เวลา / Anatomy of Time
เล็งๆจะดู เวลา / Anatomy of Time มาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัดก็เลยจัดเรื่องอื่นไปก่อน จนกระทั่งข้ามมาสัปดาห์นี้ที่โชคดีเหลือเกินที่หนังยังไม่หลุดออกจากโรง ก็เลยได้ดูเสียที แล้วถ้าไม่ดูวันนี้คือไม่ทันแล้วนะครับ โรงแถวบ้านไม่มีเรื่องนี้อยู่แล้วในรอบฉายของวันพรุ่งนี้
หนังเล่าเรื่องราวของ แหม่ม ใน 2 ช่วงเวลา โดยในวัยสาว เธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ทางภาคเหนือของไทย โดยมีหนุ่มมาติดพัน 2 คน คนหนึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา อีกคนหนึ่งเป็นนายทหารที่มาปฏิบัติราชการลับในพื้นที่ที่เธออาศัยอยู่ หนังตัดสลับมายัง แหม่ม ในวัยชราที่ต้องคอยดูแลสามีที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ทุกวันเธอต้องคอยปรนนิบัติพัดวีสามีที่แทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
หนังไม่ได้เล่าเรื่องแบบเรียงตาม timeline นะครับ order of events จะสลับไปสลับมา เดี๋ยววัยสาว เดี๋ยววัยชรา เดี๋ยวเดินหน้า เดี๋ยวถอยหลัง ต้องค่อยๆจับเอาแต่ละชิ้นส่วนของกาลเวลามาปะติดปะต่อกันเองไปเรื่อยๆจนได้ภาพที่สมบูรณ์ของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา
เราทุกคนรับรู้และเข้าใจกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่ากาลเวลาไม่อาจย้อนกลับคืนมาได้ กาลเวลามีแต่เดินไปข้างหน้า และมันก็นำพาเอาชีวิตของเราทุกคนไปข้างหน้าพร้อมๆกันกับมัน เราในฐานะที่เป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาจะทำได้ก็เพียงแค่เดินตามเส้นทางของเราไปตามกาลเวลาที่ไม่มีวันหยุดเดินหน้าและไม่มีวันเดินถอยหลัง ดังที่หนังวางพื้นฐานตัวละคร แหม่ม ว่าเป็นลูกสาวช่างซ่อมนาฬิกา ขนาดเธอและพ่ออยู่กับนาฬิกามาทั้งชีวิต ก็ไม่อาจบังคับให้เวลาเดินถอยหลังได้
เวลาไม่ได้เป็นมิตรและไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร แต่การมีอยู่ของมันล้วนแล้วแต่มีผลกระทบกับเราทุกคน เคยได้ยินใช่ไหมครับว่าทุกคนมีเวลาเท่ากันในแต่ละวัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้เวลาเหล่านั้นได้อย่างคุ้มค่า การดำรงชีวิตอยู่ของเราก็ต้องเลือกที่จะทำและไม่ทำอะไรบางอย่าง แล้วเคยใช่ไหมที่วันนึงมานั่งนึกดูแล้วรู้สึกดีใจหรือไม่ก็เสียใจในสิ่งที่เลือกและทำและสิ่งที่ไม่ได้เลือกและไม่ได้ทำ จะไปเรียกร้องกับกาลเวลาให้มันเดินถอยหลังเพื่อกลับไปยังวินาทีที่เกิดการตัดสินใจเหล่านั้นมันก็ทำไม่ได้ ทำได้ก็เพียงเรียนรู้และยอมรับในสิ่งที่ตัดสินใจในตอนนั้นและส่งผลกระทบมาในตอนนี้เท่านั้น
หนังใช้ภาพในการเล่าเรื่องได้อย่างลึกซึ้งและกินใจ หลายฉากหลายตอนที่หนังใช้ภาพธรรมชาติเป็นตัวแทนของกาลเวลาโดยการแช่กล้องไว้ที่ลำธาร ได้เห็นสายน้ำที่ไหลไปโดยไม่ย้อนกลับมา บางครั้งก็จับภาพนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ กินผลหมากรากไม้ ขี้ลงดิน และต้นอ่อนของพืชพรรณก็เติบโตขึ้น 
