15 มี.ค. 2022 เวลา 01:58 • หุ้น & เศรษฐกิจ
✅Morning Update 15.03.2022
🇺🇸🇪🇺ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนระหว่างวันสูง โดยตลาดในช่วงบ่ายมีแรงเทขายจำนวนมากส่งผลให้ ดัชนี S&P500 และ Nasdaq 100 ปิดลบ ขณะที่ ดัชนี Dow Jones ปิดทรงตัว
หุ้นกลุ่มพลังงานถูกปรับลดประมาณการมูลค่า / Bond Yield ระยะสั้นเด้งแรง รับข่าว Fed ขึ้นดอกเบี้ยใน 2 วันข้างหน้า / จีนประกาศล๊อคดาวน์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คืนวันจันทร์ที่ 14.03.2022 ดัชนี Dow Jones +1.05 จุด +0.00% S&P 500 -31.20 จุด -0.74% และ Nasdaq 100 -255.19 จุด -1.92% โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
1. ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการหารือระหว่าง นาย Jake Sullivan ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาและ นาย Yang Jiechi นักการทูตระดับสูงของจีน ณ กรุงโรม ถึงเรื่องการงดเว้นความช่วยเหลือทางการทหารของจีนต่อรัสเซีย
แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ แต่ด้านสหภาพยุโรปกลับเปิดตลาดด้วยแรงซื้อต่อเนื่องส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรป ปิดบวก โดย Stoxx 600 ปิด +1.20%
2. ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง เนื่องจากการปรับประมาณการ อุปสงค์-อุปทานทั่วโลกอีกครั้ง โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่ส่งผลผ่อนคลายราคาน้ำมัน
i) จีนปิดเมือง (lockdown) ซึ่งส่งผลให้การใช้พลังงานและอุปสงค์ในจีนลดลง
ii) อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซียในราคาที่ถูกกว่า ราคาตลาดโลก
แม้ว่ารัสเซียจะถูกประเทศตะวันตกทำการคว่ำบาตรทางการค้า รัสเซียหันหน้าขยายช่องทางการส่งออกน้ำมัน, พลังงานธรรมชาติและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ สู่อินเดีย โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เนื่องจากราคาที่รัสเซียเสนอค่อนข้างถูกกว่าราคาตลาด
3. Bond Yield หรือผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 2 ปี ปรับตัวขึ้นแรง ล่าสุดอยู่ที่ 1.86%โดยตลาด Price-in (รับรู้ข่าว) ของการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ล่าสุดนักวิเคราะห์จากมอร์แกน สแตนลีย์ มีการปรับประมาณการ การขึ้นดอกเบี้ยไว้ที่ 5 ครั้งในปี 2022 และ อีก 4 ครั้งในปี 2023
โดยทั่วไปการขึ้นดอกเบี้ยและ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นที่เติบโตสูง
4. หุ้น Apple ร่วงกว่า -2% หลังจากประเทศจีนประกาศ Lockdown ส่งผลต่อปัญหาวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานด้านการผลิตสินค้าของ Apple
ด้านราคาหุ้น Apple ปิดต่ำกว่าระดับเส้นค่าเฉลี่ย SMA 200 วัน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิดช่วง 2020
ประเทศจีนถือได้ว่าเป็นแหล่ง อุปทาน (Supply chains) ที่สำคัญสำหรับวัตถุดิบและการประกอบสินค้า Apple
หากรัฐบาลจีนยังเข้มงวดกับมาตรการณ์ Zero-Covid และการประกาศปิดเมืองใหญ่ยังคงยืดยาว ก็มีแนวโน้มที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทที่พุ่งพาการผลิตสินค้าจากจีน
5. หุ้นกลุ่มสถาบันการเงินและกลุ่มเชิงรับอย่างเฮลท์แคร์และสินค้าอุปโภคบริโภคสามารถปิดบวกสวนทิศทางตลาด โดยหุ้น 3 กลุ่มอับดับที่ Outperform ได้แก่ หุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน +1.25% กลุ่มเฮลท์แคร์ +0.68% และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค +0.57%
Bond Yield 2-Year หรือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น 2 ปี ปรับตัวขึ้นส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นธนาคารที่คาดได้ประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
Bank of America +2.16% Well Fargo +2.87% Citi Group +0.13%
