31 ธ.ค. 2021 เวลา 15:24 • ความคิดเห็น
เรืองราวครอบครัว ยิ่งมีพี่น้องร่วมกันมา มันที่เรื่องราวของคำว่ากรรม ที่เคยคล้องกันมา มาเจอมาเจอกัน ต้องชดใช้กรรม ในสิ่งที่เคยกระทำมา กรรมนั้นสำแดงมาเป็นอารมณ์ เป็นทิฐิความคิดเห็น คำพูดกิริยาท่าทาง พฤติกรรม ที่เราต้องพบเห็นรับรู้ด้วยวิญญาณหก ที่เรารับมา รับอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่เราอยู่ร่วมด้วย เหมือนกับว่า เราเห็นเค้าโกรธ เราก็โกรธบ้าง อารมณ์โกรธมันก็มาเกิดที่เรา อารมณ์ทิฐิ ไม่ยอม ยอมไม่ได้ มันก็มาปรุงแต่งเรา เราก็หงุดหงิด ไม่พอใจ อารมณ์ก็ไปดึงเรื่องราวอดีตที่เราสะสมไว้ มาปั่นป่วนในกายเรา ให้หนักอกหนักใจ หนักกับเรื่องราวความทุกข์ที่ขังอยู่ในจิตในใจของเรา
เรื่องของครอบครัว ส่วนหนึ่งก็เป็นเหมือนเจ้ากรรมนายเวร มาทวงกรรมกัน บางครอบครัวก็เป็นลักษณะเกื้อกูลกัน ส่งเสริมช่วยเหลือกัน แต่บางครอบครัวก็มีแต่แย่งชิง ชิงดีชิงเด่นกัน เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ก็มีน้องคนหนึ่งหนีสามีมา ไปอาศัยเพื่อน เพื่อนก็พามา ปฏิบัติธรรม อาศัยวัดปฏิบัติ จากรูปร่างที่ผอมดำ กลายเป็นคนผิวขาวขึ้นมา เค้าปฏิบัติธรรมได้ดี มีความตั้งใจมาก บอกให้เค้าเอาปัจจัยมาทำบุญ เค้าก็เหมือนเงียบๆ ตอนหลังก็ค่อยถามคนที่เค้าสนิทด้วย รู้ว่าเค้าไม่มีเงิน ก็ให้เงินเค้า เพื่อเค้าจะได้ซื้อของมาทำบุญ ให้เงินนั้นเป็นของเค้า ของที่เค้านำประเคนด้วยมือพระ กล่าวคำว่าว่ากายบิดามารดาอนุโมทนา ต่อหน้าพระ บุญจะได้เป็นของเค้า เป็นบุญของเค้า จิตของเค้าจะได้รับรู้ ส่งเสียงผ่านวิญญาณหู บันทึกการกระทำฝากไว้กับธาตุทั้งสี่ที่จิตนี้อาศัย ซึ่งมันเป็นเรื่องราวดีๆที่จิตจะได้บันทึกไว้
พระที่สอน ท่านก็พูด เรื่องราวของกรรม การชดใช้กรรม ที่เคยกระทำกันไว้ ไอ้โม่งมาเมื่อไหร่ ลมหายใจก็ไม่มี จนถึงวันสุดท้าย เค้าก็ลากลับ ได้แต่บ่นว่าสามีมารับ กำลังมาจะทำอย่างไร ทุกคนที่อยู่รอบข้างไม่รู้เรื่องราวของเค้ามากนัก เค้าออกไปวันเสาร์ เช้าวันอาทิตย์ก็มีคนมาบอกว่าเค้าถูกสามีตีจนตาย โดยไม่ต่อสู้อะไรเลย เค้าถูกสามีตีตายต่อหน้าลูกสาวสองคน ตอนหลัง ก็มาคุยกับพระ ท่านบอกว่า คู่นี้เค้าจองเวรอาฆาตกันมา ผลัดกันฆ่ามาหลายภพชาติ ชาตินี้ภรรยามาสร้างบุญกุศล แล้วก็ชดใช้กรรม อโหสิกรรมกันไป ไม่ต้องมาฆ่ากันอีก มีคนเห็นน้องที่ที่เสียชีวิต แต่งชุดขาว ก็ดีใจกับเค้าไปด้วย ที่ไปในสถานที่ดีๆ
เรื่องที่เล่าให้ฟัง เพียงแต่เราทบทวนเรื่องราวต่าง ที่เราสะสมเก็บไว้ มันเป็นตัวทุกข์ขัง ที่อยู่ในกายเราที่จิตเราอาศัยอยู่ เราก็ยอมลดละทิฐิของเราไป ให้อารมณ์เป็นทานไป จะได้ไม่คล้องเวรคล้องกรรม ทำให้มันเป็นอโหสิกรรม เป็นผู้แพ้ดีกว่า เป็นผู้ชนะ เป็นผู้ชนะมีกรรม ต่อเนื่องยาวนาน มีไปทำไม่ จิตมันจะมีความสุขกับการเป็นชนะอย่างนั้นหรือ เรื่องเจ้ากรรมนายเวรนี้ เราก็ทำบุญอุทิศให้เค้าได้ แม้ว่าเค้ามีชีวิตอยู่ จะได้เป็นอโหสิกรรมกันไป แล้วเรายังได้รู้จักให้อารมณ์เป็นทานที่จิตของเราอีกด้วยนะ เราทำได้จิตใจเราก็ผ่องใสอีกด้วย ที่จิตเราให้อารมณ์เป็นทาน คือ ไ่ม่ไปยึดอารมณ์ของเค้า อารมณ์นั่นมันคือกรรม เราไปยึดอารมณ์เค้าก็เหมือนเราไปยึดกรรมเค้ามาใส่จิตของเรา
1
คนเราเกิดมาเป็นพี่น้องกัน ไม่ใช่มาจากสถานที่เดียวกัน มาจากต่างภพต่างภูมิกัน นิสัยอะไรต่างๆ มันจึงไม่เหมือนกัน วาระกรรมที่มาเจอะเจอกัน เราทำในสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นคุณ สร้างบุญกุศล ก็จะบรรเทาเรื่องราวต่าง คลายความทุกข์ของอารมณ์ที่ปรุงแต่งจิตออกไปสลัดมันทิ้งไป เลือกกระทำขึ้นมานะ
เวลาทำบุญ เราก็นึกว่า จิตข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดาของข้าพเจ้า เรานำกายนี้ไปสร้างบุญกุศล ให้กายนี้มีบุญ จิตเราอยในเรือนกายที่เป็นบุญ จิตเราก็มีความสุข สุขที่กายมีบุญ เรื่องทุกข์ร้อนก็คลี่คลายออกไปจากกายนี้ เพราะกายมีบุญ เรานึกเรื่องนี้ได้ นำกายนี้มาสร้างบุญ เราก็ได้เรื่องราวของความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ต่อไปอีก มันมีแต่เรื่องราวดีๆ ที่มาหนุนนำจิตของเรา ไปคิดพิจารณาดูเองนะ ไม่ได้บอกให้เชื่อนะ
1
รู้ว่าโกรธนั้นไม่ดี แล้วไปโกรธทำไม
รู้ว่าไม่พอใจนั่นไม่ดี แล้วไม่พอใจทำไม
รู้ว่าว่าเค้าทำไม่ดี ก็อย่าไปทำตามเค้าที่ไม่ดี นำสิ่งนั้นมาสอนตัวเรา ว่าสิ่งแบบนี้อารมณ์แบบต้องไม่ให้มีในตัวเรา เพราเราต้องการทำดี เราก็เลือกเอาได้ ด้วยสติเหตุผลที่เราจะทำดี ทำไม่ให้เกิดกรรม แต่เพื่อหยุดกรรม ให้เกิดเป็นอโหสิกรรม ช่วยจิตของตัวเราเอง
โฆษณา