มีบัญชีอยู่แล้ว?
สรุปภาษีคริปโตแม้แต่สายขุดก็ต้องเสีย ส่วน ‘ผู้ซื้อเหรียญ’ และ ‘ร้านค้าที่รับ’ ส่อต้องทำหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย 15% นำส่งสรรพากร
2
กลายเป็นประเด็นสุดร้อนแรงในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีของเมืองไทย เมื่อกรมสรรพากรออกมาประกาศชัดเจนว่าจะเริ่มเอาจริงกับการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุน (Capital Gain) ในตลาดคริปโตพร้อมย้ำว่า หากใครมีรายได้แล้วหลบเลี่ยง ไม่ยอมยื่นแบบภาษี ถือว่ามีโทษตามกฎหมาย
โดยกฎหมายที่สรรพากรนำมาใช้ในการเก็บภาษีดังกล่าวคือ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนคริปโตเฉพาะในส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร
2
และยังกำหนดให้ ‘ผู้จ่ายเงินได้’ พึงประเมินดังกล่าวมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้ตามมาตรา 50 (2) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นการเก็บภาษี Capital Gain จากการลงทุนในคริปโต
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ยังมีคำถามตัวโตๆ ว่า แล้วการจัดเก็บภาษีคริปโตเก็บอย่างไร เก็บด้วยวิธีใด
3
เรื่องนี้ทีมข่าว THE STANDARD WEALTH ได้นำบทความของ อานนท์ ทัศน์เอี่ยม ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ที่เขียนเรื่อง ‘ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและปัญหาทางภาษีเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี’ มาสรุปให้ฟัง
2
ผู้ซื้อเหรียญคริปโตมีหน้าที่หักภาษี 15% ให้กับผู้นำมาขาย
อานนท์ ทัศน์เอี่ยม ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ได้เขียนบทความเรื่อง ‘ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและปัญหาทางภาษีเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี’ โดยระบุว่า ผู้ขายคริปโตต้องนำประโยชน์ที่ได้จากการขายมาหักกับต้นทุน หากมีกำไรจะถือเป็นผลประโยชน์จากการโอนคริปโตซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน หรือ Capital Gain อันถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) ที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
1
แต่หากขาดทุนก็ไม่ต้องเสียภาษี เพราะไม่ถือว่ามีเงินได้พึงประเมิน และเนื่องจากคริปโตเป็นเงินได้พึงประเมินประเภททรัพย์สิน จึงต้องตีราคาทรัพย์สินเป็นเงิน โดยถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับคริปโตตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อสำคัญคือ เมื่อผู้ขายถูกผู้ซื้อหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ยังต้องนำกำไรจากการโอนคริปโตไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.90 เพราะภาษีหัก ณ ที่จ่ายดังกล่าว ไม่ถือเป็น Final Withholding Tax แต่ถือว่าผู้ขายได้เสียภาษีไว้ล่วงหน้า จึงสามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้แล้วไปเป็นเครดิตภาษี คือนำไปหักภาษีที่ต้องเสียในปีภาษีนั้นได้ตามมาตรา 60 แห่งประมวลรัษฎากร
3
ส่วนผู้ซื้อคริปโตซึ่งถือเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าว จึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของกำไรดังกล่าวด้วย ไม่ว่าจะจ่ายมากน้อยเพียงใดตามมาตรา 50 (2) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร และแม้ผู้ขายไม่ได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยก็ต้องหักในอัตรา 15% เช่นกัน ตามมาตรา 50 (2) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร
6
นอกจากนี้ผู้ซื้อยังมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ผู้ขาย ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กับต้องนำส่งภาษีที่ได้หักไว้ภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่ผู้ซื้อมีสำนักงานตั้งอยู่ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 3 อัฎฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรและประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การนำส่งภาษีเงินได้ การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการยื่นรายการ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2544
1
ทั้งนี้ Exchange เป็นเพียงตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตเท่านั้น ไม่ใช่ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้ขาย Exchange จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี และนำส่งภาษีแต่อย่างใด
ร้านค้าที่รับคริปโตมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% จากผู้ซื้อนำส่งสรรพากร
กรณีการนำคริปโตไปชำระค่าสินค้าหรือบริการ โดยขณะชำระราคาคริปโตมีมูลค่ามากกว่าตอนที่ได้มานั้น ในบทความระบุว่า เนื่องจากคริปโตถูกคิดค้นเพื่อเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนเหมือนเงินตราในลักษณะเงินดิจิทัล จึงอาจนำคริปโตไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งโดยปกติการนำเงินตราไปชำระค่าสินค้าหรือบริการจะไม่ถือว่าผู้จ่ายเงินเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน
แต่หากนำคริปโตซึ่งถือเป็นทรัพย์สิน ไปชำระ ในทางภาษีเงินได้จะถือเป็นการโอนคริปโตจึงต้องพิจารณามูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ใช้คริปโตจ่าย หักกับต้นทุนการได้มาซึ่งคริปโตหากมีมูลค่ามากกว่าจะถือว่ามีกำไรจากการโอนคริปโตและเป็นผลประโยชน์จากการโอนคริปโตซึ่งตีเป็น Capital Gain อันถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) ที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ตามมาตรา 50 (2) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องถือว่าผู้ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวให้แก่ผู้ชำระค่าสินค้าหรือบริการ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% ด้วย ทั้งยังมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กับต้องนำส่งภาษีที่ได้หักไว้ภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา
1
โอนคริปโตระหว่างพ่อ-แม่-บุตร ไม่เกิน 20 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี
ส่วนกรณีมีผู้โอนคริปโตให้ โดยผู้รับไม่ต้องทำงานตอบแทน เช่น ได้รับจากการแจกเหรียญ (Airdop) ได้รับรางวัลจากการชิงโชคหรือการให้โดยเสน่หาจากคนรู้จัก ถือว่าผู้ได้รับคริปโตเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) โดยผู้ได้รับต้องนำราคาของคริปโตไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.90
1
นอกจากนี้หากได้รับคริปโตในครึ่งปีแรกคือ เดือนมกราคม-มิถุนายน ต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.94 เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในวันที่ 30 กันยายน หรือ 8 ตุลาคม ของปีนั้น
2
อย่างไรก็ตาม การได้รับคริปโตอาจได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในบางกรณี เช่น กรณีที่พ่อแม่ให้คริปโตกับลูก กรณีที่ลูกให้คริปโตกับพ่อแม่ หรือกรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งให้คริปโตอีกฝ่าย เฉพาะมูลค่าของคริปโตที่ได้รับไม่เกิน 20 ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น
กรณีได้รับคริปโตมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปเป็นรางวัลชิงโชค ผู้จ่ายรางวัลจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5% เมื่อผู้ได้รางวัลถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว จะต้องนำมูลค่าของคริปโตในวันที่ได้รับไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.94 เพราะภาษีหัก ณ ที่จ่ายดังกล่าว ไม่ได้เป็น Final Withholding Tax แต่ถือว่าผู้ได้รางวัลได้เสียภาษีไว้ล่วงหน้า จึงสามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้แล้วไปเป็นเครดิตภาษีได้ และหากผู้ได้รับคริปโตขายคริปโตที่ได้รับแล้วมีกำไร ก็ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เช่นกัน
1
สำหรับผู้ได้รับคริปโตจากการทำงาน มีหน้าที่ต้องนำราคาของคริปโตไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.90 นอกจากนี้หากเป็นการได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5)-(8) ในครึ่งปีแรกคือ เดือนมกราคม-มิถุนายน ก็ต้องนำมูลค่าของคริปโตมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.94 ด้วย
สายขุดเหรียญต้องนำมูลค่าคริปโต ณ วันที่ได้ยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.90
ส่วนการขุดเหรียญคริปโต (Mining) ถือเป็นผู้มีเงินได้จากการทำงานอิสระ เพราะไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือผู้รับจ้างของใคร จึงถือว่ามูลค่าของคริปโตที่ได้รับจากการขุดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) โดยผู้ได้รับต้องนำมูลค่าของคริปโต ณ วันที่ได้รับ ไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.90
1
นอกจากนี้หากได้รับคริปโตดังกล่าวในครึ่งปีแรก ต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.94 ด้วย ทั้งนี้ หากมีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการขุด ก็สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย กล่าวคือ
-เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติ มีความเกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจแต่ละประเภทหรือต่อเงินได้แต่ละชนิด
-เป็นจำนวนที่สมควรและเหมาะสมแก่กิจการ
-ไม่เป็นรายจ่ายที่กฎหมายห้ามมิให้หักเป็นรายจ่าย
-ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการหักค่าใช้จ่ายพร้อมที่จะให้พนักงานตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตามมีข้อพึงระวัง หากค่าใช้จ่ายใดมีลักษณะเป็นการลงทุน หมายถึงค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ต่อกิจการการขุดเหรียญเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 1 ปี เช่น คอมพิวเตอร์ การ์ดจอ หรือเครื่องขุด ฯลฯ ผู้ขุดจะไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ภายในปีที่ซื้อทั้งจำนวน เพราะกฎหมายห้ามมิให้หักเป็นรายจ่าย แต่ต้องทยอยหักต้นทุนในรูปแบบค่าเสื่อมราคา ซึ่งทั่วไปมักหัก 20% ต่อปีภาษี แต่ค่าใช้จ่ายอื่นซึ่งไม่มีลักษณะเป็นการลงทุน เช่น ค่าไฟฟ้าหรือค่าอินเตอร์เน็ต ก็สามารถหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ในปีที่จ่าย นอกจากนี้ผู้ขุดหากขายคริปโตได้แล้วมีกำไร ก็จะถือว่ามีรายได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) ซึ่งต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ด้วยเช่นกัน
1
อานนท์ ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ ระบุด้วยว่า บุคคลที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตอาจมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นหน้าที่ของบุคคลนั้นที่จะต้องตรวจสอบบทบัญญัติของกฎหมายว่าตนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ อย่างไร เนื่องจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นภาษีอากรประเมิน กล่าวคือผู้เสียภาษีมีหน้าที่ประเมินตนเองเพื่อเสียภาษี และไม่สามารถอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อปฏิเสธการเสียภาษีได้
ซึ่งหากไม่เสียภาษีให้ถูกต้องก็อาจต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมทั้งรับโทษทางอาญา อย่างไรก็ตาม การไม่เสียภาษีอาจไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้มีหน้าที่เสียภาษีฝ่ายเดียว เพราะแม้ประเทศไทยจะมีบทบัญญัติของกฎหมายในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวกับคริปโตมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ยังคงมีปัญหาทางภาษีเกิดขึ้นอยู่เสมอ ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้
3
-ควรออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตโดยเฉพาะให้ครอบคลุมมากกว่านี้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีบทบัญญัติกฎหมายภาษีเกี่ยวกับคริปโตเพียง 2 มาตราเท่านั้น คือ มาตรา 40 (4) (ฌ) และ 50 (2) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเน้นไปที่การจัดเก็บภาษีจากกำไรที่ได้รับจากการโอนคริปโต แต่การใช้คริปโตทำธุรกรรมที่ก่อให้เกิดเงินได้ยังมีกรณีอื่นอีกหลายกรณี
-ควรแก้ไขมาตรา 40 (4) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ให้รวมเงินส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือหรือครอบครองคริปโตด้วย เพื่อป้องกันปัญหา
-เนื่องจากยังไม่มีหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากกรมสรรพากรในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโต กรมสรรพากรจึงควรออกแนวปฏิบัติหรือคำชี้แจงเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีในกรณีดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลให้บุคคลทั่วไปสามารถเสียภาษีได้ถูกต้อง
1
-กรมสรรพากรควรประสานกับ Exchange ต่างๆ เพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและวิธีการชำระภาษี เพื่อให้บุคคลที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตมีความรู้ ความเข้าใจ และเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง
-ในแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.94 ควรมีช่องให้ผู้เสียภาษีกรอกว่า ในปีภาษีนั้นผู้เสียภาษีได้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตหรือไม่ เพื่อเป็นการเตือนให้ผู้เสียภาษีทราบว่าอาจต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และป้องกันไม่ให้ผู้เสียภาษีอ้างว่าไม่ทราบว่าต้องนำเงินได้พึงประเมินจากการทำธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตมาเสียภาษี
-ควรยกเลิกการตีความการเสียภาษีตามหลักถิ่นที่อยู่ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/696 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2530 ที่ว่าต้องนำเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากแหล่งเงินได้นอกประเทศเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันกับปีภาษีที่มีเงินได้พึงประเมินด้วยจึงจะต้องเสียภาษี เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษี
-ควรยกเลิกการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (2) (ฉ) สำหรับกำไรที่ได้รับจากการโอนคริปโต ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) เพราะทำได้ยากในทางปฏิบัติ และสร้างภาระแก่ผู้มีเงินได้และผู้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินสมควร
คนในวงการห่วง ไม่มีใครอยากใช้คริปโตชำระซื้อสินค้า
ด้าน เอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งซิปเม็กซ์ (Zipmex) ประเทศไทย กล่าวว่า การเก็บภาษีคริปโตไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีหลายประเทศที่ทำอยู่ แต่การที่ไทยกำหนดให้ผู้ที่เทรดคริปโตจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ของกำไร และต้องยื่นแบบแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี รวมถึงผู้ขายสินค้าและบริการต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยในกรณีที่ใช้คริปโตในการชำระ สะท้อนว่าภาครัฐมองคริปโตเป็นทั้งสินค้าและสินทรัพย์ ซึ่งอาจจะต่างจากคนอื่น
2
“ผมเข้าใจว่าการที่กฎหมายเรากำหนดให้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย เพราะภาครัฐอาจไม่ต้องการให้มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้จ่ายหรือเอามาลงทุนเก็งกำไรกันเยอะ เพราะแบงก์ชาติก็ได้ออกมาระบุชัดว่าไม่สนับสนุนให้ใช้คริปโตชำระค่าสินค้าและบริการ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ถือเป็นผลกระทบเชิงลบต่อการพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เพราะคงไม่มีใครอยากใช้คริปโตชำระสินค้าถ้าต้องเสียภาษี ต้องมีภาระรายงานการหักภาษี” เอกลาภกล่าว
4
เอกลาภระบุว่า โดยส่วนตัวมองว่าการเก็บภาษีคริปโตและการที่กฎหมายระบุให้มีหน้าที่ต้องรายงานภาษีถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะบางครั้งการเก็บภาษีก็ช่วยพัฒนาวงการได้ แต่ประเด็นที่อยากให้มีความชัดเจนมากขึ้นจากปัจจุบันคือ เวลารายงานจะมีวิธีคำนวณอย่างไร เพราะยังไม่มีความชัดเจน และการออกมาอธิบายจากหน่วยงานรัฐ เช่น กรณีถ้าซื้อ Stable Coin มาแล้วราคาขึ้นตามเงินดอลลาร์จะถือเป็นกำไรหรือไม่ หรือกรณีถ้าถือข้ามปีจะคิดเป็นกำไรหรือไม่ ถ้าขายแล้วนำเงินไปลงทุนต่อแล้วขาดทุนจะคำนวณอย่างไร
4
“วิธีการและการคำนวณภาษีควรจะมีความกระชับ ชัดเจนและเข้าใจง่าย หลายคนที่ผมรู้จักอยากเสียภาษีแต่ไม่รู้ว่าจะคำนวณอย่างไร ในฐานะผู้ให้บริการ Exchange ตลอดปีที่ผ่านมา Zipmex ก็มีความพยายามพัฒนาระบบที่จะช่วยคำนวณกำไรขาดทุน แต่ต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆ กรณีที่กรมสรรพากรบอกว่ามีระบบ Data Analytics ที่สามารถตรวจสอบได้ ถ้ามีอัลกอริทึมที่ล้ำสมัยได้ขนาดนี้จริงก็จะดีต่อวงการมาก” เอกลาภกล่าว
3
เรื่อง: THE STANDARD WEALTH
อ้างอิง:
บทความ ‘ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและปัญหาทางภาษีเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี’ อานนท์ ทัศน์เอี่ยม ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
จะไปเที่ยวดวงอาทิตย์ แต่รถยังติด ที่แยกดาวเสาร์
จะคิดกำไร ควรให้เอาที่ขาดทุนมาคำนวณด้วย เช่นทั้งปี หักกลบลบหนี้เหลือเท่าไหร่แล้วค่อยเสียภาษี ถ้าคิดเฉพาะกำไร มันคือการปล้นชัดๆ
  • กำลังนิยมในบล็อกดิต
    เร่งรับรองผลเลือกตั้ง เร่งผู้ว่าฯ ชัชชาติทำงาน | #บทบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ สุดยอดคนไฟแรงวินาทีนี้ต้องยกนิ้วให้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะนับตั้งแต่ชนะเลือกตั้งมาแบบถล่มทลายกว่า 1.3 ล้านคะแนน สูงสุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เจ้าตัวก็ลงพื้นที่ไม่ได้หยุดหย่อน
    XO INNOVATOR AWARD 2022 XO Innovator คืออะไร? ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานทุกอย่างล้วนมีปัญหาเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝั่งโรงงานหรือฝั่งออฟฟิศ และเอ็กโซติค ฟู้ด ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จนเกิดไอเดียจัดกิจกรรมประกวด XO Innovator Award ปี 2022 ให้กับพนักงานได้เข้าร่วมการเสนอแนะข้อเสนอจากปัญหาต่างๆ ที่ตัวเองเจอในการทำงาน
    กรณีศึกษา ลำพูน ศูนย์กลางอุตสาหกรรม ของภาคเหนือ 209,668 บาท คือ GPP ต่อหัวของชาวลำพูนในปี 2563 เรียกได้ว่าสูงที่สุดในภาคเหนือของไทย และสูงเป็นอันดับที่ 17 ของประเทศ
    สัญญาณอะไรที่บอกว่าคุณกำลังมาถูกทางแล้ว? | 5M EP.1206 “ชีวิตคนเรานั้นสั้น” หนึ่งในความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นอยากทำอะไรก็ควรรีบทำ ก่อนที่จะสายไปและไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น การมัวแต่เสียเวลาหรือติดแหง็กกับเรื่องไม่เป็นเรื่องก็ยิ่งทำให้เวลาชีวิตน้อยลงไปอีก ในพอดแคสต์ 5M EP. นี้ ไปรับฟังถึง 5 สัญญาณที่บอกว่าชีวิตของคุณกำลังมาถูกทางแล้วกัน
    ดูทั้งหมด