2 พ.ย. 2021 เวลา 06:49 • อาหาร
“ต้มจับฉ่ายหมูสองชั้น: ทำง่าย กินง่าย แต่ต้นทุนสูงในช่วงที่ราคาผักแพงกว่าราคาหมู”
ที่จริงบอกกับแม่ค้าเขียงหมูไปว่าต้องการหมูสามชั้น แต่ได้รับการตอบกลับมาว่า หมูสามชั้นไม่มี มีแต่หมูสองชั้น (จะเอามั้ย!) ทีแรกคิดว่าป้าแกเล่นมุก แต่น้ำเสียงและสีหน้าจริงจังไม่มีวี่แววว่าจะทำตลก พอเห็นผมทำท่าจะขำแกก็หยิบเอาหมูชิ้นใหญ่จากถังน้ำแข็งออกมาวางแผ่บนเขียง เอานิ้วชี้พร้อมอธิบาย
“เนี่ย…ต่อจากหนังก็ไขมันยาวเลย แล้วก็เนื้อแดงหนาเท่าๆ กัน หมูสมัยนี้เป็นงี้หมด ไม่มีแล้วสามชั้น”
ต้มจับฉ่ายใส่หัวไชเท้าและคึ่นฉ่ายเยอะๆ เสียดายที่วันนี้ไปตลาดช้าไม่ได้เนื้อกระดูกซี่โครงมา ไม่เช่นนั้นจะก็เป็นต้มจับฉ่ายในแบบที่ถูกใจขั้นสุด
ข้อเท็จจริงเรื่องต้มจับฉ่ายของผมอย่างหนึ่งคือ มันสะดวกที่สามารถเลือกใช้เนื้อสัตว์ได้หลายอย่าง เช่น กระดูกซี่โครงหมู หมูสามชั้น หมูเนื้อแดงติดมัน ไก่ เป็ด และเนื้อวัว รวมทั้งผมยังเคยใช้ปลาด้วย พวกปลาหมอเทศ ปลาช่อน ปลากะพง ไม่มันดีด้วย ได้เนื้อปลานุ่มหวานดีแต่ต้องทำน้อยๆ หลีกเลี่ยงการคน หรือประเภทอุ่นไว้กินหลายๆ มื้อซึ่งจะทำให้เนื้อปลาแหลกเละคาหม้อ
เหตุผลหลักที่ชอบทำต้มจับฉ่ายเพราะผมชอบกิน แม้จะเป็นเมนูซึ่งที่บ้านผมที่สมุทรสาครแทบจะไม่ได้ทำเพราะแถวบ้านสมัยก่อนหาผักพวกนี้ยาก ผมมากินเป็นที่กรุงเทพฯ เลยชอบทำเพราะมันทำง่าย ไม่ต้องใช้ฝีมืออะไร จำสูตรจากที่บ้านมาใช้อย่างเดียวพอคือ จำพวกแกงจืดหรือต้มจืดให้เจียวกระเทียมจนหอมก่อน แล้วใส่เนื้อสัตว์ลงไปคนให้ชิ้นเนื้อตึงตัว เหยาะพริกไทย จากนั้นใส่น้ำเปล่าทันที ทั้งเสียง ควัน และกลิ่นกระเทียมพริกไทยจะขจรขจายไปทั่วทั้งคุ้มบ้าน
ความง่ายของต้มจับฉ่ายสำหรับผมอีกอย่างคือ คนไม่มีพรสวรรค์ทางทำอาหารอย่างผมก็ทำได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่อร่อย แค่ค่อยๆ ใส่เกลือ น้ำตาล ซีอิ้ว ซอสหอยนางรม และต้องไม่ลืมพริกไทย ชิมแล้วถ้ายังไม่ได้รสที่ต้องการก็ค่อยๆ เพิ่มไปเดี๋ยวก็ได้เอง ขอแค่อย่ามือหนัก
ต้มจับฉ่ายของผมหม้อนี้ต้นทุนซึ่งค่อนข้างสูงไปอยู่ที่ผัก ไม่ได้ถามแม่ค้าหรอกว่าผักอะไรราคากิโลละเท่าไหร่ จับใส่กระจาดส่งให้แม่ค้าขึ้นตาชั่งเลย มีผักกวางตุ้ง หัวไชเท้า คะน้า ขึ้นฉ่าย รวมแล้ว 170 บาท ส่วนหมูสองชั้น 8 ขีดแค่ 100 บาท เข้าใจได้ว่าเกษตรกรสวนผักต้องเจอกับสภาวะโควิดมายาวนาน ติดตามด้วยน้ำท่วมแปลงเกษตร และซ้ำเติมด้วยราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และน้ำมัน
แต่ก็น่าเชื่อว่าเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์จากราคาผักแพงนี้สักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คงตกอยู่กับพ่อค้าคนกลาง พ่อค้าปุ๋ย พ่อค้ายา นายทุนห้างค้าปลีก และเจ้าสัวขายเมล็ดพันธุ์ผัก ตราบที่ข้าราชการและผู้บริหารประเทศยังมีเงินเดือนสม่ำเสมอ สามารถซื้อผักกินได้ปกติ หรือเลือกกินเนื้อสัตว์แทน ตราบเท่าที่คนซึ่งเดือดร้อนจากราคาพักแพงมีเพียงเกษตรกรและผู้บริโภคชนชั้นล่างที่ไม่มีเงินเดือน ไม่มีปาก ไม่มีเสียง (Subsltern) ราคาผัก ราคาน้ำมัน และราคารถไฟฟ้า MRT BTS (ซึ่งเจ้าสัวขายเมล็ดพันธุ์ผัก ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง และเจ้าของห้างค้าปลีกถือหุ้นอยู่ด้วย) ก็น่าเชื่อว่าจะยังคงก้าวกระโดดต่อไปเงียบๆ อย่างไร้เสียง (Voiceless)
โฆษณา