27 พ.ย. 2021 เวลา 07:57 • อาหาร
“แกงเผ็ดแห้งพริกแกงใต้หน่อไม้หมูเต๋า: มื้ออาหารที่เม็ดเหงื่อปะทุผุดเหมือนมุดกระโจมอบสมุนไพร”
จุดเริ่มต้นของอาหารจานนี้เกิดจากความรู้สึกหิวและอยากกินอะไรง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้เวลาบดสับหมักดองเคี่ยวตุ๋นจนน้ำย่อยมีเวลาโจมตีกระเพาะอาหารนานเกินไป ค้นตู้เย็นได้หน่อไม้ไผ่ตง หมูเนื้อแดงติดมัน กับพริกแกงเผ็ดจากปักษ์ใต้คราวก่อนที่น่าจะอยู่ให้ได้แกงกันไปอีกอย่างน้อยก็ครึ่งปี
แต่แล้วก็นึกถึงแกงเรินดัง (Rendang) ของกลุ่มประเทศคาบสมุทรมลายู แถบมาเลย์ อินโด และสิงคโปร์ แกงเผ็ดหรือแกงคั่วแห้งๆ ที่คาดว่าคนไทยรับมาคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสชวาครั้งใดครั้งหนึ่งใน 3 ครั้ง คือปี พ.ศ. 2413, 2439 และ 2444 และแม้คนไทยทุกวันนี้จะแทบไม่มีใครเคยได้ยินชื่อแล้ว แต่ในตำรับสำรับโบราณก็ยังกล่าวถึงอาหารจานที่ว่าในนาม “แกงระแวง”
ภาพที่เห็นได้รับแรงบันดาลใจมาจากแกงเรินดัง (Rendang) แกงประจำชาติของมาเลย์และอินโดฯ กระทั่งเข้ามาถึงครัวไทยแล้วถูกปรับเปลี่ยนจนได้ชื่อว่า “แกงระแวง” แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอเรียกอาหารที่อยู่ตรงหน้านี้แค่ว่า “แกงเผ็ดแห้งพริกแกงใต้หน่อไม้หมูเต๋า” น่าจะเพียงพอให้บรรลุภารกิจ เพราะไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของแกงที่ว่าต้องแปดเปื้อน
คนที่หิวก็ควรจะแค่เอากระทะตั้งไฟ ตักพริกแกงค่อนทัพพีใส่ ใช้น้ำเปล่าหรือน้ำมันพืชเป็นตัวทำละลาย หั่นหมูชิ้นบางพอคำลงคลุกเคล้าจนหอมหมดคาว เติมหน่อไม้ เครื่องปรุงรสก็แค่น้ำปลาและน้ำตาลสักช้อนชา สะบัดกระทะ 2-3 ทีให้เข้ากันก็น่าจะสมควรแก่เหตุ
เพราะเป็นคนง่าย ๆ….และดูเหมือนว่าความหิวจะไม่ได้มีมากไปกว่าความอยากลอง อยากลองทำในแบบที่อยากรู้อยากเห็น ส่วนจะกินได้หรือเปล่าค่อยว่ากันอีกที
เชื่อมาแต่ไหนแต่ไรว่า พริกแกงเผ็ดปักษ์ใต้ไม่น่าจะห่างจากเครื่องแกงเรินดังของมาเลย์และอินโดฯสักเท่าไหร่ และก็ไม่ได้สนใจพริกแกงระแวงอีกสักเท่าไหร่เช่นกัน รู้แต่ว่าเขาใช้เครื่องแกงเขียวหวาน แล้วเพิ่มตะไคร้กับขมิ้น ที่สำคัญไม่ใส่ใบมะกรูด อันนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะในตู้เย็นไม่มี
ถ้าได้เนื้อวัวของชอบแบบแกงเรินดังก็คงดี แต่หมูดีที่สุด เพราะในตู้เย็นของผมเวลานี้มีแต่หมู งั้นก็ต้องไม่หั่นชิ้นเล็กบาง เพราะจะทำให้เป็นแกงหมูฟลอร์ ๆ ไป ขอหั่นชิ้นใหญ่แบบแกงเรินดัง และไหน ๆ จะใหญ่ทั้งทีก็ขอใหญ่ขนาดลูกเต๋าและทรงเรขาคณิตด้วยเลย เคยไปกินเนื้อย่างร้านอาหารญี่ปุ่นหลายหน เขาหั่นเนื้อวัวทรงลูกเต๋า ทำให้มันเก็บความฉ่ำเอาไว้ในชิ้นเนื้อแบบเต็ม ๆ เคี้ยวแต่ละทีเต็มปากเต็มคำ
แต่แกงเรินดังหรือที่แปลงร่างเป็นแกงระแวงไทยแลนด์แล้วเขาไม่ใส่หน่อไม้ หากผมใส่มันจะกลายเป็นแกงส้มหน่อไม้ปักษ์ใต้ แกงไก่ใส่หน่อไม้แถบปริมณฑล หรือหน่อไม้ผัดพริกแกงหมูแบบฟลอร์ ๆ ๆ ไปหรือเปล่า?
