โรมัน อบราโมวิช : เจ้าของเชลซีที่ไต่เต้าจากคนขายของเล่นสู่สหาย "ปูติน" | MAIN STAND
1
ประเด็นการบุกยูเครนของรัสเซียกลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิด หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบขึ้นจริงผลกระทบก็จะเกิดขึ้นไปทั่วทุกวงการอย่างเลี่ยงไม่ได้
แม้กระทั่งฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษก็เช่นกัน เมื่อ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในรอบทศวรรษหลังอย่าง เชลซี ที่กำลังจะต้องเจอเรื่องใหญ่อีกครั้ง จากความพยายามในการไต่เต้าจากพนักงานขายของเล่นและยางรถยนต์มาจนถึงวันนี้ของเขา
2
นี่คือเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ว่ากันด้วยผลประโยชน์ระหว่าง อบราโมวิช และ วลาดิเมียร์ ปูติน
ติดตามได้ที่ Main Stand
กว่าจะเป็น "OLIGARCH"
"Oligarchy" มีความหมายว่า "กลุ่มผู้ปกครองโดยคนชั้นชั้นสูงเพียงกลุ่มหนึ่ง" หรืออธิบายอีกชั้นหนึ่งก็คือกลุ่มมหาเศรษฐีที่มีความสนิทชิดเชื้อกับผู้นำประเทศ ทั้งสองฝั่งมีผลประโยชน์ร่วมกัน ใครก็ตามที่ไต่เต้าขึ้นมาเป็น Oligarchy พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะร่ำรวยกันไปหลายชั่วอายุคน
1
ที่รัสเซียก็มีกลุ่มชนชั้นนำที่มีผลประโยชน์ร่วมกับรัฐบาลแบบนี้เช่นกันคือพวกที่ถูกเรียกว่า Oligarch นี้ ซึ่งแน่นอนว่า โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมเชลซีก็ถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
4
นี่อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนรู้อยู่แล้วสำหรับสถานะของ "เสี่ยหมี" ที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อประธานาธิบดีของประเทศรัสเซียและประธานาธิบดีคนปัจจุบัน อย่าง วลาดิเมียร์ ปูติน แต่การไต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้ของ โรมัน อบราโมวิช นั้นเปรียบได้กับภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
โรมัน อบราโมวิช เกิดที่เมืองซาราตอฟ ภายใต้ครอบครัวชนชั้นกลางเชื้อสายยิว ทว่าหลังจากที่เขาลืมตาดูโลกได้ไม่นาน โรมัน ก็ได้เริ่มสู้ชีวิตตั้งแต่ยังแบเบาะเลยทีเดียว
1
แม่ของเขาตายจากไปตอนที่เขาอายุได้ 18 เดือน และอีกไม่กี่เดือนต่อมาเขาก็ต้องสูญเสียผู้เป็นพ่อไปอีกคน เขากลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังไม่รู้ความ และถูกส่งไปอยู่กับลุงในต่างเมือง
3
เมื่อได้เริ่มเข้าเรียน โรมัน อบราโมวิช พบว่าตัวเองมีแพชชั่นเกี่ยวกับการทำธุรกิจ เขาเป็นเด็กที่ตระหนักถึงความสำคัญของเงิน การประหยัด และการหารายได้เพิ่มเติม นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาลาออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ปี และเริ่มการทำงานอย่างจริงจังเป็นเซลล์ขายของเล่นและผลิตภันฑ์ที่มาจากยาง
2
จากจุดเริ่มต้นจากตรงนั้นเขามาได้ไกลอย่างไม่น่าเชื่อ โรมัน อบราโมวิช อาจจะไม่ได้ร่ำรวยจากการค้าขายครั้งแรก แต่มันช่วยให้เขามีประสบการณ์ เขารู้ได้ทันทีด้วยเซนส์ว่า "คอนเน็กชั่น" สำคัญแค่ไหนสำหรับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในประเทศรัสเซีย
2
เมื่อนั้นเขาได้เปลี่ยนสถานะตัวเองจากพ่อค้าต๊อกต๋อย กลายเป็นนักธุรกิจโลกใต้ดินที่ทำสิ่งผิดกฎหมาย โดยนิตยสาร TIME ระบุว่า "โรมัน อบราโมวิช ใช้คอนเน็กชั่นที่เคยสร้างไว้สมัยถูกเกณฑ์ทหารไปหาเส้นทางธุรกิจใหม่ นั่นคือการค้าน้ำมันเถื่อน โดยมีลูกค้าเป็นหน่วยงานของรัฐเอง"
4
