30 ก.ย. 2021 เวลา 03:28 • ประวัติศาสตร์
*** One China โลกนี้ต้องมีจีนเดียว ***
ถ้าจะถามว่ามีเรื่องอะไรที่เหมาเจ๋อตงกับเจียงไคเช็คเห็นตรงกัน คำตอบชัดๆ อย่างหนึ่งก็คือ “โลกนี้ต้องมีจีนเดียว”
ประเทศต่างๆ ต้องเลือกว่าจะสานสัมพันธ์กับจีนหรือไต้หวัน จะมีความสัมพันธ์พร้อมกันสองประเทศไม่ได้ และทุกวันนี้สีจิ้นผิงยังขู่ว่าถ้าไต้หวันแยกตัวเป็นเอกราชเมื่อไหร่ ...นั่นหมายถึงสงคราม!
บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนไปดูพัฒนาการของแนวคิดดังกล่าว ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทั้งสองประเทศกันครับ
*** สงครามกลางเมืองจีน: ปฐมบทของสงครามไม่รู้จบ ***
สงครามกลางเมืองจีนเป็นสงครามระหว่างพรรคก๊กมินตั๋ง (จีนคณะชาติ) กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (จีนแดง) ที่เกิดขึ้น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกในปี 1927 ถึง 1936 และช่วงหลังในปี 1945 ถึง 1949
ที่เห็นมีการพักรบช่วงหนึ่งคือเพื่อจับมือกันรับศึกญี่ปุ่นในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2
ภาพแนบ: พรรคคอมมิวนิสต์จีนค่อยๆ ชนะเป็นลำดับตั้งแต่ปี 1946 ถึง 1949
เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะก๊กมินตั๋งได้อย่างเด็ดขาดบนจีนแผ่นดินใหญ่ รัฐบาลก๊กมินตั๋งก็อพยพไปยังเกาะไต้หวัน
หลังจากนั้นแม้ยังมีนักรบก๊กมินตั๋งรบแบบกองโจรในแผ่นดินใหญ่ต่อไปอีกประมาณ 10 ปี แต่ถือได้ว่าสงครามได้สงบลงไปแล้วตั้งแต่ปี 1949
ภาพแนบ: ทหารคอมมิวนิสต์บนทำเนียบประธานาธิบดี
ถึงไม่มีการรบพุ่งกันแล้ว แต่ก็ไม่มีการลงนามสนธิสัญญาสงบศึกกัน ...แปลว่าในทางเทคนิคจีน (สาธารณรัฐประชาชนจีน) กับไต้หวัน (สาธารณรัฐจีน) ยังถือว่าอยู่ในสภาวะสงครามนั่นเอง
และนี่เป็นที่มาของนโยบายจีนเดียว ที่เหมาเจ๋อตงอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะไต้หวันทั้งหมด ขณะเดียวกันเจียงไคเช็คก็อ้างกรรมสิทธิ์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งหมด กลายเป็นหลักที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศยึดถือมาเรื่อยๆ
*** นโยบายจีนเดียวกับการโดดเดี่ยวไต้หวัน ***
นโยบายจีนเดียวหมายความว่ารัฐบาลที่ชอบธรรมของจีนทั้งหมดจะเป็น จีน หรือ ไต้หวัน ได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนอีกรัฐบาลหนึ่งถือว่าขาดความชอบธรรม
ในยุคสงครามเย็น ค่ายตะวันตกซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐจะรักษาความสัมพันธ์กับไต้หวัน ส่วนค่ายตะวันออกซึ่งเป็นพันธมิตรของสหภาพโซเวียตจะรักษาความสัมพันธ์กับจีน