Berkshire Hathaway +0.81% JP Morgan +0.99% Morgan Stanley -0.54% Goldman Sachs -0.62% Black Rock +1.53% Charles Schwab +3.76% Invesco +1.35%
หุ้นกลุ่มวัคซีนฟื้นตัวได้ดีโดยเฉพาะหุ้น Moderna ที่ปรับตัวโดดเด่น
Moderna +8.59% Johnson & Johnson +1.38% Pfizer +3.94%
United Health +1.05% Abbott Labs +1.32% AbbVie +2.04% Thermo Fisher +1.15%
Procter & Gamble +1.28% Coca-Cola +1.84% PepsiCo +1.41% Colgate +0.26% Phillip Morris +0.81% Mondelez +0.37%
6. หุ้นที่ Underperform ตลาดสูงสุด 3 อันดับได้แก่ หุ้นกลุ่มพลังงาน -2.89% กลุ่มเทคโนโลยี -1.90% และกลุ่มให้บริการสื่อสาร -1.81%
หุ้นกลุ่มพลังงานได้รับแรงกดดันจากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงหลังพุ่งขึ้นรุนแรงในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รวมถึงมีการปรับลดประมาณการมูลค่าหุ้นจากทาง Morgan Stanley ต่อหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง Occidental Petroleum และ Chevron จาก Overweight ลงสู่ Neutral
Exxon Mobil -3.58% Chevron -2.45% Conoco Phillips -1.89% APA Corp -3.76% Occidental -4.07%
7. หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงต่อเนื่องจากช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
Apple -2.66% Microsoft -1.30% Alphabet -3.02% Amazon -2.52% Meta -0.52% Netflix -2.74% Adobe -1.17% Salesforce -2.42% Visa +1.84% Mastercard +1.17%
หุ้น Innovation ปรับตัวลดลงแรงเช่นกัน
Tesla -3.64% Lucid Group -5.98% Roku -3.04% Teladoc Health -7.00% Block (Square) -6.95% Zoom -3.55% Spotify -3.88% Twilio -5.52% Coinbase -4.30% Robinhood -3.36% Affirm -15.04% Unity Software -5.72% Shopify -5.85%
หุ้น Semiconductor ปรับตัวลดลง
Nvidia -3.48% AMD -1.96% Intel -3.12% Micron -4.70% Qualcomm -7.25% Broadcom -1.74%
8. ETF ด้าน Technology & Innovation ปรับตัวลดลงแรงตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ Innovation โดยเฉพาะ ETF กลุ่มเทคโนโลยีหุ้นจีนในสหรัฐฯ
ARK Innovation (ARKK) -5.92% ARK Fintech (ARKF) -4.77% PowerShares WilderHill Clean Energy (PBW) -6.84% iShares PHLX Semiconductor (SOXX) -3.24% SPDR S&P Kensho Smart Mobility (HAIL) -4.10% VanEck Vectors Video Gaming and eSports (ESPO) -2.95% Global X Cybersecurity (BUG) -2.86% และ KraneShares CSI China Internet (KWEB) -11.71%
9. หุ้นจีนและเอเชียที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงรุนแรงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า สาเหตุมาจากความกังวลจากการตรวจสอบของ กลต.สหรัฐ ต่อมาตรฐานทางบัญชีหุ้นจีน และการปิดเมือง (lock down) จากปัญหาตัวเลขผู้ติดเชื้อที่กลับมาสูงขึ้นในจีน
Alibaba -10.32% Baidu -8.37% Coupang -7.46% Didi Global -6.88% iQIYI -24.10% JD -10.52% Luckin Coffee -16.01% NetEase -9.56% Pinduoduo -20.54% SEA -3.58% TAL Education -12.94% TSMC -2.08% Nio -12.26% Xpeng -13.79%
10. S&P500 VIX Index ผันผวนระหว่างวันเล็กน้อยในกรอบ 30-33 จุด โดยปิดที่ 31.77 จุด (+3.32%)
ด้าน Nasdaq 100 VIX ผันผวนระหว่างวันเช่นกันก่อนปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยปิดที่ 36.55 จุด (+4.88%)
ค่าเงินดอลลาร์ผันผวนเล็กน้อย โดยล่าสุดอยู่ที่ 99.09 จุด (-0.03%)
ราคาทองคำร่วงลงไปแตะระดับ 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยล่าสุดอยู่ที่ 1,954 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 33.44 บาทต่อดอลลาร์
ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยล่าสุดราคาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มาภาพ :
#LHBankAdvisory

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา