26 ต.ค. 2021 เวลา 05:20 • ประวัติศาสตร์
*** ประวัติศาสตร์ของ ไสยศาสตร์ไทย ***
1
ท่านผู้อ่านเคยสงสัยกันไหมครับว่า ไสยศาสตร์ในไทยมีที่มาอย่างไร? เหตุใดจึงเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยทุกชนชั้น และยังมีอิทธิพลอยู่ในสังคมเราอย่างมาก แม้จะอยู่ในยุคที่วิทยาการพัฒนาไปมากแล้ว?
เราจะไปดูความเป็นมาของไสยศาสตร์ ที่เกี่ยวโยงกับศาสนาและความเชื่อของไทย ซึ่งยังแฝงอยู่ในวิถีชีวิตของเรากันนะครับ
“ไสยศาสตร์” เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชาวไทยมานานนับพันปี
วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นิยาม “ไสยศาสตร์” ไว้ว่าเป็น “ระบบของอำนาจเหนือธรรมชาติ” อาจแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1) ความเชื่อต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ 2) ความรู้, ความสามารถในการใช้อำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งกลายเป็นวิชาไสยศาสตร์ที่นักไสยเวทศึกษากัน
5
เชื่อกันว่าคำว่า “ไสยศาสตร์” อาจแปลงมาจากคำว่า “ไศวะศาสตร์” หรือศาสตร์ของพระศิวะซึ่งเป็นมหาเทพแห่งศาสนาฮินดู
2
เมื่อคนไทยเห็นผู้นับถือฮินดูสวดบทสวดจากคัมภีร์อาถรรพเวทในภาษาบาลีหรือเขมรเพื่อให้เกิดผลดีแก่ตน, ให้ผลร้ายแก่ศัตรู, ทำสเน่ห์, รักษาโรค, ฯลฯ ก็ชื่นชมว่ามีอำนาจ จึงเลียนรูปแบบมนต์คาถามาใช้ต่อๆ กัน
2
นานเข้ามีการนำสิ่งนี้มาผสมกับความเชื่อท้องถิ่นและศาสนาพุทธ กลายเป็นวิชาไสยศาสตร์ไป
ในลักษณะนี้ไสยศาสตร์ไทยจึงผูกติดอยู่กับภูมิปัญญาอื่นๆ ในสังคม ทั้งด้านการทำนาย, การรักษา, หรือการทำศึก
สอดคล้องกับที่อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวไว้ว่าไสยศาสตร์นั้นก็เปรียบเหมือนเทคโนโลยีของคนสมัยโบราณ
3
ไสยศาสตร์ในประเทศต่างๆ มักตั้งอยู่บนพื้นฐานศาสนาที่คนในชาตินั้นๆ นับถือ
ประเด็นคือศาสนาที่ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือนั้นมิใช่ "พุทธบริสุทธิ์" อย่างที่มักเข้าใจกัน แต่เป็นศาสนาผสมระหว่างผี-พราหมณ์-พุทธ
ในจำนวนนี้ศาสนาพุทธสามารถชิงพื้นที่ของธรรมะชั้นสูง ระดับ "เหนือโลก" เห็นได้จากคนไทยนั้น ไม่ว่าจะเชื่อผีสางนางไม้เพียงใด แต่ถึงที่สุดแล้วยังคงเชื่อว่าความดีสูงสุดคือการละกิเลสซึ่งจะทำให้หมดทุกข์ และเชื่อในการบำเพ็ญตนให้เข้าถึงภาวะสงบสุขที่เรียกว่า "นิพพาน" ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดของศาสนาพุทธ
อย่างไรก็ตามคนไทยยังนับถืออีกศาสนาหนึ่ง เรียกว่า "ศาสนาผี"
ศาสนาผี (Animism) หรือที่เรียกแบบวิชาการว่า “วิญญาณนิยม” คือศาสนาแรกของโลก มาจากการที่มนุษย์หลายๆ อารยธรรมมีความคิดจากจิตใต้สำนึกคล้ายกันว่า สรรพสิ่งรอบตัวเรานั้นมีวิญญาน หรือที่ไทยเรียกว่า “ผี” สถิตอยู่ และผีนั้นสามารถให้คุณให้โทษกับเราได้
