ท้อแท้กับการสร้างความมั่งคั่งแบบอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อยู่รึเปล่า?
ถ้าคำแนะนำทางการเงินแบบเดิมๆ ที่ว่า "ได้เงินเดือนมา ให้อดทนอดกลั้นใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์ นำเงินที่ได้ไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน อสังหา ฯลฯ แล้วนำกำไร/ปันผล/ดอกเบี้ย ที่ได้ ไปลงทุนเพิ่ม เกษียณอายุก่อนกำหนด และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข" มันหดหู่เกินไป ถ้าคุณอยากมีความสุขตั้งแต่ตอนนี้ ไม่อยากรออายุมาก แล้วล่ะก็ ขอแนะนำทางเลือกในการบริหารเงินของคุณ จากสรุปหนังสือ The Last SAFE Investment โดย Bryan Franklin และ Michael Ellsberg
The Last SAFE Investment by Bryan Franklin and Michael Ellsberg
📌 แค่หน้าปกของหนังสือเล่มนี้ก็บอกแล้วว่า
__ "ใช้จ่ายซะตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริงตลอดไป" __
😍โอ้โหตาลุกวาว มันยังไงกัน การใช้เงินมันทำให้เรามั่งคั่งได้อย่างไร
มันเป็นแชร์ลูกโซ่รึเปล่า ลองตามมาดูกัน
ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่า คำแนะนำในการบริหารจัดการเงินที่ดี ควรจะใช้ได้จริงกับทุกคน แบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ไม่ต้องพึ่งแรงปรารถนา หรือ วินัยส่วนบุคคล เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถรักษาวินัย ควบคุมตัวเองได้ ต้องไม่เป็นการให้เล่นเกมส์ที่มีผู้แพ้ผู้ชนะ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะชนะได้หมด อันที่จริงมีเพียงส่วนน้อยเสียด้วยซ้ำที่ชนะ ต้องพาคุณรอดได้ในโลกที่มีแต่ความไม่แน่นอน และที่สำคัญคือ ทุกอย่างมันต้องเป็นสิ่งที่ตัวคุณเองควบคุมได้
ผู้เขียนได้นำเสนอระบบนิเวศน์ทางการเงินที่จะนำพาไปสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง ดังนี้
Financial Ecosystem : Path to True Wealth by Bryan Franklin and Michael Ellsberg
หลักๆก็ คือ เน้นการลงทุนกับตัวคุณเอง สร้างคุณค่าในตัวของคุณเอง โดยการนำรายได้ไปใช้สร้างประสบการณ์ชีวิต นำไปสู่มุมมองใหม่ๆ ซึ่งทำให้ตัวคุณเองเกิดการพัฒนา ไม่ว่าจะด้านการเปลี่ยน Mindset หรือ มองเห็นโลก เห็นโอกาสในชีวิตที่มากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาทางจิตวิญญาณของตัวคุณเอง ที่จะทำให้คุณเป็นผู้ทรงความรู้ ทรงคุณวุฒิ สามารถถ่ายทอดส่งต่อคุณค่าให้แก่ผู้อื่น และกลับมาสร้างรายได้ให้ตัวคุณเอง
ซึ่งการลงทุนกับตัวคุณเองไม่ได้มีแค่ในเรื่องของทักษะความรู้ แต่ยังรวมไปถึง ความสัมพันธ์ เครือข่าย และ อายุที่ยืนนาน สุขภาพที่แข็งแรง อีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น
Design illustration vector created by pikisuperstar - www.freepik.com
▫️คุณอาจยอมลงทุนเรียน ซื้อหนังสือ รวมไปถึงการสอบเอาใบรับรอง เพื่อนำความรู้ความสามารถ และ การยอมรับ มาใช้ในการหารายได้ผ่านการเป็นที่ปรึกษา เช่น เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นวิศวกรตรวจสอบก่อนรับบ้าน ที่ปรึกษาทางบัญชี ฯลฯ
Electric fan vector created by vectorjuice - www.freepik.com