ภาพแนบ: ผู้แทนจีนหัวเราะร่าเมื่อทราบข่าวสมัชชาสหประชาชาติลงมติให้รับจีนเป็นสมาชิก และขับไต้หวันออก เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 1971
ต่อมาอเมริกาฉวยโอกาสผูกมิตรกับจีนที่กำลังแตกคอกับโซเวียต ทำให้ในปี 1971 สหประชาชาติ (UN) มีมติยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) เป็นสมาชิก พร้อมทั้งยกให้เป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ
ส่วนสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) กลับถูกขับออกจากตำแหน่ง ...เรื่องนี้แม้เป็นคุณต่อฝ่ายทุนนิยม แต่นับเป็นการหักหลังไต้หวันอย่างโหดร้าย
รัฐบาลจีนพยายามให้ประเทศต่างๆ รับรองว่า “รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลชอบด้วยกฎหมายแห่งเดียวของจีน และไต้หวันเป็นดินแดนส่วนที่แบ่งแยกมิได้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน” แต่ชาติต่างๆ มักไม่เต็มใจทำตามและเลี่ยงบาลีไปใช้คำอื่น
โดยนานาประเทศมักจะใช้คำว่า “เคารพ”, “ตระหนัก”, “เข้าใจ” ต่ออธิปไตยของจีนเหนือไต้หวัน แต่ไม่ได้ใช้คำว่า “รับรอง” ตรงๆ เป็นการเปิดช่องให้ทุกคนสามารถมีความสัมพันธ์กับจีนและไต้หวันไปพร้อมกันได้ (แน่นอนว่าความสัมพันธ์กับไต้หวันย่อมอยู่ในระดับไม่เป็นทางการเท่าจีน)
ภาพแนบ: การรับรองทางการทูตของจีนกับไต้หวัน จะเห็นว่าชาติส่วนใหญ่ (สีออกบรอนซ์) มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับจีน แต่ก็มีความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับไต้หวันด้วย
ภาพแนบ: การเลือกฝั่งจีนกับไต้หวันของประเทศแอฟริกา
ตลอดมาทั้งจีนและไต้หวันต่างแข่งขันกันขอให้ชาติต่างๆ รับรองตนเหนือกว่าอีกฝ่าย ประเทศยากจนในแอฟริกาและแคริบเบียนได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ โดยให้การสนับสนุนจีนและไต้หวันสลับกันไปมา แล้วแต่ฝ่ายไหนจะเสนอผลประโยชน์มากกว่า
ภาพแนบ: สำนักงานของสถาบันไต้หวันแห่งอเมริกา (American Institute of Taiwan) ถือเป็นสถานทูตอเมริกันประจำไต้หวันโดยพฤตินัย
เพื่อเลี่ยงคำว่า “สถานทูต” หลายประเทศได้ใช้คำว่า “สำนักงานการค้า” ซึ่งคอยดูแลผลประโยชน์ของตนในดินแดนไต้หวัน
ส่วนไต้หวันตั้ง “สำนักงานผู้แทนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป (TECRO)” เพื่อคอยดูแลผลประโยชน์ของตนในประเทศอื่น แน่นอนว่าสำนักงานเหล่านี้มีบริการกงสุล เช่น วีซ่าและพาสปอร์ตด้วย
ภาพแนบ: ผู้แทนหอการค้าอเมริกันเข้าพบอดีตนายกรัฐมนตรีซุนยุ่นเสวียนของไต้หวันเพื่อปรับความเข้าใจ หลังประธานาธิบดีคาร์เตอร์ลดความสัมพัน
