21 พ.ค. 2022 เวลา 03:32 • ความคิดเห็น
สมัยก่อน วัดวาอาราม ท่านไม่ได้มีไฟฟ้า ใครไปวัด ..ก็ต้องเดินกันลำบากหน่อย ต้องเดินฝ่าป่าหญ้า ทางมันรก ต้องพายเรือไปบ้าง ที่วัดก็มีแต่ตะเกียงน้ำมันเล็กๆ ไว้ส่องเวลาเดินมืดค่ำ พระที่อยู่ตามวัดว่า ญาติโยมก็ไม่ค่อยมีปัจจัยถวาย ..เวลาบิณฑบาต ท่านก็ต้องเดินไกล..มีแค่บาตร โยมเค้าตักข้าวใส่บาตร บางที่ไกลๆ ก็ข้าวเหนียวปั้นหนึ่ง ไข่เค็มบ้าง อาหารที่ใส่บาตรอย่างอื่นไม่ค่อยมีหรอก เพราะถุงพลาสติกไม่มี
แต่เดี๋ยวนี้ ยุคมันเปลี่ยนมาเรื่อยๆ มีถุงพลาสตติก มีใส่น้ำ มีอะไรมากมาย ต้องนั่งรถไปบิณฑบาต ขนใส่รถเข็นกลับวัด ..มันมากมาย ..จะไปว่า ญาติโยมเค้าก็ไม่ได้ .
เค้าก็ต้องการบุญ สำคัญอยู่ที่นักบวช..ว่าจะดูแลตนเองอย่างไร ยินดีพอใจ แค่เต็มบาตรเท่านั้นเอง ก็พระท่านรับอาหารจากบาตร เพื่อไปฉันประทังสังขาร ไม่ได้เอาไปหุงหากินนี่น่ะ เอาเพื่อประทังสังขาร มาประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้นเอง
ตอนเด็กๆ ยังเคยเห็น พระท่านท่านอยู่บนเขา ..ท่านก็ต้องหุงข้าว ฉันกะปิ กับตะไคร้ แค่นั้นเอง ก็สิ่งแวดล้อมมันเปลี่ยนแปลง คนก็เกิดตาย คนเกิดใหม่ เข้ามาวัดก็ ต้องมีไฟฟ้า มีน้ำปะปา มีห้องน้ำห้องท่าดีๆ มีพัดลม มีแอร์ ต้องมีเมรุ เผาศพ มีศาลา เมื่อก่อน..ศาลาสวดศพ กับเมรุเชิงตะกอน เค้าไม่เอาอยู่ใกล้กัน ศาลาศพ ศาลาทำบุญ เค้าไม่เอามารวมกัน
คนสมัยก่อนทำบุญฟังธรรม นั่งพับเพียบกับพื้น คนสมัยนี้ต้องนั่งเก้าอี้ทำบุญฟังธรรมให้กายมันสบาย นิสัยอะไรมันก็ย่อมแตกต่างกัน..
แต่เดี๋ยวนี้ อะไรมันเปลี่ยนแปลง เพราะมันมีทั้งค่าน้ำค่าไฟ ค่ารักษาพระที่เจ็บป่วย..ค่ารถเดินทางไปรักษา มันมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เดินเท้า พายเรือเหมือนแต่ก่อน นั้นแหละ พระท่านก็คนมาบวช..ถึงเวลาก็แก่ เจ็บอาพาธ ก็ต้องไปรักษา ..
1
..บางองค์ท่านมีสัจจะ เจ็บป่วยไม่บอกใคร สลบด้วยเลือดที่ที่ไหลออกมาจนเปียกสงบ คนมาเจอก็พาไปรักษา กระเพาะที่ทะลุ แล้วเราก็กลับมามองตัวเรา เวลาเราเจ็บป่วยเป็นยังไง มีแต่เรียกร้องให้คนช่วย ผู้ที่ที่ท่านมีจิตใจมันคง เจ็บป่วยท่านก็ถือว่าเป็นกรรม ต้องชดใช้กรรมอยู่กับสังขารนั้น ท่านก็ทำจิตทำใจท่าน ส่งบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรที่มาทวงกรรมที่สังขารท่าน ท่านก็ส่งเจ้ากรรมนายเวรเค้า ให้ไปสู่สถานที่ดีๆเกิดขึ้น
เรื่องราว..ของคำว่าเจ้ากรรมนายเวร ยิ่งปฏิบัติธรรม มีบุญกุศลบารมีมาก เจ้ากรรมนายเวรยิ่งมาทวงกรรมกัน เหมือนคนเคยมีหนี้ เจ้าหนี้ยิ่งมาทวง ยิ่งใกล้บรรลุสำเร็จ ชาติสุดท้าย ยิ่งมากันใหญ่ เพราะถ้าท่านไปเข้านิพพานแล้ว ก็ไม่รู้จะไปทวงกับใคร กรรมที่อยู่กับดินฟ้าอากาศ ต้องสะสางบัญชี ท่านก็จะจัดสรรนำเรื่องเจ้ากรรมนายเวรมาส่งให้เอง มาทวงเอง นั่นก็เป็นเรื่องของจิตผู้ที่ มีคำว่า ขันติธรรมอันยิ่งยวด ซึ่งหาได้ยาก
พระที่ท่านปฏิบัติจริง ท่านไม่อยากรับปัจจัย..ของญาติโยมหรอก ท่านกลัวเป็นหนี้..คือ เมื่อรับของโยมท่าน ยิ่งโยมถวายตรงพระพุทธเจ้า ..ท่านไม่หยิบมาใช้ส่วนตัว ท่านบอกว่าเงินสาธุ แค่ใช้ผิดเจตนาญาติโยม ก็ถือว่ายักยอกปัจจัยโยมแล้ว มันมีรายละเอียด..ในเรื่องเหล่านี้ แต่คนสมัยนี้ เค้าไม่สนใจศึกษากัน.. แต่คนที่รู้จักเรื่องราวเหล่านี้ เค้าจะกลัว..กลัวเวรกลัวกรรม ของฟรีไม่มีในโลกหรอก ..มีแต่เป็นกรรมที่ต้องชดใช้
นักบวช..บางรูปก็บอกว่า ฉันไม่จับปัจจัย..ไม่จับปัจจัยก็จริง มือไม่จับ แต่จิตมันจับ..ก็เลยใช้ปัจจัยเงินทองมากกว่า ผู้ที่ใช้มือจับก็มีมากมายก่ายกอง .. แล้วระหว่างจับกับไม่จับแตกต่างกันตรงไหนล่ะ
จะศึกษาพุทธ..ก็ศึกษาที่ลงมือประพฤติปฏิบัติธรรม .หาที่สงบๆ หาทีลำบากๆ อย่าหาที่สุขสบาย เพื่อให้จิตมันตื่นขึ้นมา รู้จักทุกข์ หาครูบาอารย์ที่ท่านปฏิบัติธรรมได้จริงๆ นั้นเหมือนเสี่ยงทายเหมือนกัน ก็ต้องแล้วแต่บุญกุศลที่เคยทำมาอีกเหมือนกัน อย่าไปศึกษาแค่เพียงตัวหนังสือจดจำ..แค่สัญญาที่กายจำหลงๆลืม ปฏิบัติธรรมให้จริงๆขึ้นมา ให้จิตเรามีเหตุผลของธรรม
นักบวช..บวชมาเพื่อประพฤติปฏิบัติธรรมตามรอยพระพุทธเจ้า นั้นหายาก ท่านไม่มาเสาะแสวงหา ทรัพย์สินเงินทอง ท่านมีแต่ปฏิบัติธรรม เดินตามรอยองค์พระสิทธัตถะ หนีกรรม หนีการเกิด ..ถ้าเราเจอะเจอ ไม่สนประพฤติปฏิบัติธรรมจริงๆ ท่านไม่พูดอะไรให้ฟังเลย เงียบเฉย..เท่านั้นเอง เพราะจิตท่านไม่มีอะไร… แล้วท่านก็อ่านจิตโยมออก ..ว่าเป็นยังไง ..มีบุญกุศล จะประพฤติปฏิบัติธรรม หนีกรรมมั้ย..ท่านดูออก ..
1
เรื่องราวการศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรมไปตามรอยคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องค่อยๆ ..เดินช้าๆ..กระทำ ให้เกิดเป็นความเพียร อย่าด่วนรีบร้อน ค่อยๆสร้างบุญกุศล..ให้จิตเรามีบุญหนุนนำ ให้มีการประพฤติปฏิบัติธรรม ให้มีสติปัญญา รู้จักกรรม แล้วหนีกรรมได้ จิตก็เข้าใจเรื่องโลก เรื่องธรรมชัดเจนขึ้น โลกส่วนโลก ธรรมส่วนธรรม กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ต้องแยกออกจากกันได้ชัดเจน
โฆษณา