12 มี.ค. 2022 เวลา 02:59 • หุ้น & เศรษฐกิจ
✅Morning Update 12.03.2022
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง 3 ดัชนีหลักปรับตัวลดลง โดยหุ้นเทคโนโลยีถูกเทขายกดดันดัชนี ด้าน Nasdaq 100 ปิดลบสูงสุดที่ -2.13%
- GDP สหราชอาณาจักรเดือนมกราคมฟื้นตัวได้ดี แม้ว่า Omicron ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัวช่วงปลายปีที่ผ่านมา
- โจ ไบเดน จี้ยกเลิกสถานะ Most Favored Nation แก่ รัสเซีย
- ทางการรัสเซียสอบสวน Hate Speech ต่อ Meta
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนวันศุกร์ที่ 11.03.2022 ดัชนี Dow Jones -229.88 จุด -0.69% S&P 500 -55.21 จุด -1.30% และ Nasdaq 100 -289.17 จุด -2.13% โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
1. ทางด้านสหราชอาณาจักรมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ 2 ตัวเลข
i) รายงานตัวเลข GDP เมื่อเปรียบเทียบรายเดือน หรือ MoM (Month on Month); GDP ของเดือนมกราคม 2022 ฟื้นตัวได้ดีที่ +0.8% สูงกว่าคาดที่ +0.2% เป็นการขยายตัวกว่า 1% หลังจากหดตัวที่ -0.2% ในรอบเดือนธันวาคม 2021
ส่งผลให้ตัวเลข GDP การขยายตัวรายปี หรือ YoY (Year over Year) สูงถึง 10% ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 9.3% เนื่องจากฐานที่ต่ำของต้นปี 2021
ทั้งนี้ทางด้านสหราชอาณาจักรมีการคำนวณตัวเลข GDP แบบพิเศษอีกแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า 3M/3M Change ซึ่งวิธีนี้เป็นการคำนวณแบบเปรียบเทียบ 3 เดือนล่าสุดเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้า (วิธีนี้จะให้ค่าที่ใกล้กับปัจจุบันกว่าการคำนวณแบบรายไตรมาส หากรอบเดือนล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงแบบมีนัยสำคัญ) ซึ่งรายงานประกาศว่า GDP (3M/3M Change) ขยายตัวที่ 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ 1.0% และขยายตัวได้ดีกว่าคาดที่ 0.8%
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมกราคม
ii) ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนมกราคม 2022 ขยายตัวได้ดีที่ 0.8% มากกว่าที่คาดและเดือนก่อนหน้าที่ 0.2% แสดงให้เห็นถึงภาคการผลิตที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี
2. ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นยุโรปมีความผันผวนสูงจากประเด็นความไม่แน่นอนในการเจรจาเพื่อยุติสงครามของรัสเซีย
โดยค่ำวานที่ผ่านมา ตลาดยุโรปมีแรงซื้อกลับจากการปรับตัวลดลงรุนแรงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยเป็นการเข้าซื้อในกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งและการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางที่ตึงตัวขึ้น เช่น บริษัทท่องเที่ยวและธนาคาร
BNP Paribas -0.64% HSBC -0.48% Credit Agricole +0.46% Banco Santander +0.39% Barclays +3.53% Societe Generale +0.18% Deutsche Bank -1.53% Lloyds Banking +2.22%
ด้านตลาดหุ้นยุโรป Stoxx 600 ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีตลอดทั้งวันก่อนย่อตัวลงในช่วงท้ายตลาด ปิดบวกที่ +0.95%
3. ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ยังคงเพิ่มมาตรการต่อต้านรัสเซีย โดยล่าสุดเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเพิกถอนสถานะ “Most Favored Nation” ของรัสเซีย (เดิมประเทศที่ได้สถานะนี้จะได้ประโยชน์ทางการค้าในประเด็นพิเศษ) ซึ่งการเพิกถอนสถานะดังกล่าวจะส่งผลลดความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจของรัสเซีย และนำไปสู่อัตราทางภาษีที่สูงขึ้น
รวมถึง ด้าน นายโจ ไบเดน ได้มีการให้ทีมนิติบัญญัติ ศึกษาข้อจำกัดด้านกฎหมายเพื่อยกเลิก “Permanent Normal Trade Relations (ความสัมพันธ์ทางการค้าปกติถาวร)” ที่อาจนำไปสู่ยุติการค้าแบบปกติระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ
4. หุ้นแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Meta หรือ Facebook ได้รับแรงกดดันเชิงลบจากประเด็นรัสเซีย-ยูเครนเช่นกัน โดยปัจจัยที่กดดันมาจากการที่ทางการรัสเซียจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์ม Instagram (หนึ่งในสื่อโซเชียลมีเดียในกลุ่มของ Meta) และเปิดการสอบสวนทางอาญากับ Facebook
รัสเซียเปิดทำการสอบสวน Meta Platform โดยให้เหตุผลว่า Facebook ส่งเสริมนโยบาย คำพูดแสดงความเกลียดชัง (Hate speech) เนื่องจากให้ผู้ใช้ Facebook สามารถโพสต์ข้อความอาทิเช่น “death to Russian invaders” หรือ “ความตายของผู้รุกรานรัสเซีย” ในเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ส่งผลให้นักลงทุนกังวลเรื่องการชะลอตัวของผู้ใช้งาน Facebook และสื่อโซเชียลอื่นของเครือ Meta ในรัสเซีย