แม้อดีตประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ยกเลิกความสัมพันธ์กับไต้หวันแล้วไปสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนในปี 1979 แต่รัฐสภาได้ผ่านรัฐบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ซึ่งยังคงความสัมพันธ์กับไต้หวันต่อไป เพียงแต่ไม่รับรองไต้หวันอย่างสมบูรณ์เท่านั้น
ภาพแนบ: ส่วนหนึ่งของเอกสารการรับประกันหกข้อ
แนวนโยบายความสัมพันธ์สหรัฐ-ไต้หวัน ยังมีคำเรียกว่า การรับประกันหกข้อ (Six Assurances) ซึ่งมีที่มาจากในปี 1982 และใช้มาจนถึงปัจจุบัน มีใจความได้แก่:
1. สหรัฐจะไม่กำหนดวันยุติการขายอาวุธให้ไต้หวัน
2. สหรัฐจะไม่ตกลงกับจีนก่อนขายอาวุธให้ไต้หวัน
3. สหรัฐจะไม่เป็นคนกลางระหว่างรัฐบาลไต้หวันกับรัฐบาลจีน
4. สหรัฐจะไม่ทบทวนรัฐบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวัน
5. สหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนในเรื่องเอกราชเหนือไต้หวัน
6. สหรัฐจะไม่กดดันไต้หวันให้เจรจากับจีน
*** ตัดเข้าช่วงโฆษณา ***
ขอโฆษณาว่าหนังสือ "ประวัติย่อก่อการร้าย War on Terror" ที่พิมพ์ครั้งก่อนขายหมดจากตลาดไปนานแล้ว มีแผนจะพิมพ์ใหม่ปลายปีนี้นะครับ
ตอนแรกว่าใกล้ๆ เสร็จแล้วค่อยทำโปร แต่เหตุการณ์ในอัฟกานิสถานและรำลึก 9/11 ทำให้มีคนถามมาเยอะเหลือเกิน เลยเปิดให้จองก่อน
- หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องประวัติของขบวนการก่อการร้ายสากลตั้งแต่ยุคอัลเคดามาต่อ ISIS
- ผมตั้งใจจะเพิ่มเนื้อหาให้อัพเดทถึงปัจจุบัน
- พิมพ์เป็นสี่สีแน่นอน
- ปกพิมพ์สีเมทัลลิก ปั้มนูนและปั้มเงินที่ชื่อเหมือนเล่มสุริยันพันธุ์เคิร์ด รับรองว่าสวยมาก เหมาะแก่การสะสม สำนักพิมพ์ The Wild Chronicles เราพิมพ์เองแล้วจะทำอะไรก็ได้ 555
- มีเซ็นลายเซ็นพิเศษประจำเล่มให้ครับ
- ราคาอยู่ที่ 389 บาท สั่งพรีออเดอร์ตอนนี้ลดเหลือ 369 บาท และฟรีค่าส่งในประเทศ (ปกติค่าส่ง 50 บาทครับ ส่วนต่างประเทศก็ตามจริง)
- สนใจชำระและใส่ที่อยู่ที่ link แนบได้เลย อนึ่งระบบนี้จะมีเมลคอนเฟิร์มไปแต่ช้าหน่อยนะครับ
นอกจากนี้ ขอโฆษณาว่าหนังสือ “สุริยันพันธุ์เคิร์ด” หรือหนังสือเล่มใหม่ของผมออกแล้วนะครับ มีรายละเอียดดังนี้...
- เรื่องนี้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ชาวเคิร์ด ผลงานเล่มล่าสุดในชุด The Wild Chronicles
- พิมพ์เป็นสี่สี!
- ยาวที่สุดเท่าที่พิมพ์มา ยาวกว่าพยัคฆ์ทมิฬสิ้นชาติราว 2 เท่า
- รูปโหดๆ ที่ทำให้เข้าใจสถานการณ์ดีขึ้น จะไม่เซนเซอร์ แต่จะรวมอยู่ท้ายเล่ม และมีคำเตือนก่อน
- มีลายเซ็นทุกเล่ม!