คนไทยนับถือศาสนาผีเป็นศาสนาแรกเหมือนคนชาติอื่นๆ และต่อมาเมื่อรับเอาศาสนาพราหมณ์และพุทธมาแล้ว ศาสนาผีก็ถูกกลืนไป
ณ ที่นี้ขอเขียนไว้ว่าศาสนาผีของไทยก็เคยมีชุดเทพเจ้า หรือที่เรียกว่า "ผีแถน" และมีชุดศีลธรรมเช่นกัน
ที่เหลืออยู่เด่นๆ เช่นหลักฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถชิงพื้นที่ "ธรรมะระดับเหนือโลก" จากศาสนาพุทธได้ จึงถูกผสมกลมกลืนจนสาบสูญไปมาก
พื้นที่ๆ ศาสนาผีสามารถครองไว้นั้น กลับเป็นพื้นที่ "เทคโนโลยี" หรือพื้นที่ของไสยศาสตร์นั่นเอง
2
เวลาที่คุณเดินเข้าวัดไทยหลายวัด คุณจะพบว่ามันเป็นที่ๆ มีรูปปั้นพระพิฆเนศ เจ้าแม่กวนอิม พญานาค ศาลปู่ย่า ต้นตะเคียน พระราหู และพระพุทธรูปอยู่ร่วมกันได้โดยกลมกลืน
1
นั่นเป็นเพราะคนไทยมองสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นทั้งหมดเป็น "ผี" ตนหนึ่ง (รวมทั้งพระพุทธรูปก็ถูกมองในลักษณะของผี ...คือพระพุทธรูปไทยนั้นมีชื่อ มีนิสัย และมีความสามารถชอบหรือเกลียดได้ นั่นแปลว่าเราไม่ได้นับถือพระพุทธรูปแต่เพียงฐานะตัวแทนของพระพุทธองค์ แต่นับถือดวงวิญญานที่สถิตในพระพุทธรูปนั้นๆ ...ซึ่งไม่น่าจะเป็นดวงวิญญานของพระพุทธเจ้า)
3
ตามหลักศาสนาผี ยิ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่รวมกันมากก็ยิ่งขลัง
เราสามารถกราบไหว้อะไรก็ได้ที่เราเห็นว่ายิ่งใหญ่, แปลกพิสดาร, หรือน่าเกรงกลัว เช่นไหว้ภูเขา, ไหว้ตนไม้, ไหว้งู
ทั้งนี้ผีที่เรากราบไหว้ไม่จำเป็นต้องเป็นผีที่ดีเท่านั้น
คนอย่างชูชกต่อให้มีนิสัยไม่ดี แต่ดูเหมือนจะให้โชคลาภได้ง่าย ก็สามารถได้รับการกราบไหว้ได้
นอกจากนั้นเราไม่จำเป็นต้องไหว้ผีที่ให้คุณประโยชน์เท่านั้น ...ต่อให้เป็นผีดุร้ายเราก็สามารถกราบไหว้เพื่อมิให้มาทำร้ายเรา
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ศาสนาผีก็ยังครองพื้นที่ "เทคโนโลยี" ที่ใช้ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคน มีการไหว้ผีเพื่อขอความร่ำรวย, ขอความปลอดภัย, หรือขอความต้องการที่ประกอบด้วยรัก โลภ โกรธ หลงอื่นๆ
1
แน่นอนศาสนาผีของไทยมิได้มีเวอร์ชันเดียว แต่มาจากหลายความเชื่อ เช่นลัทธิบูชางู (ต่อมาพัฒนาเป็นการนับถือนาค,) ลัทธิบูชาผู้หญิง (ต่อมาพัฒนาเป็นการนับถือเจ้าแม่ต่างๆ,) ลัทธิบูชาเด็ก (ต่อมาพัฒนาเป็นการนับถือผีเด็ก เช่น กุมารทอง หรือไอ้ไข่)
อย่างไรก็ตามศาสนาผีของไทยยังมีลักษณะเฉพาะของตนเองอยู่ คือความเชื่อในเรื่อง "ขวัญ"
"ขวัญ" เป็นสิ่งที่สถิตอยู่ในพวกเราทุกคน และมีความแตกต่างจากวิญญาณในศาสนาพุทธหรือพราหมณ์
