10 ธ.ค. 2021 เวลา 05:17 • ปรัชญา
เส้นผมบังภูเขา มันเหมือนสิ่งที่ปกปิดจิตของเรา ไม่ให้รับรู้อะไร ทำตนเหมือนกับว่า พอได้ยินได้ฟังอะไร เค้าขึ้นมานิด ก็บอกว่าข้ารู้แล้ว มองดูตัวเอง เมื่อสามสิบปีที่แล้ว ตอนที่เจอพระที่เคารพนับถือ ก็ทำตนเหมือนน้ำล้นถ้วย ฟังท่านเหมือนกัน แต่ภายในมันก็เที่ยวไปเทียบตำรับตำรา ที่เคยอ่านเคยฟังมา มันยึดอยู่อย่างนั้น แต่ไม่ได้ไปฝึกหัดตัวเอง ตอนหลังท่านก็บอกว่าของในเรา มันเป็นตัวปฏิเสธ อวดเก่ง อวดดีไปเสียหมด มันปิดบังจิตไปเสียหมด แล้วท่านก็บอกว่า ให้ฝึกเอาตัวทิฐิอะไรเอาออกไป ไม่ยังงั้น ก็เรียนธรรมจากจิตไม่ได้ แล้วไม่ใช่เอาเรื่องสัญญาจดจำไปเรียนรู้ เพื่อลดอารมณ์ ลดละกรรม ท่านก็ให้ไปฝึกหัดทำ ไม่ติเตียนไม่วิจารณ์ใคร ไม่หลงตัวเองดีแล้ว ไม่ให้เห็นใครผิดเลย ถือว่าสิ่งที่ทุกคนเราเกิดมามีกรรม นำพามาให้ชดใช้กรรม ต้องมาแก้ไขนิสัยสันดานที่มีอยู่ตัวตนของตน ใครแก้ไขไม่แก้ไขก็เรื่องราวของเขา แต่เราจะแก้ไขที่ตัวเรา
กิริยากายวาจาใจ ของผู้ที่เราไปสัมผัส เค้าแสดงมากระทบเราบ้าง ตาเราเห็นหูเราได้ยิน นั้น เค้าไม่มีสติ เค้าไม่รู้จักอารมณ์ เค้าฝืนอารมณ์ที่ครองจิตของเค้าไม่ได้ เค้าจึงต้องแสดงกิริยาของกายวาจาที่เป็นกรรม เช่นนั้น มาให้เราดูเราศึกษา เมื่อได้กระทบเรื่องราวเล่านี้ เราก็อยู่นิ่งๆ มีสติ ทบทวนตัวเอง อารมณ์อะไรที่เกิดขึ้น ที่ตัวเองนั้นเป็นอารมณ์อะไรอารมณ์นั้นจะนำพาจิตเราไปทางไหน ไปทำเรื่องราวที่ดีหรือไม่ดี เราก็เรียบเหตุผล ด้วยสติปัญญาของเรา เห็นอารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี เห็นไม่ดี เราก็ทิ้งมันไป ถ้าเราเข้าใจในเรื่องราวเหล่านี้ เราจะเห็นสิ่งที่เราไปกระทบไปสัมผัสนั้น ผู้นั้นเป็นเสมือนครู แสดงตัวอย่างดีและชั่วให้เราดู มองให้เห็นเรื่องราวของอารมณ์กรรมตัวกระทำ ที่แสดงพฤติกรรมให้ดู เราก็เรียบเรียงเหตุผลขึ้นมาสอนตัวเราเอง
อารมณ์นั้นเค้าก็มีอำนาจปิดบังจิต ทำให้จิตหลงใหลไปกับอารมณ์ ให้สั่งกายไปทำเรื่องราวต่างๆ เกิดเป็นกรรม อารมณ์ของเรา เกิดที่ล้นออกไปแสดงกิริยากายวาจาใจออกไป นั้นแหละเป็น เสมือนเส้นผมที่เป็นเส้นผมบังภูเขา ปิดตาปิดหู ไปทั่วทั้งวิญญาณหก สติเรามันอ่อนต่ออารมณ์ด้วยความเคยชิน เป็นสติทำตามอารมณ์ ทำให้สติและจิตไม่เกิดเป็นสติสัมปชัญญะ กระทำเรื่องราวต่างที่เป็นกรรม สร้างทุกข์ให้แก่ตัวเอง
โฆษณา