- ราคา 439 บาท รวมค่าส่งแล้ว
ท่านที่ต้องการพรีออเดอร์สามารถชำระ และใส่ที่อยู่ทาง link แนบได้เลย
อนึ่งชาวเคิร์ดเป็นชนกลุ่มน้อยในตะวันออกกลาง มีราว 30 ล้านคน หากไม่มีประเทศของตนเอง พวกเขาแตกเป็นหลายส่วนและถูกกดขี่อย่างหนัก แต่การถูกกดขี่เคี่ยวกรำนั้นทำให้พวกเขากลายเป็นนักรบที่เก่งกาจ
หนังสือเล่มนี้เขียนเรื่องราวของชาวเคิร์ดตั้งแต่ยุคตำนานจนถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งมีความพีคแล้วพีคอีก ผ่านสงครามใหญ่ๆ มากมาย เช่นสงครามอิรัก - อิหร่าน, สงครามอ่าวเปอร์เซีย, สงครามปราบซัดดัม, สงครามกลางเมืองอิรัก, สงครามปราบกลุ่มก่อการร้าย แต่ละสงครามที่ว่ามานี้มีสเกลใหญ่เป็นรองแค่สงครามโลก
ชาวเคิร์ดมีส่วนร่วมในสงครามเหล่านี้ทั้งหมดในฐานะชนกลุ่มน้อยที่ไม่รวยแต่รบเก่ง พอมีคนมาติดอาวุธให้เลยมักกลายเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ที่เปลี่ยนผลชี้ขาดของสงคราม
อย่างไรก็ตามศัตรูอันดับหนึ่งของชาวเคิร์ดคือเผด็จการซัดดัม ฮุสเซนนั้นก็โหดมาก โหดโคตรๆ ใครเคยอ่านพยัคฆ์ทมิฬสิ้นชาติ หรือเชือดเช็ดเชเชน ผมบอกได้ว่าไอ้นี่ก็โหดไม่แพ้กัน หรือเผลอๆ โหดกว่า ดังนั้นการต่อสู้ของชาวเคิร์ดมันจึงเป็นเรื่องที่หลอนและดุเดือดมากๆ
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ที่ผมได้ไปเยือนดินแดนเคอร์ดิสถานอิรัก (และหนีมิสไซล์มา) เมื่อต้นปี 2020 เพื่อนชาวเคิร์ดที่ผมสัมภาษณ์ทุกคนเป็นผู้รอดชีวิตจากทุกสงครามข้างต้น ทำให้มีข้อมูล ความเห็น และมุมมองของคนต่างๆ ที่ลึกกว่าในตำรา แน่นอนว่าประสบการณ์ของพวกเขาดาร์คมาก แต่เขาหลายคนไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้น พวกเขาตีความสิ่งที่พบเจออย่างไร ลองตามอ่านดูนะครับ
"สุริยันพันธุ์เคิร์ด" ตั้งใจพิมพ์เป็นสี่สี เป็นหนังสือที่ยาวที่สุดตั้งแต่ผมเขียนสารคดีชุด The Wild Chronicles มา
อีกครั้งนะครับ ท่านที่ต้องการพรีออเดอร์หนังสืออย่างเดียว สามารถชำระ และใส่ที่อยู่ทาง link นี้ได้เลย 439 บาท รวมค่าส่งแล้ว (ในประเทศ) ถ้าบางท่านอยู่ต่างประเทศมีค่าส่งพิเศษจะแจ้งอีกที
ภาพแนบ: ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางทูตกับไต้หวันลดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 15 ประเทศในปัจจุบัน
ผลของการบีบทางการทูตจากจีน ทำให้ไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางทูตอย่างสมบูรณ์กับรัฐสมาชิก UN เพียง 15 ประเทศ และไต้หวันแทบไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศใดๆ เลย ทั้ง UN, องค์การอนามัยโลก (WHO), ตำรวจสากล, หรือองค์การการบินพลเรือน
ไต้หวันพยายามขอสมัครกลับเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติแต่ถูกขัดขวาง (จนถึงปี 2003 ไต้หวันขอสมัครเป็นสมาชิก UN แล้ว 11 ครั้ง WHO 7 ครั้ง แต่คว้าน้ำเหลวทุกครั้ง) แม้แต่ผู้สื่อข่าวไต้หวันก็ถูกห้ามเข้าร่วมประชุม UN
อย่างไรก็ตาม ไต้หวันยังคงมีส่วนร่วมในองค์การระหว่างประเทศอยู่บ้าง เช่น คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ใช้ชื่อว่า “จีนไทเป”), กลุ่มเอเปก (APEC), ธนาคารพัฒนาเอเชีย และองค์การการค้าโลก เป็นต้น