ขวัญเป็นพลังงานที่มีผลต่อพลังชีวิตของคน มันมีหน่วยเดียว แต่แบ่งอยู่ในร่างกายมนุษย์หลายจุด จะอยู่กี่จุดขึ้นกับเป็นความเชื่อของชาวไทยเผ่าไหน ชาวไทยบางเผ่าก็เชื่อว่ามีขวัญอยู่ 32 จุด บางเผ่าเชื่อว่ามี 80 จุด
แต่ไม่ว่าอย่างไรขวัญที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ทุกคนเรียกว่า "จอมขวัญ" จะสถิตอยู่บริเวณกลางศีรษะ ที่มักมีเส้นผมวนเป็นลายคล้ายๆ ก้นหอย (ลักษณะเดียวกับลายที่ปรากฏในหม้อโบราณบ้านเชียงเชื่อเป็นลายที่สถิตของขวัญนั่นเอง) คนไทยจึงให้ความสำคัญกับหัว และมีความเชื่อว่าห้ามเล่นหัว
แน่นอนว่าขวัญมีอยู่ในทุกที่ ไร่นาก็มีขวัญ จอบเสียมก็มีขวัญ มันสามารถเคลื่อนที่ไปได้โดยอิสระ บางครั้งจึงเกิดเหตุ “ขวัญหาย” เช่นเวลาประสบอุบัติเหตุหกล้ม หรือแค่ตกใจ ก็อาจมีอาการ “ขวัญหนีดีฝ่อ” ทำให้พลังชีวิตต่ำลง
...ใครก็ตามที่พลังต่ำก็จะเริ่มเจ็บป่วย แล้วจากนั้นหากขวัญไม่กลับมา เขาก็จะเสียชีวิตในที่สุด
ดังนี้เองคนไทยจึงมีพิธี “บายศรีสู่ขวัญ” เพื่อ "เรียกขวัญ" กลับ ของที่นำมาใช้ล่อขวัญนั้นเรียกว่า “ของขวัญ”
หากใครเคยผ่านงานรับน้อง อาจผ่าน “พิธีรับขวัญ” ที่มีการนำด้ายขาวหรือสายสิญจน์มาพันข้อมือ นั่นก็เพื่อให้ขวัญอยู่กับตัว
เนื่องจากไสยศาสตร์ของไทยได้รับอิทธิพลจากศาสนาผีไทยมาก จึงมักทำกันบนความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องขวัญด้วย
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้นมีรากเหง้ามาจากการ "ทำขวัญให้นา" เพื่อให้ไร่นามีความอุดมสมบูรณ์
พิธีนี้มาจากพิธีของศาสนาผีโบราณที่เรียกว่า "นาตาแฮก" หรือการทำนาครั้งแรก ซึ่งในภาคเหนือและอีสานยังปรากฏผู้ทำกันอยู่
อย่างไรก็ตามผู้ที่ประกอบพิธีแรกนาขวัญกลับได้ชื่อว่า "พราหมณ์"
2
...และนี่เองเป็นจุดที่ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูเข้ามามีพื้นที่ในสังคมไทย
ศาสนาฮินดูนั้นมีหลักปรัชญาและธรรมะที่ลึกซึ้งมากมาย เช่นคัมภีร์อุปนิษัท แต่ไม่สามารถแย่งพื้นที่ธรรมะชั้นสูงจากศาสนาพุทธในไทยดังกล่าวไปแล้ว
สิ่งที่คนไทยรับจากฮินดูกลับเป็น "ชุดเทพเจ้า" เช่นพระนารายณ์, พระพิฆเนศ, หรือพระอินทร์
เทพเจ้าเหล่านี้มีเครื่องทรงงดงาม มีอาวุธร้ายกาจ มีสัตว์พาหนะดูสง่า เมื่อคนไทยรับมาเทียบกับผีพื้นบ้านเช่น ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี หรือ ผีนางตะเคียน ในใจก็จัดลำดับชั้นไปโดยอัตโนมัติว่าเทพฮินดูนั้นควรเหนือกว่า
1
เชื่อว่าแม้กษัตริย์ไทยจะนับถือศาสนาผี แต่เมื่อจะประกอบพิธีสำคัญๆ ก็ไม่อยากให้หมอผีทำเพราะดู "บ้านๆ" เกินไป แต่หากจะใช้พระสงฆ์มาทำก็ดูไม่เข้า ในที่สุดกษัตริย์ไทยจึงสร้างพราหมณ์ขึ้นมาเวอร์ชันหนึ่ง เพื่อให้ทำพิธีผี