ด้วยความมุ่งมั่นจึงตัดสินใจใส่หน่อไม้ลงไป แมัว่าเหตุผลที่แท้จริงก็คือ กลัวจะกินไม่อิ่มเพราะมีหมูอยู่แค่ 4 ขีด
ในตู้เย็นยังมีของเหลืออีกอย่าง กะทิกล่องจิ๋ว มันซ่อนตัวตะคุ่ม ๆ อยู่หลังกาบกะกล่ำปลีสีเขียวอื๋อ ผมใส่มันไปทั้งกล่องแล้วเคี่ยวจนเกือบแห้ง อย่างพะแนง อย่างระแวง และอย่างเรินดัง
แกงจานนี้ออกมา “เหลือง” สุดลูกหูลูกตา ความจริงมันก็เหลืองมาตั้งแต่ก่อนจะแกงละ หน่อไม้สีเหลืองมาก ไม่รู้แม่ค้าย้อมสีให้หรือเปล่า พริกแกงใต้ก็เหลืองมากเพราะมีขมิ้น เหลืองขนาดล้างหม้อแกงจานชามไปสามสี่วันแล้วฟองน้ำล้างจานก็ยังเหลืองเพราะปาฏิหาริย์ขมิ้นในเครื่องแกงปักษ์ใต้
ถ้าไม่ให้ร้ายตัวเองเกินไปอก็พอจะสรุปผลการทดลองได้ว่า ภาพรวมของการวิจัยได้เรื่องได้ราวอยู่
ด้านกายภาพ พอดูได้เพราะสีหน่อไม้กับเครื่องแกงช่วยไว้เยอะ
ด้านรสชาติ กลืนลงคอได้แน่นอน เพราะเครื่องแกงดี เสริมด้วยความมันจากกะทิ
ด้านเศรษฐกิจ คำนวณต้นทุนแล้วแนะนำให้ซื้อกินเถอะ ถูกกว่า และน่าจะอร่อยกว่า
ด้านสังคมและวัฒนธรรม ไม่แนะนำให้นั่งกินในที่สาธารณะ เพราะคนผ่านไปผ่านมาจะเข้าใจผิดว่ากำลังดูซีรีย์เกาหลีแม่ผัวลูกสะใภ้
แต่แล้วก็เพราะเครื่องแกง รวมกับหน่อไม้ อาหารฤทธิ์ร้อน ที่ทำให้คนกินมีเหงื่อผุดจากทุกทิศทุกทาง ทุกรูขุมขน เหมือนย้ำไม่ให้ลืมว่า เป็นเครื่องแกงปักษ์ใต้จริงๆ นิ
กินไปพลางปาดเหงื่อ น้ำมูก และน้ำตา ไอ้ที่ปาดไม่ทันก็หยดผสมลงไปในจานข้าว กินเสร็จเกือบครึ่งชั่วโมงเหงื่อยังไหลไม่หยุด มื้อเดียวหมดกระดาษทิชชูกว่า 10 หลา ขณะเขียนบทความนี้ก็หลังอาหารมื้อนั้นหลายวัน นึกถึงเมื่อไหร่ ยังรู้สึกถึงความเดือดในช่องท้องอย่างที่กำลังเกิดเมื่อวันนั้น
โฆษณา