▫️ถ้าคุณมีความรู้ทางการช่าง คุณอาจจะรับซ่อมอุปกรณ์ หรือแม้กระทั่งสอนผู้ที่สนใจ โดยอาจจะคิดเงิน หรือ ไม่คิดเงิน เพื่อสร้างเครือข่ายที่อาจจะกลับมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ในอนาคต (ผู้เขียนยกตัวอย่างชายผู้หนึ่ง ไปซ่อมเรือสปีดโบ้ตให้เพื่อนของเขาฟรีๆ ซึ่งทำให้เพื่อนของเขาทราบซึ้งในน้ำใจ และให้เขายืมเรือไปขับเล่นได้ตามใจชอบ ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายว่า เหตุการณ์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันนี้ทำให้ชายในตัวอย่างสามารถมีประสบการณ์ขับเรือสปีดได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อเป็นของตนเองเลยด้วยซ้ำ)
Trail running vector created by pch.vector - www.freepik.com
▫️คุณอาจจะเสียเงิน ซื้อเสื้อผ้า รองเท้ากีฬา ซื้อตั๋ว ลงแข่งวิ่งมาราธอน วิ่งเก่งจนคนเห็นความสามารถ ชวนเข้าร่วมกลุ่มเทรนนิ่งอย่างถูกหลัก ซึ่งในกลุ่มนั้นก็อาจจะมีผู้ที่มีเครือข่ายรู้จักคนโน้นคนนี้ จนสามารถต่อยอดหาสปอนเซอร์รองเท้ากีฬา จ้างคุณให้เป็นนักแข่งในสังกัด ให้รองเท้ากีฬาคุณใส่ฟรีๆ ไปลงแข่งตามสถานที่ต่างๆ เพราะเมื่อคุณชนะก็จะเป็นการโปรโมทสินค้าในสปอนเซอร์ไปในตัว
ผู้เขียนบรรยายว่า ที่ผ่านมาทุกท่านมักถูกสอนว่า การซื้อหุ้น การซื้อทองคำมาเก็บสะสมไว้เป็นการลงทุน แต่การซื้อของหรือแม้กระทั่งซื้อนาฬิกาทองคำมาสวมใส่กลับถือเป็นการใช้จ่าย ซึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ได้มีเงินเหลือมากพอที่จะไปลงทุน จึงทำให้หลายท่านตัดตนเองออกจากการเป็นนักลงทุน ไม่เห็นประโยชน์ที่จะหาความรู้ทางการเงิน เพราะมักจะท้อใจและไม่คิดว่าเงินที่เหลือเก็บได้เดือนละ 1,000 บาท จะสามารถสร้างความมั่งคั่ง จนนำไปซื้อคฤหาสน์หรูหรือเรือยอร์ชได้
ผู้เขียนจึงอยากให้ทุกท่านลองเปลี่ยนมุมมองทางความคิด แทนที่จะเป็นการคิดว่าคุณจะต้องนำเงินไปลงทุนก่อนนำที่เหลือไปใช้จ่าย แต่ลองเปลี่ยนเป็นใช้จ่ายอย่างมีระบบเพื่อเป็นการลงทุนอย่างเป็นระบบ ที่จะช่วยสร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง ต่อยอดเป็นรายได้ในอนาคต ในระยะยาว เพราะคนเราคงไม่สามารถ ห้ามตัวเองไม่ให้ซื้อของได้ 100% แต่อย่างน้อยก่อนตัดสินใจจ่ายเงินเลือกซื้ออะไรก็ตาม ให้ลองพิจารณาถึงประโยชน์ในด้านต่างๆที่ส่งถึงผลตัวคุณ ที่สร้างมูลค่าให้ตัวคุณเองได้ในอนาคต
ซึ่งน่าจะทำให้ทุกท่านมีความหวังในการบริหารค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
โดยผู้เขียนได้อธิบายระบบที่ใช้ในการประกอบการพิจารณา เพื่อตัดสินใจว่าควรจะจ่ายหรือไม่จ่ายเงินซื้ออะไรก็ตามดังนี้
💪🏻 เงินที่จ่ายไปให้ประโยชน์ทางด้าน สุขภาพ หรือไม่ ? 🏌🏻‍♀️
โดยเปรียบเทียบระหว่างราคา และ ผลลัพธ์ที่ได้ประโยชน์เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคุณ ไม่ว่าจะเป็นด้าน คุณค่าทางอาหาร สุขภาพความแข็งแรงของร่างกาย หรือแม้กระทั่ง คุณภาพในการนอน ว่าคุ้มค่าเหมาะสมหรือไม่
🤝 เงินที่จ่ายไปให้ประโยชน์ทางด้าน ความสัมพันธ์ หรือไม่ ? 🫂
โดยเปรียบเทียบระหว่างราคา และ ผลลัพธ์ที่ได้ประโยชน์เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นด้าน ความสัมพันธ์ทางเพศ ความรัก ความโรแมนติก หรือแม้กระทั่ง การสร้างเครือข่ายระหว่างเพื่อนฟูง และ ครอบครัว ว่าคุ้มค่าเหมาะสมหรือไม่