ธุรกิจค้าน้ำมันเถื่อนตอนอายุ 25 ปี ทำให้ โรมัน อบราโมวิช ได้พบจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยก็ว่าได้ ในเมื่อเขามีเงินในกระเป๋า มีหัวการค้า และมีฝีปากในการต่อรองที่ช่ำชอง โรมัน อบราโมวิช ต่อยอดด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกับ บอริส เบเรซอฟสกี นักการเมืองเบอร์ใหญ่ของรัสเซียในช่วงยุค 90s
6
นี่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับอาชีพการงานของเขา โรมัน อบราโมวิช ยอมรับในภายหลังว่าสิ่งที่เขาจะได้จาก เบเรซอฟกี คือข้อมูลวงใน นโยบายต่าง ๆ ของรัฐโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ โดยข้อมูลทั้งหมดนี้จะทำให้เขาสามารถรู้ความเคลื่อนไหวล่วงหน้า และมันจะช่วยให้การลงทุนของเขาประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล มากกว่าการพยายามทำเองโดยไม่มีคอนเน็กชั่นไม่รู้กี่เท่า
5
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาจ่ายเงินให้เบเรซอฟสกีรวม 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการเข้าถึงข้อมูลทางการเมืองภายในรัฐบาลตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียตจนกระทั่งกลายเป็นรัสเซีย จากนั้นเรื่องของธุรกิจก็ตามมา
ในช่วงกลางทศวรรษ 1990s ทั้งคู่สามารถซื้อ Sibneft ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของไซบีเรียได้ในราคาไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้ง ๆ ที่ในเวลาดังกล่าวบริษัทนั้นมีมูลค่ามากกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นไม่กี่ปีต่อมาทั้งคู่ก็ขายบริษัทดังกล่าวให้กับ Gazprom บริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศที่มีรัฐบาลรัสเซียหนุนหลัง ด้วยกำไรมากกว่าตอนที่ซื้อมาเกิน 10 เท่า
3
นี่คือความสำเร็จอันแสนงดงามและความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมของ อบราโมวิช และ เบเรเซอฟกี เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันอะไรก็ง่ายขึ้นมาในบัดดล อบราโมวิช กลายเป็นคนโปรดของรัฐบาลรัสเซีย ได้นั่งกินข้าวกับชนชั้นบริหารและกลุ่มมหาเศรษฐีของประเทศ มีอพาร์ตเมนต์ที่อยู่ใกล้กับพระราชวังเครมลิน
แม้ที่สุดแล้วมิตรภาพของทั้งคู่แปรเปลี่ยนเป็นความบาดหมาง เมื่อเบเรซอฟสกีฟ้องเรียกเงินจากอบราโมวิชเรื่องการขายกิจการ Sibneft ให้ Gazprom ซึ่งอบราโมวิชรอดมาได้แบบชิล ๆ และทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีสำหรับตัวเขา
2
อบราโมวิช ก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีระดับท็อป 20 ของประเทศรัสเซีย ทว่าหลายสิ่งก็เปลี่ยนแปลงไป ในวันที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในรัฐบาลรัสเซีย เมื่อชายที่ชื่อว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ในปี 2000
2
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ อบราโมวิช กลายเป็นผู้มีอิทธิพลยิ่งกว่าที่เขาเคยคาดฝันอย่างแท้จริง
อยู่เป็น เห็นประโยชน์
3
สื่ออย่าง Independent ของอังกฤษ เล่าย้อนความไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ปูติน กับ อบราโมวิช เอาไว้ว่า ทั้งคู่เปรียบเสมือนสหายรู้ใจ และปูตินก็ไว้ใจอบราโมวิช จนสื่อในประเทศรัสเซียบอกว่า "อบราโมวิช คือลูกชายคนโปรด" เลยทีเดียว
4
ถ้าว่ากันตามตรง อบราโมวิช นั้นเข้ามาสู่วงการการเมืองรัสเซียก่อน ปูติน ด้วยซ้ำ แตกต่างกันเพียงสถานะของทั้งคู่ อบราโมวิช เป็นพ่อค้า ส่วน ปูติน คืออดีตสายลับ KGB ผู้ผันตัวเองสู่การเป็นนักบริหารระดับหัวกะทิ เป็นคนที่ บอริส เยลต์ซิน มอบหมายหน้าที่ต่าง ๆ ในวงการการเมืองจนก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี
3
อบราโมวิช คือคนที่เห็นการปลุกปั้น ปูติน มาตั้งแต่ตอนที่ เยลต์ซิน ยังเป็นประธานาธิบดี และสายตาของเขาก็เฉียบแหลมพอที่จะผูกมิตรกับชายที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของประเทศในอนาคต ว่ากันว่าความทะเยอทะยานที่จะเป็นใหญ่ของ ปูติน ก็ได้รับการสนับสนุนและแนะนำจาก อบราโมวิช ที่บอกให้เขารับไม้ต่อตำแหน่งผู้นำประเทศหลังจาก เยลต์ซิน ประกาศวางมือนั่นเอง
7
ดังนั้นเมื่อ ปูติน เป็นใหญ่ อบราโมวิช ก็ย่อมได้ประโยชน์จากจุดนี้ไปด้วย อย่างไรก็ตาม ปูติน ก็ไม่ได้ปล่อยให้ อบราโมวิช เป่าหูเขาอยู่ตลอดเวลา เพราะตัวของ โรมัน อบราโมวิช เองก็ต้องใช้เวลา 2-3 ปีในการพิสูจน์ความจงรักภักดีที่เขามีต่อ ปูติน และแสดงถึงแนวคิดทางธุรกิจที่จะทำให้รัฐบาลที่นำโดยปูตินประสบความสำเร็จ ... ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาทำสำเร็จหรือไม่
3
บททดสอบที่ ปูติน มอบให้ อบราโมวิช คือการสนับสนุนเขาจนชนะการเลือกตั้ง ได้ไปบริหารเขตปกครองตนเองอันห่างไกลและยากจนของรัสเซียที่มีชื่อว่า ชูคอตกา (Chukotka) ซึ่ง อบราโมวิช ก็โชว์สปิริตอย่างแรงจนทำคะแนนชนะใจปูตินได้ โดยการพลิกสถานการณ์ของเมืองนี้ด้วยการใช้เงินส่วนตัวในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งจุดนี้ทำให้ชาวชูคอตกานิยมชมชอบในตัวของ อบราโมวิช เป็นอย่างมาก
1
อบราโมวิช ทำให้ ปูติน เห็นเเล้วว่าเขามีทั้งทรัพย์สิน ความคิด และความนิยมจากประชาชน จากนั้น อบราโมวิช ก็ถูกผลักดันให้เป็น 1 ในกลุ่ม Oligarch ดังที่กล่าวไปข้างต้น โดยในกลุ่มนี้มีชนชั้นอีลิตทั้งหมด 17 คน ซึ่งแน่นอนว่า อบราโมวิช คือคนโปรดของ ปูติน มาจนถึงทุกวันนี้
3
ปูติน ทั้งผลักทั้งดันให้ อบราโมวิช เข้ามาทำธุรกิจในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจอลูมิเนียมซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการใช้ทำอาวุธสงคราม จนทำให้ อบราโมวิช กลายเป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดในประเทศรัสเซียจากธุรกิจนั้น นอกจากนี้ยังไม่พอยังต่อด้วยการเข้าถือหุ้นธุรกิจสำคัญ ๆ ของรัสเซียแทบทุกด้าน ตั้งแต่ธุรกิจพลังงานจนถึงธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค การคมนาคม ซึ่งในที่สุดก็นำมาสู่ธุรกิจที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นั่นคือการเข้าซื้อสโมสร เชลซี ในปี 2003
8
การเทคโอเวอร์ครั้งนี้สั่นสะเทือนวงการฟุตบอลอังกฤษอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะด้วยถ้วยเเชมป์ ความสำเร็จ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ของ อบราโมวิช ที่มีต่อ ปูติน จนทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องจับตามองธุรกิจของสโมสรเชลซีอย่างใกล้ชิด
ความสำเร็จที่อาจ ได้แค่มอง
ตอนที่ อบราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์เชลซีในตอนแรกนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เนื่องจากรัสเซียและปูตินยังไม่ได้มีแนวคิดหรือโครงการที่เป็นภัยหรือไม่ตรงกับสิ่งที่รัฐบาลอังกฤษตั้งเป้าหมายไว้ งานของเขาจึงราบรื่นและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก
1
แม้การเติบโตในรัสเซียของเขาจะเต็มไปด้วยเรื่องฉ้อฉลที่ถูกจับผิดไม่เว้นแต่ละวัน แต่ที่อังกฤษ โรมัน อบราโมวิช แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนฉลาดและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขานำเงินส่วนตัวมาบริหารทีมเหมือนกับที่เคยบริหารเขตปกครองตนเองชูคอตกา ดึงนักเตะดี ๆ เข้ามาสู่ทีมมากมาย ช่วยให้เกิดจุดเปลี่ยนของสโมสรที่ทำให้กลายเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกได้ในรอบ 50 ปี
3
เหนือสิ่งอื่นใดคือทักษะการควบคุมคนของ โรมัน อบราโมวิช นั้นถือว่าขึ้นชื่อว่าชั้น 1 ไม่ว่าจะด้านพระเดชหรือพระคุณ เขามักจะถูกยกย่องผ่านนักเตะของทีมหรือทีมงานสตาฟโค้ชเสมอ ว่าง่าย ๆ ก็คือการเป็นคนที่เด็ดขาดในคำสั่ง อ่านสถานการณ์เก่ง และกล้าได้กล้าเสียเมื่อถึงเวลาที่ต้องทุ่มหมดหน้าตัก
1
จากวั้นนั้นเมื่อปี 2003 จนถึงตอนนี้ ไม่มีแชมป์ใดที่เชลซีลงเล่นและไม่ได้มาในยุคของ อบราโมวิช เพียงแต่ว่ามันเป็นที่น่าเสียดายที่เรื่องราวความใกล้ชิดกับ วลาดิเมียร์ ปูติน และการเป็นผู้ควบคุมอำนาจในประเทศรัสเซียทำให้เขาไม่สามารถเข้าประเทศอังกฤษเพื่อจะมาดูเกมฟุตบอลที่ทีมของเขาลงเเข่งขันได้เหมือนในอดีต
1
เรื่องทั้งหมดเริ่มมาเข้มข้นขึ้นก็เมื่อช่วงปี 2018 ที่ อบราโมวิช มีปัญหาเรื่องการต่อวีซ่าของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีความเชื่อกันว่าเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเขากับ วลาดิเมียร์ ปูติน โดยรายงานระบุว่า เขาไม่สามารถเข้าสหราชอาณาจักรได้ หลังเกิดเหตุการณ์ที่สายลับชาวรัสเซียอย่าง เซอร์เกย์ สกริปาล ถูกวางยาพิษที่เมืองซาลิสบิวรี จนทำให้เขาต้องตั้ง มาริน่า กรานอฟสกาย่า เข้ามาทำหน้าที่บริหารทีมแทนเขาตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
3
แม้ในช่วงปี 2021 เขาจะกลับเข้าประเทศอังกฤษได้อีกครั้ง แต่ก็อย่างที่ทุกท่านได้ทราบและเป็นกระแสของโลกในทุกวันนี้คือ รัสเซีย เริ่มจู่โจม ยูเครน ประเทศเพื่อนบ้านของพวกเขาที่แสดงความต้องการจะเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ ปูติน ต้องออกมายืนยันว่า รัสเซีย จะไม่ถอยเด็ดขาดจนกว่าพวกเขาจะได้ในสิ่งที่ต้องการ แม้จะต้องแลกมาด้วยสงครามก็ตาม
8
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีโอกาสที่ชื่อของ อบราโมวิช จะอยู่ในรายชื่อของผู้ที่ถูกสั่งห้ามเข้าประเทศอีกครั้ง ซึ่งคาดกันว่าจะเป็นโอกาสที่รัฐบาลอังกฤษจะได้เช็คบิล อบราโมวิช พร้อมกับสะสางคดีเก่า ๆ ที่ยังค้างคาไว้ตลอดช่วงที่เขาเข้ามาทำทีมในอังกฤษอีกด้วย
6
"เอกสารที่รั่วไหลในปี 2019 จากโฮมออฟฟิศ (กระทรวงมหาดไทยอังกฤษ) ซึ่งกล่าวถึงนายอบราโมวิช ... เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์รัสเซีย ที่มุ่งเป้าไปยังการเงินที่ผิดกฎหมายและกิจกรรมที่มุ่งร้ายต่อความมั่นคงและความสงบสุข" ส.ส. คริส ไบรอันต์ คือคนที่กล่าวประโยคนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน โดยเนื้อหาหลักคือการขับ โรมัน อบราโมวิช ออกจากวงการฟุตบอลอังกฤษทันที
ตอนนี้เวลาที่ อบราโมวิช เข้ามาทำทีม เชลซี ก็ใกล้จะครบ 20 ปีแล้ว เพียงแต่ว่าขวบทศวรรษนี้ต้องมาลุ้นกันหนักว่าเมื่อถึงปี 2023 ชื่อของเขาจะยังอยู่ในสถานะเจ้าของสโมสรเชลซีหรือไม่
3
แม้จะบริหารเก่ง เป็นที่รักของแฟน ๆ เชลซี ขนาดไหน แต่ที่สุดเเล้วการพิสูจน์ตัวตนของเขาในครั้งนี้ช่างยากเย็นนัก ... ทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์ระหว่าง รัสเซีย และ ยูเครน อย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับความสัมพันธ์อันยาวนานที่ อบราโมวิช มีต่อ ปูติน ด้วย
1
บทความโดย ชยันธร ใจมูล
แหล่งอ้างอิง
1
  • 69
โฆษณา