ทำไมเรารู้หมดแล้วแต่ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี?
1
สิ่งที่เป็นความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริยธรรม หรือ ธรรมะก็ตาม กับสิ่งที่ใจเราจะทำอย่างนั้นได้จริง มันเป็น ‘คนละเรื่องเดียวกัน’
2
มนุษย์ใช้เวลาไม่นานในการเรียนรู้ที่จะท่องจำ แต่เราใช้เวลานานมากในการให้จิตเข้าถึงสภาวะนั้นได้จริง
ความทุกข์โดยส่วนมากมักเกิดจากความคิดของเราเอง
ทางด้านร่างกายนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากความคิดทั้งสิ้น
ยกตัวอย่าง หากบริษัทของคุณกำลังจะขาดทุน แล้วพอตกกลางคืนนั้น คุณนอนไม่หลับ
ณ ตอนนั้น คุณกำลังทุกข์เพราะเงิน หรือทุกข์เพราะความคิด
ใช่แล้ว.. คุณกำลังทุกข์เพราะความคิดนั่นเอง
เพราะจริง ๆ แล้วถ้าเราจะแก้ปัญหาก็ไปแก้ตอนกลางวัน แต่อะไรที่เราทำไม่ได้ ณ ตอนนี้ เราก็ต้องหยุดทำ
แต่ทีนี้ความคิดมันไม่เลิก ความคิดมันเปิดสวิชต์ไปเรื่อย ๆ
เสียงของความคิดมันดัง ความทุกข์มันผ่านมาทางความคิด พอคิดให้มันเป็นทุกข์มันก็เป็นความทุกข์
1
เวลาที่เราวางความคิด.. ธรรมชาติเวลาเราวาง สักพักมันก็จะถูกดึงดูดเข้ามาเช่นเดิม
ดังนั้น ขอให้เข้าใจคำ 2 คำ และแยกมันให้ออก ระหว่างคำว่า “เข้าใจ” และ “รู้สึก” หรือ “รู้สภาวธรรม”
2
เรื่องของจิตใจหรือธรรมะทั้งหมดที่เราเรียนรู้มาตั้งแต่เล็กจนโต หรือคุณธรรม จริยธรรมต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เราเข้าใจ แต่เราไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นได้จริง
เช่น “การปล่อยวางจะนำมาซึ่งความสุข และวางความทุกข์ลงได้”
สมมุติคุณกำลังคิดเรื่องอดีตที่ผ่านไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว ทีนี้เพื่อนคุณมาบอกว่าให้คุณปล่อยวาง
คำถามคือปล่อยวางต้องทำยังไงบ้าง?
ลองคิดดูดี ๆ ปล่อยวางจริง ๆ มันไม่ต้องทำอะไร
การทำอะไรสักอย่าง มันทำให้เกิดการปล่อยวางไม่ได้ คุณยิ่งทำ มันยิ่งไม่ปล่อยวาง
ปล่อยวางนั้นไม่ต้องทำอะไรเลย
แต่การไม่ทำอะไรเลย มันเป็นเรื่องที่เราทำไม่ได้
เราทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นไม่ทำอะไรเลย เราก็เลยคิดไปเรื่อย ๆ
คนในโลกทุกวันนี้มักจะให้ความสำคัญกับความคิด หรือทัศนคติ
มักกล่าวกันว่า คนเราสำคัญที่ทัศนคติ
แต่จริง ๆ แล้วทัศนคติเป็นเรื่องที่เปลี่ยนง่ายที่สุด เพียงแค่อ่านหนังสือสักเล่ม หรือเข้าคอร์สเรียน คุณก็เข้าใจได้ทั้งหมด
