8 มี.ค. 2022 เวลา 01:23 • หุ้น & เศรษฐกิจ
✅Morning Update 08.03.2022
🇺🇸🇪🇺ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลดลงรุนแรงทั้ง 3 ดัชนีหลัก ด้าน Nasdaq 100 ลดลงสูงสุดกว่า -3.75%
รัสเซียขู่จะไม่ส่งก๊าซเข้ายุโรป / ราคาน้ำมันดิบทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 14 ปี
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนวันจันทร์ที่ 07.03.2022 ดัชนี Dow Jones -797.42 จุด -2.37% S&P 500 -127.78 จุด -2.95% และ Nasdaq 100 -518.45 จุด -3.75% โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
1. นับเป็นวันที่ 12 ที่รัสเซียได้บุกเข้าในแนวเขตยูเครนตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ที่ผ่านมา โดยค่ำวานที่ผ่านมาทางด้านรัสเซียได้ออกมายื่นข้อเสนอให้แก่ยูเครนอีกครั้ง โดยหากยูเครนยินยอมทำตามรัสเซียก็พร้อมที่ยุติสงครามทันที โดยมีเงื่อนไขว่า
I) ยูเครนรับรองไครเมียว่าเป็นดินแดนของรัสเซีย
II) ยูเครนยอมรับสาธารณรัฐโดเนตสค์ (Donetsk) และลูแกนสค์ (Lugansk) เป็นรัฐอิสระจากยูเครน
III) ยูเครนจะไม่เข้าร่วมสนธิสัญญาอื่นใดที่ไม่เป็นกลางกับรัสเซียอีก
อย่างไรก็ตามยูเครนกับรัสเซียยังไม่มีทีท่าที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงดังกล่าว
2. รัสเซียตอบโตการคว่ำบาตรจากทางยุโรปด้วยการขู่ว่าจะลดการส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อส่งน้ำ Nord Stream 1 ไปยังยุโรป
ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปเปิดดิ่งรุนแรง เนื่องจากมีทิศทางความกังวลด้านวิกฤติพลังงานที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันหลายสัปดาห์ ทำให้ตลาดเริ่มกังวลโอกาสที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่สภาวะ Stagflation (ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจยังตกต่ำ)
ตลาดหุ้นเยอรมนี DAX -1.98% ตลาดหุ้นฝรั่งเศส CAC 40 -1.31% ตลาดหุ้นอังกฤษ FTSE 100 London -0.40%
ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรปเปิดร่วงต่อเนื่องรุนแรงเป็นวันที่ 3 แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวที่ดี แต่โดยรวมตลาดยังคงปิดลบ Stoxx 600 ปิด -1.10%
3. ด้านสหรัฐฯ มีรายงานว่าทาง โจ ไบเดน ได้มีแผนการที่จะกีดกันการน้ำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า (Oil CFDs: Contracts for difference) พุ่งสูงในรอบ 14 ปี สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008
โดยราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้นดังกล่าวนอกจากจะเร่งเงินเฟ้อกับความกังวลเรื่อง Stagflation แล้ว ยังเป็นตัวเร่ง ให้สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกถยอยปรับตัวขึ้นตาม และหนึ่งในสินค้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนใช้ป้องกันเงินเฟ้อตลอดมาก็คือทองคำ โดยค่ำวานที่ผ่านมาทองคำพุ่งแตะแนวต้านที่ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นที่เรียบร้อย
หุ้นกลุ่มสายการบินได้รับผลกระทบทางตรงจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน
American Airlines -11.99% Delta Air Lines -12.78% United Airlines -15.01% Southwest Airlines-8.58% JetBlue Airways -13.13%
4. ทางด้านนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชื่อดังอย่าง JP Morgan และ Citi Group ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาดหุ้นยังคงเผชิญกับความเสี่ยงด้านลบอยู่อย่างน้อยในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า โดยที่แน่นอนเลยคือ
i) ภาพใหญ่ที่ธนาคารกลางทั่วโลกพยายามดำเนินการนโยบายตึงตัวทางการเงินเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อยังคงมีอยู่
ii) เรื่องความไม่แน่นอนด้านปัญหาภูมิศาสตร์รัสเซีย-ยูเครน และ
iii) ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ซึ่งหลายบริษัทเริ่มมีการประกาศงบออกมาติดลบ หรือหดตัวครั้งแรก นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของ ปี 2020
ซึ่งถ้าหากผลดำเนินการรวมของบริษัทจดทะเบียนออกมามีทิศทางที่ลดลงจะยิ่งเป็นตัวเร่งความผันผวนของราคาหุ้นรวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ไปด้วย เนื่องจากงบที่ออกมาแย่จะยิ่งเป็นการตอกย้ำตลาดให้เห็นถึงความกลัวว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะช็อก (Stagflation) ก็เป็นได้