5. หุ้นกลุ่มที่ Outperform และปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดสูงสุด 3 อับดับได้แก่ หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการสาธารณูปโภค -0.37% กลุ่มสถาบันการเงิน -0.72% และกลุ่มวัสดุอุตสาหกรรม -0.74%
NextEra Energy -1.07% Duke Energy -0.05% Southern Energy +0.12% American Electric Power -0.69%
Bank of America -0.84% Well Fargo -1.10% Citi Group -1.31%
Berkshire Hathaway +0.41% JP Morgan -2.25% Morgan Stanley -0.79% Goldman Sachs -0.88% Black Rock -1.46% Charles Schwab +0.74% Invesco -0.10%
6. หุ้นที่ Underperform ตลาดสูงสุด 3 อันดับได้แก่ หุ้นกลุ่มให้บริการสื่อสาร -1.88% กลุ่มเทคโนโลยี -1.80% และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย -1.79%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับแรงกดดันจากเรื่องกลุ่มผู้ใช้งานในรัสเซียที่คาดจะลดลง เช่น Meta และ Netflix
Charter Communications -0.51% Comcast -0.82% Walt Disney -1.41%
ด้านกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยถูกกดดันเชิง sentiment (อารมณ์ตลาด) จากทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครนและเงินเฟ้อที่ไม่มีทีท่าจะลดลง
Home Depot -0.36% Target -3.64% TJX -1.00% Nike -2.70% Lowe’s -0.87% Starbucks -5.08% Las Vegas Sands -5.65%
7. หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงหลายหลักทรัพย์
Apple -2.39% Microsoft -1.93% Alphabet -1.93% Amazon -0.88% Meta -3.89% Netflix -4.61% Adobe -5.14% Salesforce -1.12% Visa -0.64% Mastercard +0.06%
หุ้น Innovation ปรับตัวลดลงแรงเช่นกัน
Tesla -5.12% Lucid Group -5.33% Roku -6.31% Teladoc Health -9.35% Block (Square) -6.37% Zoom -5.04% Spotify -6.32% Twilio -5.95% Coinbase -7.46% Robinhood -8.55% Affirm -15.57% Unity Software -5.13% Shopify -1.59%
หุ้น Semiconductor ปรับตัวลดลงน้อยกว่ากลุ่มเทคโนโลยีและ Innovation เล็กน้อย
Nvidia -2.46% AMD -2.04% Intel -1.78% Micron -3.83% Qualcomm -1.53% Broadcom -1.68%
8. ETF ด้าน Technology & Innovation ปรับตัวลดลงแรงตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ Innovation
ARK Innovation (ARKK) -6.65% ARK Fintech (ARKF) -6.11% PowerShares WilderHill Clean Energy (PBW) -3.49% iShares PHLX Semiconductor (SOXX) -2.15% SPDR S&P Kensho Smart Mobility (HAIL) -2.91% VanEck Vectors Video Gaming and eSports (ESPO) -1.99% Global X Cybersecurity (BUG) -2.26% และ KraneShares CSI China Internet (KWEB) -9.98%
9. หุ้นจีนและเอเชียที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงรุนแรงต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า สาเหตุมาจากความกังวลที่ กลต.สหรัฐ บังคับให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดการตรวจสอบบัญชี โดยหุ้น Didi ร่วงกว่า 40%
Didi Global -44.08% Alibaba -6.68% Baidu -12.02% Coupang -8.03% iQIYI -13.40% JD -8.63% Luckin Coffee -16.49% NetEase -3.23% Pinduoduo -10.15% SEA -7.99% TAL Education -17.62% TSMC -2.45% Nio -9.57% Xpeng -12.12%
10. S&P500 VIX Index ปรับตัวลดลงช่วงต้นตลาดก่อนดีดตัวเพิ่มขึ้นช่วงท้ายตลาดและยังยืนเหนือระดับ 30 จุด โดยปิดที่ 30.75 จุด (+1.72%)
ด้าน Nasdaq 100 VIX ผันผวนระหว่างวันก่อนปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยปิดที่ 34.85 จุด (+1.81%)
ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ที่ 99.13 จุด (+0.63%)
ราคาทองคำร่วงหลุดแนวรับ 1,990 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงไปแตะระดับราคา 1,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนเด้งกลับ โดยล่าสุดอยู่ที่ 1,988 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 33.325 บาทต่อดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบ WTI ผันผวนเล็กน้อยในกรอบราคา 105-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยล่าสุดราคาอยู่ที่ 109.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มาภาพ :
#LHBankAdvisory

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา