและรสชาติของตัวยา ต่อมาจึงพัฒนาเป็นกระดาษฟอยล์ในตัว
หลังจากนั้นจึงพัฒนามาเป็นตลับโลหะ ซึ่งช่วยเก็บรักษาตัวยาได้ดี เพิ่มเติมคือพกพาสะดวก ใช้งานง่าย
แต่ด้วยต้นทุนที่สูง ต่อไปเลยพัฒนาเป็นตลับพลาสติก ซึ่งยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน
มาถึงในส่วนของรสชาติ สำหรับโบตันแบบคลาสสิกนั้น ยังคงรักษาสูตรและคุณภาพไว้เหมือนเดิม ​
ปัจจุบันมีจำหน่ายหลายรูปแบบทั้งแบบซองและแบบตลับ
โดยโบตันตลับขาว เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบรสชาติดั้งเดิม แต่ต้องการความสะดวกสบายในการพกพา
ส่วนตลับเหลือง หรือโบตันพลัส มีการปรับรสชาติให้หวานขึ้นด้วยชะเอม เพื่อให้กินง่าย
1
ส่วน Botan Mint Ball เดิมทีเป็นการต่อยอดจากโบตันคลาสสิก
ด้วยการนำสารเคลือบความหวานที่ไม่ใช่น้ำตาล และความหอมเย็นมาเคลือบไว้ ส่วนด้านในยังคงเป็นโบตันรสดั้งเดิม
แต่ปรากฏว่าไม่โดนใจลูกค้าเท่าที่ควร โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
สุดท้ายเลยรื้อสูตร เอาสารตั้งต้นอย่างโบตันคลาสสิกออก พัฒนาเป็นลูกอมรสมินท์เย็นชื่นใจ ภายใต้ชื่อโบตัน
 
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกว่า​ การปรับตัวของลูกอมโบตันก็ไม่ได้หวือหวา
หรือแตกต่างจากแบรนด์ในตำนาน​ ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมากนัก
จนกระทั่ง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โบตันปฏิวัติวงการ ด้วยการแตกไลน์สินค้าใหม่อย่างยาสีฟันสมุนไพรโบตันเฮอร์เบิลเฟรช
ซึ่งมีส่วนผสมหลักจากสารสกัดชะเอมเทศ ข่อย ใบฝรั่ง ชาขาว และกานพลู
ที่น่าสนใจคือ ถึงจะแปลงร่างเป็นยาสีฟัน แต่แพ็กเกจจิงของหลอดยาสีฟัน ก็ยังไม่ทิ้งซิกเนเชอร์ของโบตัน
ที่ต้องมี 3 สี ได้แก่ แดง เขียว เหลือง และกิเลน ซึ่งด้วยขนาดบรรจุภัณฑ์ ที่ทำให้กิเลนตัวใหญ่กว่าเดิม
เสียดายที่ไม่ได้ยิงฟันให้ดู เพราะปกติบนบรรจุภัณฑ์ของยาสีฟันต้องมีภาพฟันสวย ๆ เป็นแรงบันดาลใจอยากให้คนซื้อตาม..
และถ้าถามต่อว่า แล้วยาสีฟันโบตัน รสชาติเหมือนลูกอมโบตันหรือเปล่า
งานนี้ สิบปากว่าไม่เท่าทดลองด้วยตัวเอง
ส่วนเหตุผลที่ทำให้โบตัน ผันตัวมาทำยาสีฟัน
นอกจากจะเป็นการขยายฐานลูกค้า ด้วยการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้นแล้ว
เพราะอย่าลืมว่า ยาสีฟัน เป็นของที่ทุกคนต้องใช้
อีกส่วนหนึ่งก็เป็นไปได้ว่า เป็นการต่อยอดจุดแข็งของลูกอมโบตัน
ที่เน้นย้ำมาตลอดว่า นอกจากเพิ่มความชุ่มคอ ยังช่วยระงับกลิ่นปาก
เลยทำยาสีฟันซะเลย ใครจะไปรู้ ในอนาคตอาจจะมีน้ำยาบ้วนปากโบตัน ด้วยก็ได้
แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ ถ้าจะร้องเพลง “ยา...หย่า...ย่า...ยี...หยี่...ยี่...คุณแม่ซักผ้า คุณยายสระผม ลูกอมโบตันแล้ว อย่าร้องเพลินจนลืมเปลี่ยนเนื้อจาก ยาสีฟันคอลเกต เป็นยาสีฟันโบตัน
อย่างน้อยเด็กยุคนี้ จะได้ไม่รู้ว่าเราอยู่เจนฯ ไหน..
โฆษณา