13 เม.ย. 2022 เวลา 17:17 • หนังสือ

คุยหลังอ่าน : แด่เธอผู้เปล่งประกายใต้แสงจันทร์

คุยหลังอ่าน : แด่เธอผู้เปล่งประกายใต้แสงจันทร์
เรื่องราวของ "ทาคุยะ" ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอย่างซังกะกายไปวัน ๆ เพราะสูญเสียคนสำคัญในชีวิตไป
วันหนึ่งเขาได้รู้จักกับเพื่อนร่วมห้องผู้ที่แทบจะไม่ได้เข้าเรียนเลย "มามิสุ" ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะป่วยเป็น "โรคเปล่งแสง"
โรคที่ร่างกายของผู้ป่วยจะเปล่งแสงเมื่อต้องแสงจันทร์และจะยิ่งเจิดจ้ามากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ระยะสุดท้าย โรคอันแสนเศร้าที่น่างดงามแต่ไม่สามารถรักษาให้หายได้
ทาคุยะ ได้ทำของสำคัญของเธอพังอย่างไม่ตั้งใจ เขาอยากจะชดใช้โดยการยอมทำ "สิ่งที่อยากทำก่อนตาย" แทนเธอและกลับมาเล่าให้ฟัง
นับจากวันนั้น วันเวลาที่หยุดนิ่งของเขาก็กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
เพื่อน ๆ อาจจะเริ่มคิดในใจแล้วว่า "เอาอีกแล้วหรอ พล็อตเรื่องนางเอกป่วยแบบรักษาไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องตาย"
สำหรับผมแล้ว แม้ว่าจะดูคล้ายกับเรื่องอื่น ๆ แต่สิ่งที่นิยายแต่ละเล่มอยากจะสื่อสารกับคุณย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอนครับ
เหมือนนิยายรักที่นางเอก พระเอกเจอกัน และยังไงก็รักกันในตอนสุดท้าย นิยายรักหรือการ์ตูนเลิฟคอมเมดี้หลาย ๆ เรื่องก็มักจะเป็นแบบนี้ใช่ไหมครับ
แต่ทุกคนก็ยังคนอ่านหรือดูมัน นั่นเป็นเพราะว่าทุกคนไม่ได้สนใจจุดหมายปลายทาง แต่เป็นเรื่องราวระหว่างนั้นต่างหากนั่นเองครับ
เอาหละ กลับมาที่นิยายกันต่อครับ หลัก ๆ เลยเรื่องนี้เค้าเขียนเกี่ยวกับความตายครับ
อาจารย์ "ซาโนะ เท็ตสึยะ" ผู้เขียนนิยายเล่มนี้ตั้งใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะอยากทำให้ใครสักคนคิดขึ้นมาได้ว่ามีชีวิตอยู่ต่อเถอะ
อาจารย์แกเล่าว่า เขียนนิยายมาตั้งแต่เด็กพร้อมกับคิดว่าอยากเป็นนักเขียนนิยาย แต่ก็คิดว่าตัวเองคงทำไม่ได้ แต่เพื่อนคนหนึ่งที่คอยบอกว่าเสมอว่าเป็นได้แน่นอน เพื่อนคนนี้คอยอ่านทุกสิ่งที่เขาเขียน แต่แล้วในคืนหนึ่งเขาก็ได้ฆ่าตัวตายและจากโลกนี้ไป
อาจารย์แกบอกว่าหลังจากวันนั้นก็เรียกได้ว่าใช้ชีวิตแบบซักกะตายเหมือนตัวเองของนิยายเรื่องนี้เลยครับ แล้วก็ได้เขียนนิยายเล่มนี้ออกมา
ในเรื่องจะมีการพูดถึงความตายบ่อยมากครับ โดยเฉพาะตัวนางเอกเองที่พูดถึงความตายด้วยรอยยิ้มอย่างสนุกสนาน มองเป็นเรื่องเล่น ๆ แต่จริง ๆ แล้วภายในกลับรู้สึกตรงกันข้าม
ตัวพระเอกเองก็แทบใช้ชีวิตราวกับว่าตนเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ถ้าตาย ๆ ไปก็คงไม่เห็นเป็นอะไร
แต่ความจริงแล้ว การมีชีวิตอยู่ต่อของคนที่เหมือนตายไปแล้ว กลับมีความสำคัญต่ออีกชีวิตหนึ่งที่กำลังจะตายจากไปอย่างมาก
ผมเองก็เชื่อนะครับว่า ถึงแม้ตัวคุณจะรู้สึกไร้ค่าเป็นอย่างมาก แต่การมีชีวิตอยู่ของคุณจะต้องส่งผลดีต่อใครบางคนบนโลกนี้อย่างแน่นอนครับ
สำหรับเนื้อเรื่องผมไม่อยากลงลึกมากครับ อยากให้ทุกคนได้ลองไปสัมผัสกันดู
โทนของเนื้อเรื่องจะหม่น ๆ เทา ๆ เพราะด้วยมุมมองของพระเอก แต่ก็พอมีจุดให้ขำขันกันอยู่บ้างครับ
ช่วงท้ายเรื่องแน่นอนว่าค่อนข้างหนักแน่นกันเลยทีเดียวครับ ความรู้สึกที่หนักอึ้งของตัวละครทั้งสองจะพลอยทำให้คุณรู้สึกแน่นอกไปด้วย
เมื่ออ่านจนจบคุณก็จะรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องราวที่แสนโศก แต่น้ำตาที่คุณเสียไปนั้นมันคือน้ำตาของความสุขที่คุณได้รับจากเรื่องราวนี้ครับ
สำหรับผม ตัวของ ทาคุยะ ที่ใช้ชีวิตแบบอยากตาย หรือ มามิสุ ที่ใกล้จะตายเต็มทน ไม่ว่าจะชีวิตของใครก็น่าเศร้าทั้งคู่
เลยมีคำพูดนึงภายในเรื่องที่ผมชอบมากครับ "แทนที่จะคิดว่าหลังตายไปแล้วจะเป็นยังไง ลองมาคิดดูว่าถ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปจะเป็นยังไงดีกว่า"
แล้วเพื่อน ๆ หละครับ คิดว่าระหว่าง "คนที่ความตายใกล้คืบเข้ามาทุกทีกับคนที่ใช้ชีวิตโดยรู้สึกอยากตาย...ใครที่น่าเศร้ากว่ากัน"
หน้าปกสวยมากครับเล่มนี้ ที่คั่นหนังสือมีแถมมาสองอันในเล่ม แต่วิเศษคือทั้งปกและที่คั่นมีกลิทเตอร์สะท้อนแสงสีรุ้งครับ!
โฆษณา