6 ม.ค. 2022 เวลา 13:18 • ความคิดเห็น
อย่าเร่งรัดกับชีวิต..แต่จงดูว่า ณ.จุดที่คุณเดินมาถึงตรงนี้ คุณมีฐานอยู่แค่ไหน คนบางคนที่เขามีน่ะในตอนนี้ 96% คือการมีแบบพ่อแม่สร้างให้ทั้งนั้น หรือต่อยอดจากฐานของครอบครัว บางคนเริ่มชีวิตจากติดลบ ส่งตัวเองเรียน...กว่าจะจบกว่าจะทำงาน บ้านต้องเช่า และยิ่งเจอความผันผวนของงานและเศรษฐกิจ..แค่ไม่ต้องเป็นหนี้..ไม่แบมือขอใคร ก็ถือว่ามาได้ไกลแล้ว
ถ้าคุณคิดว่าความสำเร็จของชีวิตคือวัตถุธาตุ..มีบ้าน มีรถ มีเงิน คุณคิดเเบบสังคมของคนหลงวัตถุ แต่ถ้าอายุขนาดนี้ งานที่คุณทำมั่นคงหรือยัง พ่อแม่บุพการีคุณคืนท่านหรือยัง..นั่นเป็นฐานแห่งมนุษย์ที่สูงแล้ว คุณอาจยังไม่มีบ้าน มีรถเป็นของตัวเอง แต่คุณมีกิน ใช้ ส่งให้พ่อแม่บ้างอย่างลูกผู้กตัญญู..ไม่เป็นหนี้สินรุงรัง..แค่นั้นก็คือความน่าภาคภูมิใจของคุณแล้ว เราเคยเริ่มจากแทบจะติดลบนะ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย พ่อครอบครัวแทบจะไม่มีกิน อย่าว่าแต่ส่งเรียนเลย ค่าเทอมตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมเราต้องใช้เงินเก็บ ค่าหน่วยกิตค่าเรียนมหาวิทยาลัย เราต้องหารายได้พิเศษเอาสมัยนั้นก็ไม่มีงานสำหรับนักศึกษาเท่าไหร่
พอจบมาทำงานช่วงนั้นคนก็ตกงานเยอะ อาศัยว่าเราเรียนดีและเป็นคณะที่ต้องการของตลาด เราเปลี่ยนงานช่วงแรกอยู่ 2-3 ที่เพราะต้องการเงินเดือนที่สูงกว่า เงินเดือนที่ได้ ป.ตรีในตอนนั้นราชการเริ่ม 4700.แต่เราเริ่มเอกชน.อยู่ที่ 6500 ถ้าเราใช้คนเดียวกผ็คงพอแต่น้องเรา..พ่อเรา พี่ที่ตกงาน..เราจึงตะกายเพิ่มประสบการณ์ ทุกวันนี้เราพ้นแล้ว..แต่สิ่งที่เราภูมิใจมิใช่บ้าน หรือธุรกิจ แต่เป็นเพราะเราส่งน้องเรียนจบ มีเงินส่งให้พ่อใช้ เจือให้พี่ตอนเขาตกงานเรายังจำเงินเดือนแรกที่ออกมา 6300 กว่าบาทหลังจากหักภาษี เราให้พ่อเราหมด เพราวันนั้นพ่อเราไม่มีเงินสักบาท..นั่นเป็นสิ่งที่เราภูมิใจที่สุดในชีวิตก็ว่าได้
ไปต่อกับชีวิต..สิ่งที่คุณต้องควรคิดคือ..ฐานรากและความมั่นคงของชีวิต.. ทรัพย์สมบัติจะค่อยๆมา คุณจะไม่ล้มเมื่อรากฐานแน่น
โฆษณา