โดยตั้งแต่ต้นปีมานี้ตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลกได้ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะตลาดยุโรปลดลงมากกว่า 20% จากระดับสูงสุดล่าสุด ขณะที่ S&P 500 ปรับฐานลงมาราว 10%
5. หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มผู้ให้บริการสาธารณูปโภคในสหรัฐฯ ยังคงสามารถปิดบวกสวนตลาด โดยหุ้นกลุ่มพลังงานบวกต่อเนื่อง +1.57% กลุ่มผู้ให้บริการสาธารณูปโภค +1.31% ส่วนหุ้นเชิงรับอย่างกลุ่มเฮลท์แคร์ -1.71% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ -1.80% ปิดปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดเล็กน้อย
Exon +3.60% Chevron +2.14% ConocoPhillips +1.00% APA -3.95% Occidental Petroleum -1.37%
NextEra Energy +4.95% Duke Energy +1.37% Southern Energy +2.44% American Electric Power +0.97%
6. หุ้นที่ Underperform กดดันตลาด 3 อันดับสูงสุดได้แก่ หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลดลงรุนแรง -4.80% กลุ่มบริการสื่อสาร -3.74% และกลุ่มเทคโนโลยี -3.70%
หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถานการณ์การเติบโตในยุโรปที่ไม่ดีนัก ซึ่งมีผลเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย อย่างเช่น Ralph Lauren และ PVH ที่มีฐานลูกค้าหลักอยู่ในยุโรป
หุ้นในหมวดแฟชั่นและเสื้อผ้าหรูหราชั้นนำของสหรัฐที่ถยอยปรับตัวลดลงกว่า -10%
Tapestry -11.88% Ralph Lauren -12.19% PVH -15.37%
Nike -5.14% Starbucks -6.19% McDonald -4.87% Target -5.83% Home Depot -0.46% TJX -6.73% Lowe’s -0.81%
7. หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงปรับตัวลดลงแรงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า
Apple -2.37% Microsoft -3.78% Alphabet -4.19% Amazon -5.62% Meta -6.29% Netflix -3.17% Adobe -3.13% Salesforce -3.34% Visa -4.79% Mastercard -5.39%
หุ้น Innovation ปรับตัวลดลงแรงตามตลาดและกลุ่มเทคโนโลยี
Tesla -4.02% Roku -7.45% Teladoc Health -4.61% Block (Square) -8.46% Zoom -0.97% Spotify -3.45% Twilio -5.93% Coinbase -2.78% Robinhood +4.20% Affirm -6.31% Unity Software -8.10% Shopify -6.66%
หุ้น Semiconductor ปรับตัวลดลงแรงเช่นกัน
Nvidia -6.91% AMD -5.04% Intel -0.81% Micron -7.58% Qualcomm -7.49% Broadcom -4.24%
8. ETF ด้าน Technology & Innovation ปรับตัวลดลง
ARK Innovation (ARKK) -3.62% ARK Fintech (ARKF) -6.00% PowerShares WilderHill Clean Energy (PBW) +1.99% iShares PHLX Semiconductor (SOXX) -5.02% SPDR S&P Kensho Smart Mobility (HAIL) -3.53% VanEck Vectors Video Gaming and eSports (ESPO) -3.30% Global X Cybersecurity (BUG) -3.08% และ KraneShares CSI China Internet (KWEB) -5.28%
9. หุ้นจีนและเอเชียที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงแรงตามกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและ Innovation ของสหรัฐฯ
Alibaba -1.93% Baidu -6.04% Coupang -6.54% iQIYI +0.47% JD -4.83% Luckin Coffee -10.80% NetEase -4.32% Pinduoduo -6.45% SEA -7.65% TAL Education +4.64% TSMC -5.49% Nio -2.74% Xpeng -7.86%
10. VIX Index ปรับตัวขึ้นแรงสอดคล้องกับความผันผวนในตลาดที่สูงขึ้น
S&P500 VIX Index ปิดบวกที่ 36.45 จุด (+13.98%)
Nasdaq 100 VIX ปิดบวกที่ 38.73 จุด (+11.01%)
ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นติดต่อกันตลอด 7 วันทำการ โดยขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบปีที่เกือบ 100 จุด โดยล่าสุดอยู่ที่ 99.24 จุด (+0.60%)
ราคาทองคำพุ่งแรงตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แตะระดับราคา 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยล่าสุดอยู่ที่ 1,998 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องติดต่อกัน 4 วันทำการ โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 33.03 บาทต่อดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยล่าสุดสามารถยืนราคาอยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มาภาพ :
#LHBankAdvisory

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา