18 ต.ค. 2021 เวลา 08:32 • ประวัติศาสตร์
*** ประวัติศาสตร์ของตัวเรา ***
ท่านผู้อ่านที่อ่านบทความนี้ ตอนเด็กๆ เคยได้ยินคำสอนให้ตั้งใจเรียน ขยันทำงาน, เชื่อฟังผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส, รักใคร่ญาติพี่น้อง (บางบ้านก็มีระบบที่เรียกว่ากงสี) หรือเคยถูกย้ำเรื่องบทบาทของเพศชาย-เพศหญิง โดยผู้ชายมักถูกมองว่าสำคัญกว่าไหม? เคยสงสัยหรือไม่ว่าคำสอนเหล่านั้นมาจากที่ใด?
...ท่านผู้อ่านที่รัก คำสอนเหล่านี้เป็นคำสอนคลาสสิกของชาวจีน ดังนั้นคำถามที่แท้จริงคือ ท่านผู้อ่านมีเชื้อจีนกันไหมครับ?
ผมเองเป็นคนเชื้อสายจีนคนหนึ่ง ผมพบว่าตั้งแต่เรียนประถม, ต่อชั้นมัธยม, ต่อมหาวิทยาลัย, และเข้าทำงาน คนรอบข้างตัวผมแทบทั้งหมดล้วนมีเชื้อสายจีน จนผมสงสัยว่าพวกคนไทยแท้ๆ อยู่ที่ไหนกันนะ?
เมื่อเติบโตขึ้น ผมได้ศึกษาและพบว่าคนเชื้อสายจีนในไทยไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น คือมีเพียงประมาณ 9,300,000 คน หรือ 14% ของประชากรทั้งประเทศ แต่กลับเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะเป็นชนชั้นกลางกันเยอะ
ในทางมานุษยวิทยาแล้วพวกเราถูกเรียกว่า “Thai Chinese” จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่ง
ที่ผ่านมานั้น ผมได้พูดถึงประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ มามากแล้ว วันนี้จึงขอเล่าเรื่องประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองบ้าง
คนเชื้อสายจีนในไทย มีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไร? มีความแตกต่างจากคนเชื้อสายจีนในประเทศอื่นๆ อย่างไร?
พวกเรายังมีความเป็นจีนขนาดไหน? ณ วันนี้ มีพวกเรากี่ใช้ภาษาจีนในบ้าน? มีกี่คนที่ยังใช้ชื่อแซ่จีน? มีกี่คนที่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน?
หากบรรพบุรุษของเราไปอยู่ประเทศอื่น พวกเราจะเป็นเช่นนี้ไหม? เหตุอันใดบ้างที่ทำให้พวกเราปริวรรตเป็นไปเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน?
บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปดูเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลในเมืองไทย, การกลืนกินทางวัฒนธรรม, และรากเหง้าที่ยังหลงเหลืออยู่นะครับ
*** แรกมีชาวจีนในเมืองไทย: “เสื่อผืนหมอนใบ” ***
รัฐไทยกับจีนมีการติดต่อมานานแล้ว หลักๆ ผ่าน “ระบบจิ้มก้อง” โดยจีนซึ่งมองตนเองเป็นชาติที่สูงส่งกว่าเผ่าอื่นทั้งหมด จะยอมแลกเปลี่ยนสินค้ากับเผ่าอื่นเพียงในนามการรับของบรรณาการ และการตอบแทนผู้ที่มาสวามิภักดิ์
ภาพแนบ: ภาพวาดจิ้มก้องในราชสำนักจีน
แม้สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นการกดเผ่าอื่นให้ต่ำกว่า แต่เนื่องจากของที่จีนตอบแทนมานั้นมีค่ามาก รัฐต่างๆ จึงมักแย่ง “สิทธิในการสวามิภักดิ์เพื่อจิ้มก้อง” นี้ โดยมีบันทึกว่าในยุคสงครามกลางเมืองญี่ปุ่น พวกขุนศึกถึงกับเคยรบกันเพื่อแย่งสิทธิจิ้มก้องจีน และไทยนั้นเคยแต่งสำเภาไป “แสดงการสวามิภักดิ์” จีนแบบรัวๆ จนจีนทนรายจ่ายไม่ไหวต้องขอจำกัดว่า “ให้สวามิภักดิ์แค่สามปีครั้งก็พอนะ”
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ตรงกับราชวงศ์ชิง) ได้มีชาวจีนมาพึ่งบารมีเป็นอันมากโดยเห็นว่ากษัตริย์มีเชื้อจีน หลังจากนั้นในยุครัตนโกสินทร์ จีนได้ประสบกับปัญหาภายในหลายอย่าง เช่น ปัญหาความไม่สงบและปัญหาภัยข้าวยากหมากแพง ทำให้มีชายฉกรรจ์เดินทางไปแสวงโชคยังดินแดนต่างๆ เพื่อส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวตนเองที่บ้านเกิด
ชายเหล่านี้เข้ามาในลักษณะ “เสื่อผืนหมอนใบ” คือ เข้ามาแต่ตัว ไม่มีทรัพย์สมบัติ หรือมีก็น้อยมาก
ภาพแนบ: ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นสมัยอยุธยา ภาพจากละคร “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3
ไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นยังใช้ระบบศักดินาซึ่งแบ่งคนเป็นไพร่กับเจ้าอยู่ เมื่อคนจีนเข้ามาไทย เจ้านายไทยรู้สึกไม่ไว้วางใจพวกเขา จึงมิได้เกณฑ์คนจีนมาเป็นไพร่ (การสักเลกไพร่หรือเกณฑ์ไปใช้แรงงานปีละ 3-6 เดือนนั้น สมัยก่อนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิมนุษยชน แต่เป็นความภูมิใจที่ได้รับใช้เจ้านาย)
รัฐไทยใช้วิธีเก็บภาษี ที่เรียกว่า “ผูกปี้ข้อมือจีน” แทน ซึ่งมีคำอธิบายว่าเป็นภาษีสมัยรัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่เรียกเก็บ 3 ปีครั้งในอัตราครั้งละ 1.5 บาท ต่อมาขยับเป็นครั้งละ 4.5 บาท แทนการเกณฑ์แรงงาน เมื่อจ่ายแล้วก็ใช้การผูกข้อมือด้วยด้ายแดงเป็นสัญลักษณ์ไว้ นอกจากเป็นการหาเงินเข้าคลังวิธีหนึ่งแล้ว ยังสามารถใช้เพื่อนับยอดคนจีนในอาณาจักรอีกด้วย (แต่จะเลือกถูกเกณฑ์แรงงาน 1 เดือน หรือจะเลือกจ่ายในอัตราสูงกว่านี้เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกผูกข้อมือก็ได้)
สิ่งนี้กลับทำให้ชาวจีนมีอิสระมากขึ้น เมื่อประกอบกับนิสัยขยันสร้างเนื้อสร้างตัว และรู้จักทำมาค้าขาย ทำให้ชาวจีนจำนวนมากสามารถถีบตัวเองขึ้นมาเป็น “ชนชั้นกลาง” ในดินแดนที่เคยมีแต่ “ไพร่” กับ “เจ้า” สำเร็จ
ภาพแนบ: เยาวราช
ต่อมาพอชาวจีนมั่งมีมากขึ้นก็มีบางส่วนทำงานให้ราชการ โดยตำแหน่งขึ้นชื่อที่ชาวจีนหลายคนรับไป คือตำแหน่ง “เจ้าภาษีนายอากร” คือ ชาวจีนจะรับสัมปทานเก็บภาษีราษฎรจากรัฐบาล มีอำนาจเก็บเงินประชาชนเข้าหลวงตามที่ตกลง แต่สามารถเก็บมากกว่าที่สัญญากับหลวงแล้วเอาส่วนต่างเข้าตัวได้ ระบบนี้ทำให้คนจีนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลกันมาก และน่าจะเป็นสาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้เคยเกิดกระแสความเกลียดชังจีนในเมืองไทย