ภาพแนบ: ช่องแคบไต้หวัน
*** การต่อสู้ทางทหาร ***
ช่องแคบไต้หวันมีความกว้างเพียง 180 กิโลเมตร คั่นระหว่างจีนกับไต้หวัน ในปี 1949 ไต้หวันรบชนะจีนในการยุทธที่กู่หนิงโถว (Guningtou) ทำให้สามารถรักษาเอกราชไว้ได้
ภาพแนบ: ทหารไต้หวันเตรียมกระสุนปืนใหญ่บนเกาะจินเหมิน
ทั้งสองฝ่ายยังคงประจันหน้าอยู่ตลอด เช่นในปี 1954 เกิดเหตุการณ์ “วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1” เมื่อกองทัพจีนยิงปืนใหญ่ใส่หมู่เกาะจินเหมินของไต้หวัน และยังยึดเกาะอื่นๆ ไปได้จำนวนหนึ่ง คือ หมู่เกาะต้าเฉินและหมู่เกาะอีเจียนชาง
ด้านสหรัฐตอบโต้ด้วยการออกมติฟอร์โมซา ให้อำนาจประธานาธิบดีพิทักษ์หมู่เกาะรอบนอกของไต้หวันได้ วิกฤตการณ์นี้จบลงในปี 1955 เมื่อกองทัพจีนยุติการยิงปืนใหญ่
ภาพแนบ: การระดมยิงปืนใหญ่ใส่เกาะจินเหมินของจีนในปี 1958
ในปี 1958 เกิด “วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 2” เมื่อจีนพยายามบุกหมู่เกาะรอบนอกของไต้หวันอีกครั้ง ตามมาด้วยการระดมยิงปืนใหญ่ถล่มเกาะอีกฝ่ายแลกกัน
เหตุการณ์นี้ไม่มีการได้หรือเสียดินแดนเพิ่มเติม โดยสหรัฐทุ่มเทช่วยเหลือจนรักษาดินแดนไว้ได้ นอกจากนั้นกองทัพสหรัฐยังพิจารณาใช้นิวเคลียร์เพื่อปกป้องเกาะด้วย
หลังจากนั้นไม่มีความตึงเครียดครั้งใหญ่ แต่ต่างฝ่ายต่างหันมารบกันทางการทูตแทน บ้างก็สนับสนุนสงครามตัวแทนในประเทศอื่น เช่น พม่า, ลาว, ฮ่องกง, มาเก๊า รวมทั้งไทยเมื่อครั้งเหตุการณ์สงครามกองโจรคอมมิวนิสต์ด้วย
1
ภาพแนบ: หวังซีจื๋อ (Wang Xijue) ผู้ได้รับขนานนามว่าเป็นผู้บินตรงระหว่างไต้หวันกับจีนเป็นคนแรก
ในปี 1979 ทั้งสองฝ่ายเริ่มปรับปรุงความสัมพันธ์กันบ้าง โดยเฉพาะในปี 1986 เมื่อนักบินไต้หวันคนหนึ่งจี้เครื่องบินไปลงจอดในประเทศจีนเพื่อแปรพักตร์ ทำให้ทางการไต้หวันต้องส่งผู้แทนไปเจรจาขอเครื่องบินกับลูกเรือคืน ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้คุยกัน
หลังจากนั้นทั้งสองประเทศจึงเริ่มเปิดให้ประชาชนเดินทางไปมาหาสู่กันได้ ตามมาด้วยการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น
ภาพแนบ: หลี่เติงฮุย
*** เมื่อคนไต้หวัน “ไม่อิน” กับจีนเดียว ***
ช่วงประมาณทศวรรษ 1990s มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญของวาทกรรมจีนเดียว เมื่อประธานาธิบดี หลี่เติงฮุย ผู้พัฒนาไต้หวันให้เป็นประชาธิปไตย หันมาสนับสนุนเอกราชไต้หวันแทน เพราะก่อนหน้านั้นไต้หวันใช้ระบบเผด็จการซึ่งมุ่งมั่นที่จะรวมชาติกับจีนแผ่นดินใหญ่ทำการกดขี่คนไว้มาก ส่งผลสะท้อนให้ประชาชนหลายส่วนไม่ชอบจีน และไม่อินกับทัศนคติจีนเดียวอีกต่อไป
หลี่เติงฮุยนี้เคยเป็นประธานพรรคก๊กมินตั๋ง แต่ต่อมาถูกขับออก เพราะไปก่อตั้งสหภาพเอกภาพไต้หวัน ซึ่งสหภาพเป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมสีเขียว ร่วมกับ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ที่มีอุดมการณ์สร้างเอกราชให้ไต้หวัน
ภาพแนบ: การซ้อมรบของจีนในช่วงวิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 3
กระแสแยกตัวเป็นเอกราชยิ่งผ่านไปก็ยิ่งร้อนแรง ในปี 1996 เกิด “วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 3” เมื่อทางการจีนทดสอบขีปนาวุธเพื่อเตือนประชาชนไต้หวันว่าถ้าเลือกพรรคที่หนุนเอกราชไต้หวันจะเกิดสงคราม (แต่ไม่สามารถเปลี่ยนผลการเลือกตั้งอยู่ดี)
หลังจากนั้นยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรง แม้ว่าจีนจะข่มขู่ห้ามไต้หวันประกาศเอกราชอยู่เรื่อยๆ เช่นในปี 2005 สภาจีนออกกฎหมายห้ามแบ่งแยกดินแดน ที่ระบุว่าจีนพร้อมใช้วิธีแบบไม่สันติหากไต้หวันประกาศเอกราช
หลังสมัยหลี่เติงฮุย ค่ายการเมืองหลักๆ ในไต้หวันแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ “แนวร่วมสีฟ้า” (Pan-Blue Coalition) นำโดยพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งยังถือว่าไต้หวันเป็นจีน และแม้ไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลคอมมิวนิสต์แต่ก็คุยด้วยง่ายกว่า เพราะยังมีความอินกับชาตินิยมเหมือนกัน
ส่วนอีกกลุ่ม คือ “แนวร่วมสีเขียว” (Pan-Green Coalition) นำโดยพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งยอมรับว่าไต้หวันมีสิทธิ์แค่ในเขตเกาะไต้หวันและเกาะรอบนอกอีกจำนวนหนึ่ง ต้องการแยกไต้หวันเป็นอิสระ ไม่ต้องลำบากประนีประนอมกับพวกคอมมิวนิสต์
1
...ณ จุดนี้หลักการจีนเดียวของก๊กมินตั๋งได้กลายพันธุ์จาก "จะต้องไปยึดจีนแผ่นดินใหญ่กลับมา" เป็น "ไม่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช " และพวกเขายังไม่พยายามทวงสิทธิ์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเข้มข้นเหมือนก่อน...
** บทความนี้ผมเคยลงในกลุ่ม illumicorgi นำมาลงเพจ The Wild Chronicles เพียงส่วนหนึ่งของบทความเพื่อเป็นตัวอย่างนะครับ **
ท่านที่สนใจอ่านเรื่องราวการช่วงชิงความเป็นหนึ่งเดียวของจีนและไต้หวันต่อ สามารถสมัครเข้ากลุ่ม illumicorgi ท่านจะได้ทราบรายละเอียดของแนวคิดจีนเดียวของฝั่งไต้หวันจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังมีรายละเอียดโดยพิสดาร
อนึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่ม exclusive ผมจะใช้ลงบทความพิเศษ ซึ่งมีเนื้อหาเจาะลึกกว่าที่ลงในเพจ The Wild Chronicles และบทความส่วนใหญ่ในกลุ่มจะเกี่ยวกับธีมของหนังสือที่ผมกำลังเขียน
ผู้ที่ต้องการสมัครเข้ากลุ่มให้ทำดังนี้เลยนะครับ
(1) กดสมัคร Line OA ของ The Wild Chronicles มาทาง link นี้ https://lin.ee/fNEO1jr
(2) กด add เป็นเพื่อน
(3) กด chat
(4) จากนั้น พิมพ์ชื่อที่ท่านใช้ใน Facebook มาทางช่องแชทของ Line OA เพื่อให้ทีมงานบ่งชี้ได้ว่าบัญชีของท่านสมัครมาแล้ว
(5) จากนั้นจะมีแอดมินมาคุยกับท่าน ให้แจ้งประเภทสมาชิกที่ท่านต้องการสมัคร แอดมินจะส่ง link เพื่อชำระค่าสมาชิก และแนะนำวิธีการเข้ากลุ่มต่อไป
::: ::: :::
สนใจอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ สงคราม เรื่องต่างประเทศ กดติดตาม เพจ The Wild Chronicles ได้เลยนะครับ https://facebook.com/pongsorn.bhumiwat
โฆษณา