15 ม.ค. 2022 เวลา 04:40 • ความคิดเห็น
จากประเด็น #ไม่รับปริญญา และมี issues ที่เป็นแรงกระเพื่อมทางสังคม เราอยากนำเสนอมุมมองดังนี้
1) ใครใคร่รับ ก็รับไป ใครไม่สะดวกไม่ต้องรับ แค่นั้น เป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ควรมีใครมาบังคับใครให้รับ หรือกดดันไม่ให้รับ เคารพสิทธิของคนอื่น และสบายใจที่จะอยู่ร่วมกันได้ บนทางเลือกของการปฏิบัติ ที่ไม่ควรต้องตั้งคำถามอะไรกัน เพราะไม่ควรมีใครเสือกสงสัยในชีวิตคนอื่นอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง และไม่ได้ทำใครเดือดร้อน
2) ในความเป็นจริง การรับปริญญา เป็นเรื่องความภาคภูมิใจส่วนบุคคล ที่เราควรเลือกได้ว่า เราอยากจะให้วันนั้นของเราเป็นอย่างไร ในมุมของตัวบัณฑิตเอง แต่ด้วยค่านิยมไทย ความภูมิใจก็เป็นของครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ส่งเสียเล่าเรียน แน่นอนว่า ผู้รับปริญญาส่วนหนึ่งทำเพื่อคนที่เขารัก เผลอๆไปรับปริญญาเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อความสุขความภูมิใจของตัวเองด้วยซ้ำ
3) ส่วนตัว ในฐานะของคนที่เข้ารับปริญญาจริงมา 2 ปริญญา กับ 1 เหรียญทอง รวมเป็น 3 รอบ เรามองว่า ชุดครุยร้อนมาก เครื่องแต่งสำอางเหอะหนะ พิธีรีตรองเยอะแยะ ต้องซ้อม 2 รอบ เสียเวลา และสิ้นเปลืองเงินทองค่าใช้จ่ายหลายสิ่งมากกับพิธีกรรมนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งรูปที่แปะฝาบ้านให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจมา 1 รูป ไม่รู้คุ้มไหม คิดเอาเองละกันนะ แต่ส่วนตัว คิดว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่รับปริญญา ไม่ได้ให้คุณค่าขนาดนั้น
4) เราเข้าจุฬาฯ ปี 2548 รับปริญญาตอน 2552 ทำงานมา 10 กว่าปี ย้ายบริษัทค่อนข้างบ่อย ทั้งบริษัทไทย และบริษัทข้ามชาติ ยังไม่เคยเจอบริษัทไหนขอแนบรูปรับปริญญา HR ทุกคนสัมภาษณ์เราบนศักยภาพ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ และทักษะการสื่อสาร เราผ่านสัมภาษณ์งานโดยที่ไม่เคยมีประเด็นขอแนบรูปรับปริญญา เจ้านายฝรั่งไม่เคยขอดูรูปเราใส่ชุดครุย เราว่า nonsense มาก ไร้สาระจริงๆนะ
5) ทุกวันนี้ trend ของพฤติกรรมบัณฑิตเปลี่ยนแปลงไปตามค่านิยมสากลที่สอดรับกับค่านิยมของโลก ความนิยมในการเข้าพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรลดลงไป แบบที่สามารถเอาข้อมูลมายืนยันกันได้จริงๆ ล่าสุดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ทัศนัย คณะวิจิตรศิลป์ แจ้งตัวเลขบน facebook ของตัวเองว่า
"มช. รับปริญญาครั้งที่ 55 มีผู้จบจำนวน 4,059 มีผู้รับจริง 2,356 คน กิตติมศักดิ์ 12 รวมเป็น 2,368 คน คิดเป็น ไม่เข้ารับ 42% จบข่าว"
ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงของการให้ความสำคัญในพิธีกรรมสำหรับเยาวชน มองว่าไม่จำเป็นมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเรื่องปกติในสังคม ที่มีทางเลือกไม่ว่าจะรับ หรือไม่รับ ไม่ใช่เรื่องต้องกังขาในตัวบัณฑิตเลย
6) ถามว่า ถ้าผู้ประกอบการใช้เกณฑ์ของการมีรูปถ่ายรับปริญญาเป็นเกณฑ์ในการรับคนเข้าทำงาน มันสมควรไหม? ต้องถามกลับเหมือนกันว่า คุณรู้ใช่ไหม ว่าคนคุณภาพจะเลือกบริษัทคุณภาพ ดังนั้น "แค่คุณก้าวก่ายในสิทธิส่วนบุคคล ที่ไม่เกี่ยวกับองค์ประกอบของเกณฑ์ที่ควรจะเป็นในการรับคนเข้าทำงาน" บัณฑิตที่ฉลาด จะเลือกบริษัทที่ฉลาดอยู่แล้ว เขามองออกตั้งแต่สมัครงาน บริษัทที่ไม่ใช่ก็ไม่ได้น่าสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน
7) เราคงเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีนายจ้างบางส่วนไปสร้างค่านิยมที่ไม่สอดรับค่านิยมสากล พยายามขู่บัณฑิตให้กลัวการตกงาน แล้วคิดเองว่าโลกทั้งใบจะหยุดยืนหยัด เพื่อธำรงไว้ในสิ่งที่ตนต้องการ ถ้าคุณยิ่งใหญ่ขนาดนั้น บังคับขอดูรูปรับปริญญาเด็กจบใหม่ หรือใช้มันเป็นเกณฑ์เข้าทำงานจริงๆ คุณคงลืมไปว่าบริษัทขับเคลื่อนด้วยคนมีความสามารถ รูปรับปริญญาไม่ได้ชี้วัดศักยภาพ แล้วบริษัทของคุณจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร เมื่อคุณได้คนดีที่ตรงใจ ซึ่งอาจจะไม่ใช่คนเก่งคนเชี่ยวชาญในงานนั้นๆมากพอ เพราะเกณฑ์ที่รับคนเข้ามามันผิดแต่แรก
8 ) บางที คนที่มาขู่เด็ก พวกคุณก็ไม่ได้มีกิจการกันทุกคนหรอกนะ แต่ใช้ insight ของเด็กที่กลัวการตกงานมาขู่พวกเขา เพื่อรั้งค่านิยมของตัวเอง ให้โลกทั้งใบยังหยุดอยู่ที่ค่านิยมที่ตนต้องการ ในขณะที่โลกทั้งใบมันเคลื่อนไปข้างหน้าแล้ว
9) สำหรับนายจ้างที่มั่นใจในชุดตรรกะ หรือค่านิยมเรื่องการรับปริญญา ใช้เป็นเกณฑ์เข้ารับทำงาน พวกคุณน่าจะโปรโมท และลองแปะป้ายหน้าบริษัทดู คุณจะได้เห็นว่าสังคมมีพลวัตต่อแบรนด์ของคุณ หรือบริษัทของคุณอย่างไรบ้าง ให้มันกล้าๆหน่อย จะได้รู้ว่านโยบายในการเข้ารับคนทำงานของบริษัทคุณ จะส่งผลต่อผลกระกอบการของคุณอย่างไรในเร็ววัน มั่นใจว่าถ้าคุณกล้าทำแบบใจถึง คุณต้อง 'ปัง ปัง ปัง' แน่นอน
'รับหรือ ไม่รับปริญญา ก็สิทธิส่วนบุคคลของบัณฑิต เราอย่าเสือก'
ส่วนเจ้าของกิจการตรรกะแบบนั้น ก็ขอให้โชคดี และกิจการรุ่งเรืองนะ
#ThinkTalkLoud
#ตุ๊ดส์review
โฆษณา