💸 เงินที่จ่ายไปให้ประโยชน์ทางด้าน การเงิน หรือไม่ ? 🏡
โดยเปรียบเทียบระหว่างราคา และ ผลลัพธ์ที่ได้ประโยชน์เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนทางการเงินของคุณ ไม่ว่าจะเป็นด้าน รายได้ ทรัพย์สินสุทธิ หรือแม้กระทั่ง มีผลต่ออาชีพการงาน ว่าคุ้มค่าเหมาะสมหรือไม่
🏖 เงินที่จ่ายไปให้ประโยชน์ทางด้าน วัฒนธรรม หรือไม่ ? 🏕
โดยเปรียบเทียบระหว่างราคา และ ผลลัพธ์ที่ได้ประโยชน์เกี่ยวข้องกับการเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต (เปิดหูเปิดตา) ไม่ว่าจะเป็นด้าน ศิลปะและความบันเทิง การท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่ง การสร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านหรือรอบๆตัวคุณ ว่าคุ้มค่าเหมาะสมหรือไม่
🏆 เงินที่จ่ายไปให้ประโยชน์ต่อ ความมุ่งหมายในชีวิต หรือไม่ ? 💃🏻
โดยเปรียบเทียบระหว่างราคา และ ผลลัพธ์ที่ได้ประโยชน์เกี่ยวข้องกับความหมาย หรือ คุณค่าในชีวิตของคุณ ไม่ว่าจะเป็นด้าน การสร้างชื่อเสียง การสร้างตำนาน การส่งต่อคุณประโยชน์ให้ผู้อื่น หรือแม้กระทั่ง ผลลัพธ์ต่อจิตวิญญาณของคุณ ว่าคุ้มค่าเหมาะสมหรือไม่
👩🏻‍🏫 เงินที่จ่ายไปให้ประโยชน์ต่อ ความสามารถในการส่งมอบคุณค่า หรือไม่ ? 👩🏻‍🎤
โดยเปรียบเทียบระหว่างราคา และ ผลลัพธ์ที่ได้ประโยชน์เกี่ยวข้องกับการส่งมอบคุณค่าของคุณ ไม่ว่าจะเป็นด้าน การสร้างความคิดสร้างสรรค์ การทำให้คุณน่าสนใจ น่าเชื่อถือ น่าติดตาม หรือแม้กระทั่ง การเพิ่มพูนองค์ความรู้ของคุณ ว่าคุ้มค่าเหมาะสมหรือไม่
ซึ่งในการพิจารณาปัจจัยต่างๆเหล่านี้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ คุณต้องมีอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง เงินที่เสียไป กับ ความสุขที่ได้รับ ที่เหมาะสม ซึ่งทุกท่านอาจเคยประสบเหตุการณ์ที่ว่า หลังจากคุณจ่ายเงินซื้อของบางอย่างไป คุณมีความสุขที่ได้ครอบครองชิ้นนั้น แต่ความสุขนั้นมันอยู่ได้นาน เหมาะสมกับเงินที่จ่ายไปแค่ไหน ยิ่งคุณต้องใช้เงินมาก เพื่อสร้างความสุขให้ตัวคุณเอง ยิ่งแปลว่าความสุขของคุณ มีราคาแพงมากตามไปด้วย
The more you must spend money in order to be happy, the more expensive that happiness is.
The Last SAFE Investment
ถ้าคุณสามารถปรับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง เงินที่เสียไป กับ ความสุขที่ได้รับ ให้เหมาะสมได้ คุณก็จะมีเงินเหลือเก็บด้วย และ ได้ใช้จ่าย ได้ทำในสิ่งที่คุณรักด้วย ทำให้เกิดการสร้างคุณค่าให้ตัวคุณเอง และปล่อยให้ความทรงความรู้ ทรงคุณวุฒิของคุณ เป็นสินค้า สร้างรายได้ ซึ่งเป็นความมั่งคั่งทางการเงิน สร้างเครือข่ายผู้คนที่พร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลคุณ ซึ่งเป็นความมั่งคั่งทางจิตใจ ทำให้คุณมีความมั่งคั่งอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะเจอวิกฤตอะไรก็ตาม
อ่านแล้วเป็นอย่างไรกันบ้าง ชอบแนวทางการบริหารเงินแนวใหม่นี้หรือไม่ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแชร์ต่อไปให้คนที่คุณรักและหวังดีได้
🙏🏻 หากชื่นชอบบทความนี้ โปรดกดติดตามเพจ เพื่อไม่ให้พลาดเนื้อหาดีๆ ที่ https://www.blockdit.com/wealthyreaders
Youth vector created by freepik - www.freepik.com
  • 1
โฆษณา