หนังพูดถึงทางเลือกที่ แหม่ม เลือกเดินได้อย่างเฉียบคมผ่านฉากหนึ่งที่พูดถึง ผึ้งหลวง ที่ชาวบ้านไปตีมาจากในป่าว่าน้ำผึ้งเป็นของวิเศษ ใช้ทาหน้าบำรุงผิวได้ดีนัก สลับกับอีกฉากหนึ่งที่นายทหารหนุ่มหิ้วน้ำหอมจากเมืองนอกมาฝากเธอ
น้ำผึ้งและน้ำหอมจึงเป็นตัวแทนทางเลือกระหว่างชาย 2 คน และ วิถีชีวิต 2 แบบ เธออาจจะเลือกหนุ่มชาวบ้านและมีชีวิตที่เรียบง่ายอยู่ในชนบทไปจนแก่เฒ่า หรือเธอจะเลือกนายทหารหนุ่มและกลายไปเป็นภริยานายทหารที่มีชีวิตอยู่ในสังคมวงราชการ และเมื่อเธอเลือกแล้ว วันหนึ่งข้างหน้า เธอจะเสียใจในสิ่งที่เธอเลือก และเสียดายในสิ่งที่เธอไม่ได้เลือกหรือไม่
อีกส่วนหนึ่งที่ชอบมากก็คือ ลาภยศสรรเสริญและหน้าที่การงานตลอดจนทุกทางเลือกที่คนหนึ่งคนเลือกที่จะทำหรือเลือกที่จะไม่ทำในช่วงเวลาหนึ่ง มันอาจจะส่งผลให้เจริญเติบโตในหน้าที่การงานและมีชีวิตที่ดีอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อกาลเวลาเดินหน้าไปและวันแห่งความรุ่งเรืองสิ้นสุดลง ทางเลือกเหล่านั้นมันอาจจะส่งผลให้เราเป็นเพียงเศษซากของอดีตที่ไร้ความสำคัญและเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง
คงไม่มีใครตอบได้ว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ในวันนี้ที่มันเกิดขึ้นมาจากการตัดสินใจเลือกทำหรือไม่ทำอะไรมาในอดีต วันนึงในอนาคตมันจะมีผลอย่างไรกับตัวเรา วันที่นอนเป็นร่างไร้วิญญาณอยู่ในโลงหน้าเมรุเผาศพ จะมีใครสักกี่คนที่มายืนส่งคุณเป็นครั้งสุดท้าย และคนเหล่านั้นจะพูดถึงคุณอย่างไร เสียดายนะที่คุณได้ตายไป หรือสมน้ำหน้าคุณและสาปแช่งว่าทำไมไม่ตายให้เร็วกว่านี้ กาลเวลาเท่านั้นที่จะอยู่เป็นพยานเมื่อวันนั้นของคุณมาถึง
หนังยังใส่บริบททางการเมืองไว้อย่างแยบยลอีกด้วย ด้วยเรื่องราวของ แหม่ม ในวัยสาว เกิดขึ้นในยุค 1960’s ที่เราเป็นลูกไล่อเมริกันแบบเต็มตัว เราปกครองแบบเผด็จการทหารที่มีอเมริกาหนุนหลัง เราทำสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ตัดสลับมายังช่วงเวลาปัจจุบันที่ แหม่ม เป็นหญิงชรา พคท แตก คอมมิวนิสต์ล่มสลาย อเมริกาถอนทัพและปิดฐานทัพไป แต่เราก็ยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่กระท่อนกระแท่น หลายจังหวะ หลายช่วงเวลา เราสลับกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของทหาร กาลเวลาเดินหน้ามา 50-60 ปี โดยไม่หยุด แต่ดูเหมือนการเมืองการปกครองของเราบางครั้งก็หยุดอยู่กับที่และถอยหลังเสียงั้นแหละ
หนังดูยากพอสมควรและไม่ใช่หนังที่จะเข้าถึงคนหมู่มากได้ง่าย ทั้งที่จริงๆแล้วมันก็เป็นเพียงเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตัดสลับช่วงเวลาระหว่างวัยสาวกับวัยชรา หากแต่วิธีการเล่าเรื่องที่ไม่ได้เดินเรื่องตามช่วงเวลา บวกกับเหตุการณ์และสถานการณ์ในหนังที่ดูเหมือนบางครั้งก็ไม่มีที่มาที่ไปและไม่มีเหตุผลมารับรอง ใครจิตไม่แข็งอาจจะมีเดินออกจากโรงได้กันเลยทีเดียว แต่ถ้าใครเข้าถึงและเข้าใจ รับรองเลยครับว่านี่คือหนังที่ดีเรื่องหนึ่งในชีวิตอย่างแน่นอน
โฆษณา