ทัศนคติคือหมุดหมาย คืออุดมการณ์ คือสิ่งที่เราคิดว่ามันจะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้
แต่ตัวที่ทำให้ไปไม่ถึงหมุดหมายก็เพราะว่าจิตใจเราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ
เช่น เรารู้ว่าการนินทาว่าร้ายเป็นสิ่งไม่ดี แต่เราก็ยังอยากพูดอยากเล่าต่อ
ที่จริงคนเราถ้าสภาวธรรมเขาถึง เขาไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากมายเลย
1
ฉะนั้นเราต้องแยกให้ออกระหว่างความรู้ธรรมะ และ จิตที่รู้ธรรมะ ว่ามันเป็นคนละส่วนกัน
ในเรื่องของความรู้สึก คือความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนเกิดจากการสะสมมาทั้งนั้น
จิตที่มีความทุกข์ง่าย คือจิตที่สะสมความทุกข์ไว้ในปริมาณมหาศาล
จิตที่มีความทุกข์ได้ยาก ก็คือจิตที่สะสมความทุกข์ไว้ในปริมาณไม่มาก
เมื่อมีทุกข์ แทนที่จะดีดมันทิ้ง คุณกลับเข้าไปแช่อยู่ในนั้น
พอเข้าไปแช่ครั้งที่ 1 จิตมันก็จะเกิดความคุ้นเคย พอมีครั้งที่ 2..3..4 แม้ว่าเราจะบอกว่าไม่อยากมีความทุกข์ แต่ลึก ๆ แล้ว มันคุ้นกัน จิตมันก็จำสภาวะนั้น
เพราะฉะนั้นหากเราจะมีความสุขได้ หรือเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราไม่ได้เปลี่ยนอย่างทันทีทันควัน แต่เราต้องดูแลความคิด ความรู้สึก หรือเวทนา หรือ สัญญาต่าง ๆ ที่เข้ามาในแต่ละขณะ
ต้องเรียนรู้ที่จะวางมันลง อย่าเข้าไปแช่กับมันนาน
จิตนี้ถ้าเข้าไปแช่ในสิ่งไหน มันจะจำสิ่งนั้น และมันก็จะดึงดูดสิ่งนั้นซ้ำ ๆ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นไปได้ยากคือ เวลาจิตจำอะไรก็ตามแต่ อารมณ์อะไรก็ตามแต่ คุณต้องทำในสิ่งที่ตรงข้าม
คือทำไปทั้ง ๆ ที่ไม่อยาก
คุณต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ควรจะทำ
ความยากมันอยู่ตรงนี้
สิ่งที่เราทำมากสุดในชีวิตคือสิ่งที่เราอยากทำ ไม่ว่าจะควรหรือไม่ควร
พัฒนาขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเป็นคนที่ทำสิ่งที่ควรทำและอยากทำด้วย
เช่น คนขี้โมโหแต่ใจกว้าง สิ่งที่เขาจะทำก็คือ เมตตา เช่น บริจาค การให้ต่าง ๆ
เพราะทำแล้วรู้สึกดี และทำง่ายตรงจริตความใจกว้างของตัวเอง
แต่จริง ๆ แล้วให้จำไว้เลยว่า ถ้าจะพัฒนาจิตวิญญาณ ต้องไปตีกิเลสที่มันร้ายที่สุด ไม่ใช่ไปทำของง่าย
ทุก ๆ คนจริตแตกต่างกัน ต้องสังเกตให้ได้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน
ไม่ว่าจะ ขี้โมโห ขี้เหนียว ขี้เกียจ...
ต้องเอามาตัวหนึ่ง ตัวที่ร้ายกาจที่สุด แล้วมาเริ่มจากตรงนั้น
1
คุณจะรู้สึกว่ามันทำได้ยาก เพราะคุณต้องไปทำในจริตที่มันเป็นคู่ปรับกัน
วันที่คุณลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ย้อนศร ตรงกันข้ามกับความต้องการของตัวเอง เรียกว่าเป็น “การสั่งสมอนุสัยใหม่”
อนุสัย แปลว่า กิเลสที่นองเนื่อง ที่เป็นพื้นฐานชีวิตเรา
1
บางคนสะสมอนุสัยความเศร้า ความโกรธ ความวิตกกังวล
เราจะมีพื้นจิตซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกันอันเกิดจากการสั่งสมมา
หากจะสั่งสมอนุสัยใหม่ ให้คุณทำตัวเหมือนคนดูต้นทาง
คือก่อนที่คุณจะให้ใครเข้ามา คุณต้องดูว่าเขาควรจะเข้ามาไหม
ไม่ใช่ไปดูว่ามันเป็นเรื่องนี้ เราเลยต้องคิดแบบนี้
เพราะเราต้องไม่ลืมคิดไปว่า คนบางคนเข้ามาทำให้เรารู้สึกไม่ดี แต่คน ๆ นั้นไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป
จิตที่เราสั่งสมต่างหากจะอยู่กับเราตลอดไป ถึงขนาดอยู่ไปทุกภพทุกชาติตราบใดที่ยังต้องเกิดอยู่
เพราะฉะนั้นวิธีแก้คือเราต้องรู้จักเลือก.. รู้ว่าสิ่งไหนควรอยู่ สิ่งไหนควรรีบวาง
ต้องไม่ลืมที่จะฝึกฝนเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณอยู่เนือง ๆ ฝืนกิเลสดูบ้าง ทำบ่อย ๆ เข้า เราจะได้ประโยชน์เสียเอง
ทีนี้จะได้เลิก “รู้แต่ทำไม่ได้” กันสักที
.
คัดเนื้อหาบางส่วนจากวิดีโอ วิธีแก้นิสัย ให้ได้ผลจริง โดย พศิน อินทรวงค์
สามารถรับฟังคลิปเต็มได้ที่:
3.1K รับชม
    เล่าตามสไตล์วาดไปกับนก
    ต้องฝึกบ่อยๆ ขอบคุณค่ะคุณมายด์😊
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      Jack Ma อยู่ในโตเกียว เก็บตัวเงียบ หลังรัฐบาลจีนไล่ปราบบริษัทเทคโนโลยี รายงานล่าสุดจาก Financial Times เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (29 พฤศจิกายน) ระบุว่า Jack Ma ผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba หลบมาอาศัยอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เกือบ 6 เดือน แล้ว แหล่งข่าวที่อ้างว่ารู้ที่อยู่ของเขายังเสริมว่า ขณะที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เจ้าตัวก็แวะเวียนไปตามชนบท รวมถึงบินไปสหรัฐฯ และอิสราเอลอยู่เป็นประจำ ซึ่งมหาเศรษฐีชาวจีนคนนี้มีเพื่อนสนิทอยู่ในญี่ปุ่นด้วย นั่นก็คือ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งเป็นและเป็นนักลงทุนรายแรกๆ ใน Alibaba
      อะไรที่ทำให้สหรัฐอเมริกา เป็นสุดยอดแห่งวงการ Healthcare ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่คงเคยได้ยินชื่อของบริษัท Healthcare ระดับโลก พร้อมกับชื่อวัคซีนหลากหลายแบรนด์ในช่วงที่ผ่านมา เช่น Moderna และ Pfizer หากสังเกตให้ดี ก็จะพบว่าชื่อแบรนด์ในอุตสาหกรรม Healthcare นั้น ล้วนมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาแทบทั้งนั้น
      เศรษฐกิจรัฐแคลิฟอร์เนีย จะรวยแซงประเทศเยอรมนีแล้ว รัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากร 39.24 ล้านคน (ข้อมูลปี 2021) ในขณะที่เยอรมนี มีประชากร 83.13 ล้านคน (ข้อมูลปี 2021)
      ‘แอน จักรพงษ์’ ขายหุ้น JKN 70 ล้านหุ้น รวมมูลค่าขายกว่า 309 ล้านบาท รายงานจาก ก.ล.ต. ระบุว่า จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือ แอน จักรพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN ได้ดำเนินการจำหน่ายหุ้น JKN เป็นระยะเวลา 4 วันติดต่อกัน (23-28 พฤศจิกายน) รวมจำนวน 70 ล้านหุ้น ที่ราคาขายเฉลี่ย 4.10-4.74 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าขายทั้งสิ้น 309 ล้านบาท
      ดูทั้งหมด