ปัจจุบันมีชาวไทยเชื้อสายจีนอยู่ 9.3 ล้านคน หรือประมาณ 14% ของประชากรไทย (สถิติปี 2012) เรียกได้ว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นกลุ่มที่มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศไทยสูงยิ่ง แผ่อิทธิพลครอบงำวงการธุรกิจ, การเมือง, แม้กระทั่งในหมู่ชนชั้นสูงในไทยก็มีการแต่งงานรับเชื้อสายจีนเข้ามามาก
ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีชื่อเสียงได้แก่ เยาวราช กรุงเทพฯ, ตลาดซากแง้ว ชลบุรี, ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก ราชบุรี, ตรอกโรงยา เซ็กเกี๋ยกั้ง อุทัยธานี, ปากน้ำโพ นครสวรรค์, กาดกองต้า ลำปาง, ย่านเมืองเก่าสงขลา, และ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต เป็นต้น
ภาพแนบ: พวกอั้งยี่ที่ถูกจับได้
ประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเลที่มีชื่อเสียงอีกหน้าหนึ่งคือเรื่อง สมาคมลับ “พรรคฟ้าดิน” (บางทีเรียก “ซานเหอ” หรือ “Triad” ในภาษาอังกฤษ) เป็นกลุ่มคนจีนโพ้นทะเลที่ตั้งขึ้นมาแบบ “เจ้าพ่อ” เพื่อดูแลคนจีนด้วยกันที่อยู่ห่างบ้านห่างญาติมิตร เดิมสมาคมดังกล่าวตั้งขึ้นโดยมีอุดมการณ์ “โค่นชิงฟื้นหมิง” คือ การขับไล่พวกแมนจูออกไปแล้วตั้งราชวงศ์คนจีนขึ้นมาปกครองคนจีนด้วยกัน แต่ต่อมาอุดมการณ์ได้เจือจางลง กลายเป็นกลุ่มอิทธิพลที่รักษาผลประโยชน์ตนเอง
ภาพแนบ: การกินโต๊ะจีนในสมัยก่อนซึ่งมักตามมาด้วยการทำร้ายกันระหว่างอั้งยี่กลุ่มต่างๆ
สมาคมนี้คนไทยเรียกว่า “อั้งยี่” บ้างมีส่วนในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การค้าฝิ่น หรือบางทีก็ขัดแย้งฆ่าฟันกันเองสร้างความวุ่นวาย ทำให้เกิดการกวาดล้างอั้งยี่ในเมืองไทยอยู่เป็นระลอกๆ โดยครั้งสำคัญเกิดในยุครัชกาลที่ 6 หลังพวกอั้งยี่ไม่พอใจนโยบายภาษีของรัฐบาล จึงบังคับให้ชาวจีนหยุดงานประท้วงนำไปสู่การปราบปรามอั้งยี่ในประเทศไทยจนแทบดับสูญ
ภาพแนบ: ภาพลานหลังศาลเจ้ากวนอู คุ้งสำเภา ภาพจากไทยพีบีเอส
แต่มรดกของอั้งยี่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยคำว่า “อั้งยี่” ยังคงถูกใช้ในการเรียกสมาคมลับใดๆ ที่ตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล (ไม่จำกัดเฉพาะสมาคมคนจีน) และศาลเจ้าจีนหลายแห่งที่เคยเป็นศูนย์บัญชาการของอั้งยี่ก็ยังเหลือร่องรอยมีประตูลับเชื่อมไปยังห้องสำหรับฝึกอาวุธที่อยู่ด้านหลัง
*** วัฒนธรรมจีนในเมืองไทย ***
เมื่อคนจีนโพ้นทะเลเข้ามาในเมืองไทยแล้ว ก็ได้นำเอาวัฒนธรรมจากบ้านเกิดติดตัวมาด้วย
อย่างที่ได้เกริ่นถามไปในตอนต้นว่า ท่านผู้อ่านเคยได้ยินคำสอนให้ตั้งใจเรียน ขยันทำงาน เชื่อฟังผู้ใหญ่ผู้อาวุโส หรือย้ำบทบาทของเพศชาย-เพศหญิงอย่างชัดเจนหรือไม่ เพราะทั้งหมดนี้เป็นคำสอนแบบคนจีน มีแกนหลักเป็นชุดคำสอน “ขงจื้อ” ที่ผูกพันกับคนจีนมานาน จนแทบเรียกว่าอยู่ใน DNA
สำหรับขงจื๊อนั้นเป็นนักปราชญ์ชาวจีนในสมัยชุนชิว หรือราชวงศ์โจวซึ่งเป็นราชวงศ์แรกของจีน ผลงานเอกของเขาคือการเผยแพร่คำสอนในรูปห้าตำราคลาสสิก หรือ “อู่จิง” (มักถือกันว่าเขาเขียนเองหมดทุกเล่ม แต่นักประวัติศาสตร์ชั้นหลังมองว่าขงจื๊ออาจเป็นเพียงผู้แก้ไขรวบรวมตำราโบราณ) เขามักได้รับยกย่องเป็นนักคิดที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของโลก และคำสอนของเขาได้หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมร่วมแบบเอเชียตะวันออกทุกวันนี้ขึ้นมา
ภาพแนบ: ศาลบรรพชนจีนและป้ายวิญญาณในสมุทรสาคร ภาพจาก visitsk
ขงจื๊อสอนให้คนดำรงตนกลมกลืนกับสังคม ทำหน้าที่ของตนในสังคมให้ดี มีความภักดีต่อชาติบ้านเมือง ในแง่นี้จึงถือว่าลัทธิขงจื๊อเอื้อให้คนจีนเป็นประชากรที่ดีของดินแดนที่ตนไปอยู่
ขณะเดียวกันขงจื๊อยังเน้นบทบาทครอบครัวเหนือปัจเจกบุคคล มีการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างชัดเจนทั้งในด้านอายุ และเพศ โดยสอนว่าผู้ใหญ่นั้นมีฐานะเหนือกว่าเด็ก และผู้ชายมีฐานะเหนือกว่าผู้หญิง สิ่งนี้สะท้อนออกมาในรูปของการบูชาบรรพบุรุษตามสายบิดา, การสืบสกุลผ่านทางผู้ชาย, การให้สิทธิสามีเป็นใหญ่ในครอบครัว, และการกำหนดให้เด็กเชื่อเชื่อฟังพ่อแม่และผู้อาวุโสกว่า
ส่วนในด้านการศึกษาและธุรกิจ ค่านิยมที่ติดตัวคนจีนมาก็คือความขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ มีความประหยัดอดออม หมั่นแสวงหาความรู้ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อความเจริญก้าวหน้า
หากเทียบกับคนไทยแต่ดั้งเดิมแล้ว มีคำวิจารณ์ว่าคนไทยนั้นค่อนข้างเฉื่อยชา ขี้เกียจ เวลาจะทำอะไรมักจะต้องรอคำสั่งจากเจ้านายเสียก่อน ...ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากการอยู่ในสังคมศักดินาที่คนส่วนใหญ่อยู่ในชนชั้นไพร่และทาส ต้องสังกัดมูลนาย และไม่มีอิสระในการใช้ชีวิตของตัวเอง
ภาพแนบ: ตัวละครเอกเรื่องซ้องกั๋ง
สิ่งนี้ทำให้ชาวจีนอพยพสามารถเลื่อนฐานะของตนได้ง่าย เมื่อมีโอกาส
...อย่างไรก็ตามลัทธิขงจื้อก็มีปัญหาในตัวเอง มักถูกวิจารณ์ในสังคมจีนเสมอมา
เช่น:
ในวรรณคดีเรื่องผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซานนั้น แม้ตัวเอกชื่อซ่งเจียงจะถูกระบบราชการอันฟอนเฟะกลั่นแกล้งมาตลอด แต่ในตอนท้ายกลับยังยอมรับใช้ราชสำนักอย่างมืดบอด เพราะเชื่อมั่นในวัฒนธรรมแบบขงจื้อเกินไป สุดท้ายก็ถูกราชสำนักทรยศจนต้องตาย
ภาพแนบ: หลู่ซวิ่น
ในเรื่องสั้น “บันทึกประจำวันของคนบ้า” ที่เขียนโดยนักเขียนชื่อหลู่ซวิ่นนั้น ตัวเอกเปิดตำราขงจื้อไปแล้วพบว่ามีคำว่า “กินคน” แฝงอยู่ระหว่างตัวอักษรแทบทุกแถว แสดงให้เห็นว่าการกดทับผู้คนด้วย เพศ อายุ และฐานะ นั้นสร้างปัญหาตามมา
ภาพแนบ: ตัวละครในเรื่องเลือดข้นคนจาง ทางช่องวัน
หรือตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ก็เช่น ละครเรื่อง “เลือดข้นคนจาง” ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการกดสิทธิของผู้หญิงในบ้าน ให้ได้รับทรัพย์สมบัติและอำนาจน้อยกว่าญาติที่เป็นชายอยู่ร่ำไป
สิ่งเหล่านี้สะท้อนความซับซ้อนของสังคมจีน และความซับซ้อนดังกล่าวติดตามคนจีนไปทุกที่ รวมทั้งในไทย
ภาพแนบ: ประเพณีวันง่วนเซียว หรือ เทศกาลโคมไฟ ที่แม่สอด ภาพจากสยามรัฐ
*** เมื่อคนจีนรับความเป็นไทย แล้วลืมความเป็นจีน ***
ชาวจีนในเมืองไทยมีลักษณะที่แปลกไปจากชาวจีนโพ้นทะเลที่อื่นอยู่บ้าง ตรงที่คนเหล่านี้หลงลืมความเป็นจีนไปมากแล้ว
ท่านผู้อ่านที่มีเชื้อจีนลองสังเกตตัวเองดู ในวันนี้มีกี่คนที่ใช้ภาษาจีนคุยกันในบ้าน?, มีกี่คนที่ใช้ชื่อแซ่แบบจีน แทนชื่อนามสกุลไทย (ที่มักมาจากภาษาอินเดีย), และมีกี่คนที่นับถือ “ศาสนาจีน” ที่เป็นศาสนาผสมระหว่าง พุทธมหายาน-เต๋า-ขงจื้อ แทน “ศาสนาไทย” ซึ่งเป็นศาสนาผสมของ พุทธเถรวาท-พราหมณ์-ผี
ภาพแนบ: วัดเทียนฮัว ซึ่งเป็นวัดจีนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ จาก govivigo
อันที่จริงวัฒนธรรมจีนเป็นวัฒนธรรมที่แข็งและไม่ยอมถูกกลืนได้ง่ายๆ สังเกตจากชุมชนชาวจีนอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในมาเลเซียที่คนจีนอยู่แยกจากคนมลายูอย่างชัดเจน และยังมีการใช้ภาษาจีนสื่อสารกันอยู่
แต่ทำไมเมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วกลับยอมถูกกลืนกลายเป็นไทยเสียได้?
ภาพแนบ: สกินเนอร์
จี. วิลเลียม สกินเนอร์ นักวิชาการเรื่องจีนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขียนว่า “การกลืน (วัฒนธรรม) ถือว่าสมบูรณ์เมื่อลูกหลานของคนเข้าเมืองระบุตนเองในสถานการณ์ทางสังคมเกือบทุกอย่างว่าเป็นไทย พูดภาษาไทยเป็นนิสัยและพูดได้คล่องแคล่วเหมือนกับคนพื้นเมือง และเลือกมีปฏิสัมพันธ์กับคนไทยบ่อยกว่าคนจีน”
สกินเนอร์เชื่อว่าการกลืนวัฒนธรรมนี้สำเร็จได้เพราะนโยบายของผู้ปกครองไทยในอดีตที่รับพ่อค้าจีนเป็นขุนนางไทย
ถ้าเชื่อตามความคิดของเขา ก็อธิบายได้ว่าเมื่อคนจีนเข้ามา “เป็นใหญ่” ในบ้านเมืองนี้ ก็จะต้องปรับตัวเข้ากับคนท้องถิ่นเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนพื้นเมืองมากขึ้น หรือเป็นเพราะว่ารู้สึกว่าตนร่วมเป็นเจ้าของบ้านเมืองนี้ด้วย
ภาพแนบ: ศาลเจ้าแม่กวนอิม สุราษฎร์ธานี ภาพจาก ททท.
อย่างไรก็ตาม การศึกษาของ Chan Kwok Bun และ Tong Chee Kiong ในเวลาต่อมา ได้เสนอมุมมองที่ต่างออกไป โดยระบุว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การถูกกลืนวัฒนธรรมจนรวมเป็นเนื้อเดียวกับชนกลุ่มใหญ่ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน โดยชี้ให้เห็นว่าขณะที่คนจีนกลายเป็นไทยมากขึ้น คนไทยก็กลายเป็นจีนมากขึ้นด้วยเหมือนกัน
ถ้ามองในแง่นี้ อาจมองได้ว่าวัฒนธรรมไทยกับจีนมีส่วนที่คาบเกี่ยวกันอยู่ ทำให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมได้รับการยอมรับจากคนทั้งสองฝ่ายง่ายขึ้น อะไรที่คนไทยเห็นว่าดีก็หยิบยืมมาจากจีน ส่วนอะไรที่คนจีนเห็นว่าดีก็หยิบยืมมาจากไทย เกิดเป็นวัฒนธรรมแบบลูกผสมอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าคนจีนเป็นฝ่ายถูกวัฒนธรรมไทยกลืนเสียทั้งหมด
*** บทส่งท้าย ***
ขอกลับมาที่ชื่อของบทความนี้หรือ “ประวัติศาสตร์ของตัวเรา”
การที่ผมเลือกใช้ชื่อนี้เป็นเพราะผมเชื่อว่าแฟนๆ และผู้ที่เห็นโพสต์นี้หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนเหมือนผม
บทความนี้มีเจตนาเขียนขึ้นเพื่อให้เรามีความเข้าใจรากเหง้าที่มาของตัวเอง, เข้าใจวัฒนธรรมของเราที่ปริวรรตไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย, และเข้าใจ “อัตลักษณ์” ที่เรามีร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ของเรา
การที่คนไทยเชื้อสายจีนเรียนรู้และเข้าใจที่มาของตัวเองย่อมเป็นสิ่งดีที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่นเดียวกับการที่คนไทยกลุ่มอื่นๆ ที่มาอ่านบทความนี้จะได้มีความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น ไม่มองแต่เฉพาะในแง่แบ่งเขา-แบ่งเรา หรือมองว่าใครเป็น “ไทยแท้” มากกว่ากัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นสังคมไทยเป็นสังคมลูกผสมที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้นานปี ก็ด้วยความใจกว้าง และการยอมรับความแตกต่างมาช้านานนั่นเอง
ภาพแนบ: เทศกาลกินเจของคนเชื้อสายจีนในไทย ภาพจาก trueid net
::: บทความเรื่องคนไทยเชื้อสายจีน :::
- หลากเรื่องราวของ "ขนมไหว้พระจันทร์" https://www.facebook.com/pongsorn.bhumiwat/posts/4374983809244961
- นับถือเจ้าแม่กวนอิม ห้ามกินวัวจริงหรือ? https://www.facebook.com/pongsorn.bhumiwat/posts/4378990068844335
- ส้วมหน้าบ้าน ใครต้องการลูกสาว? https://www.facebook.com/pongsorn.bhumiwat/posts/4385756784834330
- สรุปประวัติศาสตร์ "คนไทยเชื้อสายจีน" แบบกระชับ https://www.facebook.com/pongsorn.bhumiwat/posts/4398611220215553
::: อ้างอิง :::
- chinasimplified (ดอต) com/2016/01/22/chinese-mass-migrations-past-present-future/
- asiasociety (ดอต) org/education/confucianism
- link (ดอต) springer (ดอต) com/content/pdf/10.1007/s11782-011-0133-4 (ดอต) pdf
- jstor (ดอต) org/stable/2546705
- silpa-mag (ดอต) com/history/article_28900
- itax (ดอต) in (ดอต) th/pedia/ผูกปี้ข้อมือจีน-ยกเลิก-พ-ศ-2452/
*** ตัดเข้าช่วงโฆษณา ***
ขอโฆษณาว่าหนังสือ “สุริยันพันธุ์เคิร์ด” หรือหนังสือเล่มใหม่ของผมออกแล้วนะครับ มีรายละเอียดดังนี้...
- เรื่องนี้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ชาวเคิร์ด ผลงานเล่มล่าสุดในชุด The Wild Chronicles
- พิมพ์เป็นสี่สี!
- ยาวที่สุดเท่าที่พิมพ์มา ยาวกว่าพยัคฆ์ทมิฬสิ้นชาติราว 2 เท่า
- รูปโหดๆ ที่ทำให้เข้าใจสถานการณ์ดีขึ้น จะไม่เซนเซอร์ แต่จะรวมอยู่ท้ายเล่ม และมีคำเตือนก่อน
- มีลายเซ็นทุกเล่ม!
- ราคา 439 บาท รวมค่าส่งแล้ว
ท่านที่ต้องการพรีออเดอร์สามารถชำระ และใส่ที่อยู่ทาง link แนบได้เลย
ท่านที่สนใจเนื้อหาพิเศษของ The Wild Chronicles สามารถสมัครเข้ากลุ่มลับ illumicorgi
อนึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่ม exclusive ผมจะใช้ลงบทความพิเศษ ซึ่งมีเนื้อหาเจาะลึกกว่าที่ลงในเพจ The Wild Chronicles และบทความส่วนใหญ่ในกลุ่มจะเกี่ยวกับธีมของหนังสือที่ผมกำลังเขียน
ผู้ที่ต้องการสมัครเข้ากลุ่มให้ทำดังนี้เลยนะครับ
(1) กดสมัคร Line OA ของ The Wild Chronicles มาทาง link นี้ https://lin.ee/fNEO1jr
(2) กด add เป็นเพื่อน
(3) กด chat
(4) จากนั้น พิมพ์ชื่อที่ท่านใช้ใน Facebook มาทางช่องแชทของ Line OA เพื่อให้ทีมงานบ่งชี้ได้ว่าบัญชีของท่านสมัครมาแล้ว
(5) จากนั้นจะมีแอดมินมาคุยกับท่าน ให้แจ้งประเภทสมาชิกที่ท่านต้องการสมัคร แอดมินจะส่ง link เพื่อชำระค่าสมาชิก และแนะนำวิธีการเข้ากลุ่มต่อไป
*** แล้วก่อนจากกัน ขอโฆษณาว่าหนังสือ
"ประวัติย่อก่อการร้าย War on Terror" ที่พิมพ์ครั้งก่อนขายหมดจากตลาดไปนานแล้ว มีแผนจะพิมพ์ใหม่ปลายปีนี้นะครับ ***
ตอนแรกว่าใกล้ๆ เสร็จแล้วค่อยทำโปร แต่เหตุการณ์ในอัฟกานิสถานและรำลึก 9/11 ทำให้มีคนถามมาเยอะเหลือเกิน เลยเปิดให้จองก่อน
- หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องประวัติของขบวนการก่อการร้ายสากลตั้งแต่ยุคอัลเคดามาต่อ ISIS
- ผมตั้งใจจะเพิ่มเนื้อหาให้อัพเดทถึงปัจจุบัน
- พิมพ์เป็นสี่สีแน่นอน
- ปกพิมพ์สีเมทัลลิก ปั้มนูนและปั้มเงินที่ชื่อเหมือนเล่มสุริยันพันธุ์เคิร์ด รับรองว่าสวยมาก เหมาะแก่การสะสม สำนักพิมพ์ The Wild Chronicles เราพิมพ์เองแล้วจะทำอะไรก็ได้ 555
- มีเซ็นลายเซ็นพิเศษประจำเล่มให้ครับ
- ราคาอยู่ที่ 389 บาท สั่งพรีออเดอร์ตอนนี้ลดเหลือ 369 บาท และฟรีค่าส่งในประเทศ (ปกติค่าส่ง 50 บาทครับ ส่วนต่างประเทศก็ตามจริง)
- สนใจชำระและใส่ที่อยู่ที่ link แนบได้เลย อนึ่งระบบนี้จะมีเมลคอนเฟิร์มไปแต่ช้าหน่อยนะครับ
::: ::: :::
สนใจอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ สงคราม เรื่องต่างประเทศ กดติดตาม เพจ The Wild Chronicles ได้เลยนะครับ https://facebook.com/pongsorn.bhumiwat
โฆษณา