7 ก.พ. 2022 เวลา 14:31 • ธุรกิจ
โทษคนอื่นเท่าภูเขา โทษตัวเราเท่าเส้นผม
เคยเห็นเรื่องแบบนี้บ้างไหมครับ
พ่อแม่จูงลูกตัวเล็ก ๆ เดินไปแล้วพอลูกหกล้ม
พ่อแม่ก็ตีพื้นและบอกกับลูกว่า “นี่แน่ะ ๆ พื้นลื่นทำให้ลูกหกล้ม แม่ตีให้แล้ว โอ๋ ๆ ๆ “
หรือพอลูกวิ่งไปชนโต๊ะหัวโนร้องไห้
พ่อแม่ก็จะไปตีตรงมุมโต๊ะให้ลูกเห็นพร้อมกับบอกว่า “นี่แน่ะ โต๊ะทำให้ลูกเจ็บตัว”
เรื่องที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแบบนี้จะมีผลอะไรต่อไปบ้าง ?
เมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นเวลาไปเล่นกับเพื่อนแล้วเล่นแพ้เพื่อนก็จะโทษว่าเป็นเพราะเพื่อนทำให้ตัวเองแพ้
เวลาเรียนหนังสือแล้วผลการสอบออกมาได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อนก็จะบอกว่าที่เราได้คะแนนน้อยเป็นเพราะเพื่อนงกความรู้ เห็นแก่ตัว ไม่ยอมติวให้เรา ไม่ยอมบอกข้อสอบเรา ฯลฯ
เมื่อถูกประเมินผลการปฏิบัติงานออกมาไม่ดีก็จะโทษว่าเป็นเพราะเพื่อนร่วมงาน หรือฝ่ายนั้นแผนกนี้ไม่ยอมร่วมมือ
เวลาเป็นหัวหน้าแล้วบริหารงานเกิดปัญหา ก็จะโทษว่าเป็นเพราะลูกน้องนั่นแหละทำงานไม่ดีทำให้งานมีปัญหา ก็ฉันสั่งการไปแล้วลูกน้องไม่รับผิดชอบให้ดีเอง
ฯลฯ
โทษทุกสิ่งอย่างรอบตัวว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตัวเองเกิดปัญหา
เว้นอย่างเดียวคือ “ตัวเอง”
จริงอยู่ว่าการโทษตัวเองหรือตำหนิตัวเองทุกครั้งที่เกิดปัญหาเกิดความผิดพลาดจะทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง
แต่ทั้ง ๆ ที่ตัวเองทำผิดพลาดอยู่เห็น ๆ ก็ยังเอาแต่โทษคนอื่น โทษปัจจัยรอบข้าง โดยไม่เคยย้อนกลับมาดูตัวเองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นด้วยหรือไม่ ก็จะทำให้เป็นคนที่ไม่ยอมรับผิด ขาดความรับผิดชอบเช่นเดียวกัน
การเปิดใจยอมรับกับปัญหาและหาทางแก้ไขโดยการมองอย่างรอบด้านด้วยเหตุผลจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ถ้าถูกปลูกฝังให้เป็นคนเปิดใจยอมรับปัญหาด้วยเหตุผลมาตั้งแต่เด็กก็จะทำให้พัฒนาทักษะในการแก้ปัญหาเร็วขึ้น
วิธีการเลี้ยงดูของครอบครัวจึงมีผลต่ออนาคตของคนอยู่เสมอ
วันนี้ถ้าใครเจอหัวหน้าที่มีพฤติกรรม “โทษคนอื่นเท่าภูเขา โทษตัวเราเท่าเส้นผม” อย่างที่ผมบอกมานี้ล่ะก็....
ให้คิดซะว่าตอนเด็ก ๆ พี่เขาคงถูกสปอยล์มาแบบนั้น ผลก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ แล้วเราก็อย่าไปเผลอเลี้ยงลูกแบบนี้ ไม่งั้นในอนาคตลูกของเราก็อาจจะเป็นแบบหัวหน้าคนนั้นหละครับ
ผลที่เกิดแล้วย่อมมีเหตุนำมาเสมอ
โฆษณา