23 มี.ค. 2022 เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์
#อาชญากรที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์
เรื่องบางเรื่องก็ยากที่จะเข้าใจ เนื่องจากความรู้สึกของมนุษย์เราเป็นเหตุทั้งสิ้น อ่านเรื่องราวต่อไปนี้แล้วคุณจะเข้าใจ
เด็กอัจฉริยะ
ในเรือนจำฟลอริดาที่มีการป้องกันแน่นหนาที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีนักโทษคนหนึ่งซึ่งถูกกักขังอยู่ตามลำพังมานานหลายทศวรรษ เขาไม่เคยเห็นเดือนเห็นตะวัน ชายคนนี้มีชื่อว่า Mark DeFriest เขาเป็นนักโทษที่มีพรสวรรค์ที่สุด หรือที่รู้จักกันใน ปรมาจารย์ด้านการแหกคุก ที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์!
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก Mark ถูกเรียกว่า "เด็กอัจฉริยะ" ตั้งแต่อายุยังน้อย และด้วยไอคิวที่มากกว่าปกติ เขาจึงสามารถถอดประกอบชิ้นส่วนของ นาฬิกา และเครื่องยนต์ต่าง ๆ ได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ นอกจากนี้ Mark ยังชื่นชอบทำการทดลองสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ
พ่อของ Mark ทำงานที่ Strategic Intelligence Agency ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขาก็เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าโซเวียตจะสังหารและทำลายชีวิตครอบครัวของเขาลงได้สักวัน ดังนั้นเขาจึงฝึกทักษะการเอาชีวิตรอดให้กับลูกชายเพียงคนเดียวของเขาอย่างหนัก
4
ความกลัวของพ่อ
ซึ่งรวมถึงกลวิธีต่าง ๆ ในการใช้ปืน การสร้างเครื่องจักร และทักษะการหลบหนีทั้งหมดที่เขารู้ ดังนั้นของเล่นของ Mark ในช่วงที่พ่อทำการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ให้ จึงเป็นปืนทุกประเภท และนิทานก่อนนอนที่ Mark ได้ฟังทุกคืนมักเกี่ยวกับสงครามกองโจรในรูปแบบต่าง ๆ
แน่นอนว่า อัจฉริยะก็สร้างความทุกข์ให้กับตัวเขาเองเช่นกัน เนื่องจาก Mark มีอาการผิดปกติทางจิตในระดับหนึ่ง แม้ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอะไร
แต่ความเห็นของจิตแพทย์ต่างลงเสียงเป็นเอกฉันท์ ว่า Mark ป่วยเป็นโรค ออทิซึม ซึ่งส่งผลต่อทักษะการเข้าสังคมอย่างรุนแรก แต่โรคนี้ของ Mark ไม่มีวันที่จะส่งผลจนทำร้ายผู้อื่นได้ เพียงแค่เขาจะกลายเป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับโลกตัวเองมากไปเท่านั้น
โลกส่วนตัว
ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้แม่เลี้ยงของเขาไม่พอใจอย่างมาก ในปี 1979 พ่อของ Mark เสียชีวิตและมรดกทั้งหมดที่พ่อเก็บไว้ให้ Mark ในวัย 19 ปี กลับกลายเครื่องมือที่ทำให้ชีวิตของ Mark เปลี่ยนไป
ด้วยเหตุที่ ของทุกชิ้นที่พ่อเก็บไว้ล้วนเป็นสิ่งของที่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายก่อนจึงจะนำไปใช้ได้ ทว่า Mark ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ เขาจึงเปิดกระท่อมไม้ซึ่งเก็บเครื่องมือและมรดกของพ่อที่ทิ้งไว้ให่ทั้งหมด ในวันนั้น Mark นำเครื่องมือโปรดออกไป 2-3 ชิ้น ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะเสร็จสิ้น
เดิมทีนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่แม่เลี้ยงของ Mark กลับโทรแจ้งตำรวจ ซึ่งทันทีที่ตำรวจมาถึง Mark ก็ตกใจกลัวและเลือกที่จะหลบหนี ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกตัดสินจำคุก 4 ปี
คุกช่วงแรก
นับจากวันนั้น 2 ปีหลังจากถูกจองจำ Mark ก็ถูกผู้คุมทรมานและถูกนักโทษคนอื่น ๆ รังแกอยู่เสมอ เขาจึงเริ่มต้นวางแผนการแหกคุกขึ้น
การแหกคุกครั้งแรกของมาร์คเกิดขึ้นในปี 1981 เขาแอบเข้าไปในร้านขายยาของโรงพยาบาลเพื่อซื้อยาสลบที่มีประสิทธิภาพ จากนำเขาก็นำยามาผสมลงในกาแฟของยามเฝ้าประตู "เมื่อทุกคนเข้าสู่นิทรา Mark ก็ค่อย ๆ เดินออกไปตามทางที่วางไว้"
ทว่าระหว่างที่ออกไปมีคนโทรแจ้งตำรวจ Mark จึงได้ออกแบบอุปกรณ์เพื่อ "ดันตัวเองข้ามกำแพงสูงของเรือนจำ เขาจึงออกนอกเรือนจำได้สำเร็จ
แผนแหกคุก
การแหกคุกของ Mark เกิดขึ้นอีกหลายครั้งด้วยแผนต่าง ๆ อาทิ แผนการจุดระเบิดด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจนทำให้ไฟฟ้าภายในลัดวงจร, ทำแบบจำลองของปืนด้วยหลอดยาสีฟัน (เคล็ดลับนี้ถูกทดลองและทดสอบในแผนการแหกคุกหลายแผน)
และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ Mark สามารถจดจำรูปแบบของกุญแจที่ห้อยอยู่บนเข็มขัดของการ์ดได้ทั้งหมดเพียงการมองครั้งเดียว จนถึงตอนนี้ Mark ได้แหกคุกไปทั้งหมด 13 ครั้งและทำสำเร็จทั้งหมด 7 ครั้ง
1
Mark ที่ถูกแหกคุกหลายครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ Florida Reeducation System, ผู้พิพากษา, ผู้คุม และหน่วยลาดตระเวนจำนวนมากต้องปวดหัว พวกเขาจึงขยายเวลาการจำคุกของ Mark เป็น 105 ปี กล่าวคือ Mark จะไม่ถูกปล่อยตัวจนกว่าจะถึงปี 2085
โทษ 105 ปี
และอาจเป็นเพราะชีวิตในคุกนั้นยาวนานและน่าเบื่อหน่ายเกินไป บางครั้ง Mark จึงมักจะทำแผนแหกคุกแบบย่อม ๆ ขึ้นเพื่อฆ่าเวลา มีอยู่ครั้งหนึ่ง ประตูล็อคทั้งหมดในห้องขังถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน และผู้ต้องขังทุกคนก็ออกไปเดินรอบเรือนจำอย่างอิสระ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีการบันทึก สาเหตุของการเกิดที่คล้ายกันไว้ได้มากกว่า 400 รายการ
ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Mark เกิดขึ้นในปี 2001 เมื่อ กาเบรียล ตั้งข้อสังเกตในคดีของ Mark ซึ่งเขาพบว่า Mark เป็นนักโทษเพียงคนเดียวใน ฟลอริดา ที่ไม่มีพฤติกรรมรุนแรง และเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมที่สุด หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไปก็กลายเป็นจุดสนใจ
กาเบรียล จึงใช้เวลากว่าทศวรรษทำงานเกี่ยวกับคดีนี้และถ่ายทำเป็นสารคดีเรื่อง " The Life and Mind of Mark DeFriest" ในปี 2014 ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมาก ทั้งยังทำให้ Mark ได้รับคำชมจากผู้คนมากมายและกลายเป็น "ฮีโร่" ที่ต่อต้าน "ระบบอยุติธรรม" ของสหรัฐอเมริกา
เรื่องดำ ๆ ขาว ๆ
ภายใต้แรงกดดันจากความคิดเห็นของประชาชน Florida Criminal Review Board จึงได้ตัดสินใจให้ลดโทษของ Mark DeFriest ลง 70 ปี และได้รับการปล่อยตัวจากการลงทัณฑ์บนในอีก 2 วัน ทว่าคณะกรรมการทัณฑ์บนแห่งฟลอริดา ไม่เห็นด้วย ทั้งยังออกมาประกาศว่า Mark จะต้องถูกขังอีก 6 เดือนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการใช้ชีวิตหลังจากได้รับการปล่อยตัว
อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เพราะ Mark ได้ก่ออาชญากรรมในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในคุก ที่แคลิฟอร์เนียและอลาบามา เขาจึงต้องรอให้ฝ่ายตุลาการ ที่นั่นยกเลิกการคว่ำบาตรทางกฎหมาย ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องการปล่อยนี้ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า Mark จะไม่ถูกจำคุกเพิ่มอีกในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของการคุมขัง
นอกจากนี้ ที่นอกเรือนจำ ยังมีภรรยาของ Mark ที่รอคอยการปล่อยตัวนี้อยู่เสมอ แม้ว่า บอนนี่ จะอายุมากกว่า Mark 30 ปี แต่สิ่งนี้ไม่ได้ขัดขวางความรู้สึกของทั้งสองคนเลย ซึ่งพวกเขาพบกันจากจดหมายของเพื่อนในคุก
การพบรัก
ทั้งสองส่งจดหมายพูดคุยกันจนความ "รัก" เกิดขึ้น วันที่ 31 พฤษภาคม 1994 ใน มอนทานา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา บอนนี่ "จัดพิธีแต่งงาน" โดยที่มาร์คไม่อยู่ในพิธีแต่งงานด้วย (บทบาทของเจ้าบ่าวถูกพี่ชายของบอนนี่ สมมุติ เป็น Mark ให้) หลังจากนั้น 5 วัน บอนนี่ ก็เดินทางไปที่ฟลอริดาเพื่อพบสามีของเธอเป็นครั้งแรก
Mark วางแผนจะย้ายไปอยู่ โอเรกอน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา หลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เพื่อดูแล บอนนี่ ภรรยาของเขา เนื่องจากบอนนี่อายุ 84 ปี เธอเป็นโรคหัวใจและข้ออักเสบขั้นรุนแรง
ทำให้การเดินไม่สะดวกดังเช่นแต่ก่อน นอกจากนี้ทนายความของ Mark ยังวางแผนสำหรับอนาคตไว้ให้โดยละเอียด รวมถึงการหางาน ทำประกัน และอื่น ๆ เพื่อต้อนรับชีวิตใหม่ให้กับ Mark นอกเรือนจำด้วย
A picture of Mark DeFriest during filming of The Mind of Mark DeFriest
“จะดีจะชั่วล้วนอยู่ที่ตัวเราทำ (ขาวหรือดำล้วนอยู่ที่การทาครีม)”
ติดตามเรื่องเล่าจากดาวนี้เพิ่มเติมได้ที่
หากชื่นชอบก็อย่าลืมกด Like กด Share เพื่อเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ สามารถแชร์แนวคิด มุมมองดีๆได้ใน Comments นี้เลย
#เรื่องเล่าจากดาวนี้
โฆษณา