พราหมณ์ของไทยไม่เหมือนที่อินเดีย ไม่ได้มีระบบวรรณะ ไม่ต้องกินมังสวิรัต บางคนนับถือพุทธด้วยซ้ำ แต่ก็บูชาเทพฮินดูไปด้วย
พวกเขาเอาบทสวดมนต์ และองค์ประกอบอื่นๆ ของฮินดูมาใช้ในการทำพิธีผีหลายอย่าง
ในลักษณะนี้พื้นที่ของศาสนาฮินดูในไทย จึงเป็น "เครื่องแต่งกายอันสวยงาม" ให้กับศาสนาผีนั่นเอง
3
ตัวอย่างอื่น เช่นจริงๆ พิธีโล้ชิงช้า หรือเรียกว่า "ตรียัมปวาย" นั้นไม่มีในอินเดีย แต่น่าจะเป็นประเพณีของศาสนาผีโบราณที่ใช้ทำขวัญให้ผืนดิน โดยยังหลงเหลืออยู่บ้างในวัฒนธรรมของชาวอาข่า
คำว่าตรียัมปวายเป็นชื่อที่แปลงจากบทขับร้องภาษาทมิฬนาม “ติรุเวมปาไว” ของนักบุญหญิง ว่าด้วยความรักที่ผู้หญิงมีต่อเทพเจ้า
5
พราหมณ์ไทยเอาบทสวดนี้มาใช้ในงานโล้ชิงช้า ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน และไม่มีในอินเดีย
1
อีกตัวอย่างคือ “ศาลพระภูมิ”
...คนไทยแต่โบราณเชื่อว่าทุกหนทุกแห่งมีผีเจ้าที่ เลยต้องสร้างศาลเล็กๆ ยกสูงไว้ให้ท่าน
อย่างไรก็ตามในอาคารใหญ่ๆ เช่นห้างสรรพสินค้า หรือโรงแรมนั้น มักมีการทำศาลไว้สองศาล คือศาลเทพฮินดู และศาลเจ้าที่
ทั้งนี้คนไทยเชื่อว่า พระภูมิเจ้าที่นั้นมีศักดิ์ไม่พอจะมาเป็นเทพคุ้มครองสถานที่ใหญ่ๆ จึงนำเทพฮินดูมาประดิษฐานไว้ในที่ของพระภูมิ เมื่อนำมาแล้วก็รู้สึกเกรงใจพระภูมิเก่า เลยต้องสร้างคู่กันไว้สองศาล
4
อาจารย์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ให้ความเห็นไว้ว่า “พระภูมิสำหรับผมคือ ผีหรือเจ้าที่ที่ถูก 'จับบวช' เป็นพราหมณ์นั่นแหละครับ” ที่อินเดียนั้นไม่ได้บูชาเทพเจ้ากันแบบนี้
ด้วยประวัติศาสตร์ดังกล่าวมา ไสยศาสตร์ในไทยจึงมักอิงศาสนาผี โดยมีการเอาเปลือกของพราหมณ์มาสวมในพื้นที่ๆ อยากให้หรูหราขึ้น
การกลืนกันนี้มีอยู่ตลอด บางทีก็มีการเอาเปลือกของพุทธมาใช้กับศาสนาผี เช่นคนไทยมักมิได้สวมพระเครื่องเพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่สวมเพื่อประโยชน์ทางโชคลาภ หรือความแข็งแกร่งที่พระเครื่องนั้นๆ ให้ ประหนึ่งว่าพระเครื่องแต่ละองค์เป็นเครื่องรางที่มีฤทธิ์แตกต่างกันนั่นเอง
หากพิจารณาดีๆ แล้วแง่มุมหลังนี้มิใช่คำสอนของศาสนาพุทธเลย
ในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ไทยเริ่มรับแนวคิดจากตะวันตก ทำให้เกิดกระแสว่า ศาสนาเก่า หรือศาสนาผสมผี-พราหมณ์-พุทธที่ยังมีการไหว้ต้นไม้ ไหว้จอมปลวกนั้น "ดูงมงายเกินไป"
หากคนไทยยังนับถือเช่นนี้ก็จะไม่สามารถต้านทานการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ หรือกระแสตะวันตกที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ได้
...ดังนั้นจึงเกิดกระแส "พุทธบริสุทธิ์" ขึ้นมา...
กระแสนี้รังเกียจว่าองค์ประกอบของผีกับพราหมณ์นั้นงมงายไม่ควรนับถือ ควรจะนับถือแต่พุทธเท่านั้น
2
ปัจจุบันมีชนชั้นกลางไทยเป็นจำนวนมากนับถือศาสนาพุทธตามกระแสดังกล่าว
ภาพแนบ: พระสยามเทวาธิราช
แม้กระนั้นในไทยยังมีการนับถือผีอยู่ในทุกระดับ ในระดับสูงสุดเช่นพระสยามเทวาธิราชนั้น แท้จริงคือ "ผีเมือง" หรือผีที่รักษาบ้านเมือง
ก่อนหน้านี้ผีเมืองถูกแยกเป็นเมืองๆ เช่นผีเมืองกรุงเทพฯ, ผีเมืองเชียงใหม่, ผีเมืองนครศรีธรรมราช
แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกระแสโลก โดยเปลี่ยนจากรัฐแสงเทียน ที่แต่ละเมืองมีความสัมพันธ์กันแบบหลวมๆ เป็น "ประเทศสยาม" ซึ่งมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ในลักษณะนี้ผีเมืองจึงต้องอัพเดทตาม กลายเป็นผีแห่งสยามประเทศไปด้วย
ปัจจุบันวงการไสยศาสตร์ไทยเป็นวงการที่กว้างใหญ่มาก และมีความเกี่ยวข้องกับวงการย่อยอื่นๆ เช่นวงการพระเครื่อง, วงการโหร, หรือวงการสักยันต์
เนื่องจากมันเป็นวัฒนธรรมที่ยัง active อยู่จึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นมีกระแสลูกเทพ, กระแสจตุคามรามเทพ หมุนเวียนมาปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยๆ
2
...กระแสพุทธบริสุทธิ์นั้นแม้จะช่วงชิงพื้นที่ในสังคมไปได้บางส่วน แต่ไม่เคยเป็นส่วนใหญ่
คนไทยจำนวนมากยังคงนับถือและยึดเหนี่ยวในศาสนาผสมแบบดั้งเดิม พระสงฆ์หลายรูปทำหน้าที่ของหมอผีโบราณไปด้วย มีการเสกเป่า สักยันต์ และใช้เทคโนโลยีโบราณต่างๆ ในการช่วยทำผู้ใช้บรรลุความต้องการอย่างกว้างขวาง
4
ไสยศาสตร์นั้นอยู่คู่กับวัฒนธรรมไทยมาตลอด แม้ปัจจุบันจะถูกเย้ยหยันว่าโบราณ แต่มันก็รุ่งเรืองอยู่เสมอ
1
บทความนี้มิได้มีเจตนาด้อยค่า หรือยกย่องวิชาไสยศาสตร์ แต่ต้องการเขียนถึงมันในเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อให้ผู้อ่านที่เป็นชาวไทย สามารถเข้าใจรากเหง้าของตนเองได้ดีขึ้น
1
เพราะที่สุดแล้วไสยศาสตร์ก็คือวัฒนธรรม ที่สะท้อนขนบ แนวคิด และนิสัยของเรา โดยที่เราทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว
1
::: ::: :::
ขอขอบคุณภาพประกอบจากน้องแป้ง Yaichompoo Nakprasit ถ่ายจากทริปบางกอกโกสต์ที่ผมจัดเมื่อปีที่แล้วนะครับ
::: ::: :::
ท่านที่สนใจอ่านเรื่องไสยศาสตร์ และเรื่องประวัติศาสตร์แปลกๆ เพิ่มเติม สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม illumicorgi (illumicorgi) ซึ่งเป็นกลุ่ม content พิเศษของ The Wild Chronicles
สมาชิกจะมีสามระดับได้แก่ Corgi Mason, Corgi Master และ Illuminated Corgi ซึ่งแต่ละระดับจะมีค่าสมาชิก และสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไป (สามารถติดต่อชำระค่าสมาชิกทาง Line OA ดังข้อมูลข้างล่าง)
>> สมาชิกประเภทที่ 1 “Corgi Mason" (คอร์กี้เมสัน)
2
คุณคือ “นายช่าง” ที่ช่วยเหลือในการรังสรรค์ The Wild Chronicles เป็นผู้ที่สร้างให้เกิดผลงานต่างๆ และเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนกลุ่มนั่นเอง
สิทธิประโยชน์ที่ได้:
• ได้เข้าถึงเนื้อหากลุ่ม illumicorgi ที่มีบทความย่อยลงอยู่เสมอ และบทความใหญ่ลงอย่างน้อยอาทิตย์ละตอน
• ส่วนลดในสินค้าของกลุ่ม The Wild Chronicles ที่จะวางจำหน่ายต่อไป
• Priority ในการรับข่าวสารและกิจกรรมของ The Wild Chronicles
ค่าสมาชิก:
1 เดือน: 50 บาท
3 เดือน: 150 บาท
6 เดือน: 280 บาท
1 ปี: 550 บาท
1
>> สมาชิกประเภทที่ 2 “Corgi Master" (คอร์กี้มาสเตอร์)
คุณคือ “อัศวิน” ที่คุ้มครองและนำพา The Wild Chronicles ไปสู่จุดมุ่งหมาย เป็นบุคคลสำคัญที่จะขาดมิได้ในการส่งแสงสว่างนำทางพลพรรคของเรา
สิทธิประโยชน์ที่ได้:
• ทั้งหมดที่ Corgi Mason ได้ และ:
• ทุกๆ รอบหกเดือนจะได้รับหนังสือเล่มหนึ่ง ส่งให้ถึงบ้านพร้อมลายเซ็นของผม (รอบของปีนี้จะอยู่ที่ช่วงกลางปี และปลายปี โดยได้รับหนังสือความแค้นของเคิร์ดสองเล่มดังที่กล่าวไป หรือจะเปลี่ยนเอาหนังสือเล่มอื่นที่ยังมีใน stock ก็ได้นะครับ)
ค่าสมาชิก:
6 เดือน: 600 บาท
1 ปี: 1,100 บาท
สมาชิกประเภทที่ 3 “Illuminated Corgi" (อิลลูมิเนตคอกิ)
คุณคือหนึ่งใน “เจ้าผู้ครองนคร” แห่ง The Wild Chronicles เป็นสมาชิกที่สำคัญที่สุดซึ่งคอยดูแลกลุ่มของเราอยู่
สิทธิประโยชน์ที่ได้:
• ทั้งหมดที่ Corgi Master ได้ และ:
• ได้รับของที่ระลึกที่ได้จากการไปผจญภัยในสถานที่จริงที่นำมาเขียนหนังสือ เช่นโปสการ์ดจากครอบครัวของประภาการัน ผู้นำกบฏพยัคฆ์ทมิฬ, แบงค์รุ่นซัดดัมที่พบในเคอร์ดิสถานอิรัก, หรือทรายและเศษเหล็กจากหาด No Fire Zone
• มีชื่ออยู่ในหนังสือเล่มหนึ่ง ในฐานะผู้สนับสนุน
1
ค่าสมาชิก:
1 ปี: 3,000 บาท
1
::: ::: :::
สามารถติดต่อสมัครสมาชิกมาทาง Line OA โดย:
(1) กดสมัคร Line OA ของ The Wild Chronicles มาทาง link https://lin.ee/fNEO1jr
(2) กด add เป็นเพื่อน
(3) กด chat
(4) จากนั้น พิมพ์ชื่อที่ท่านใช้ใน Facebook มาทางช่องแชทของ Line OA เพื่อให้ทีมงานบ่งชี้ได้ว่าบัญชีของท่านสมัครมาแล้ว
(5) จะมีแอดมินมาคุยกับท่านเพื่อบอกวิธีการชำระเงิน และพาเข้ากลุ่ม
ขอบคุณที่ติดตามมาตลอดนะครับ 🙂
::: อ้างอิง :::
วารสารมนุษยศาสตร์ ฉบับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ไสยศาสตร์เขมรเบื้องต้น: ศึกษาเพื่อทำความเข้าใจ damrong-journal (ดอต) su ac th/upload/pdf/67_21.pdf
ศาลพระภูมิ-เจ้าที่ เทพ ผี ใบเสมา และความเปลี่ยนแปลง โดย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
matichon (ดอต) co th/entertainment/arts-culture/news_89468
เมื่อ “พระตรีมูรติ” หน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ไม่ใช่ “พระตรีมูรติ” matichon (ดอต) co th/social/news_2574782
“ตรียัมปวาย – ตรีปวาย” คืออะไร ของสยามและอินเดีย เป็นไฉน matichonweekly (ดอต) com/column/article_22645
รัชกาลที่ 4 กับคณะสงฆ์ลังกา ในฐานะแรงบันดาลใจหลักของธรรมยุต silpa-mag (ดอต) com/history/article_2588
หนังสือ ขวัญเอ๋ยขวัญมาจากไหน? โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
หนังสือ ภารตะ-สยาม? ผี พราหมณ์ พุทธ? โดย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
::: ::: :::
สนใจอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ สงคราม เรื่องต่างประเทศ กดติดตาม เพจ The Wild Chronicles ได้เลยนะครับ https://facebook.com/pongsorn.bhumiwat
โฆษณา