31 พ.ค. 2022 เวลา 16:50 • ปรัชญา
เรื่องราวของการฟังธรรมจากพระผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม เดินตามรอยขององค์พระสิทธัตถะ ที่ท่านทิ้งเวียงวัง ทิ้งทรัพย์สมบัติ ไปนั่งกลางป่า ท่านสละวัตถุปัจจัยออกไปไปจากตัวท่าน ท่านเหลือแต่ตัว ไปนั่งกลางป่า ท่านไปกระทำเพื่ออะไร นั่นก็เพราะท่านได้สะสมการสละทรัพย์สมบัติเงินทอง ออกไปเป็นทานบุญบารมี มาหลายชาติ จนชาติพระเวสสันดร ท่านสละไปแล้ว..แต่เหมือนไปยึดกลับมา คือ กลับมาอยู่เวียงวังใหม่ เหมือนยังตัดไม่ขาด
จนมาชาติพระสิทธัตถะ ..ท่านก็สละวัตถุปัจจัยนั้นไป เพราะมองเห็นว่า มันทำให้ทุกข์ ที่จิตนี้ต้องไปยึดไปถือ ท่านก็เลยทิ้งเวียงวัง ทิ้งวัตถุปัจจัย ยศฐานบรรดาศักดิ์ไปอยู่ป่า ..การไปอยู่ป่าของท่าน ท่านไปนั่ง..เพื่อสะสางกาย สะสางอารมณ์ นั้นคือรอยของเดิน การยืน การนั่ง การนอน ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ให้กายนั้น นิ่ง จิตนิ่ง จิตที่นิ่งอาศัยอยู่ในเรือนกายที่นิ่ง ท่านกระทำไปเพื่ออะไร
เมื่อกายนิ่งจิตนิ่งเกิดขึ้น นั้นก็จะเกิดคลื่น หรือ สิ่งหนึ่งที่เรียกว่า แสงรัตนะ เกิดขึ้น.
เกิดขึ้นมาเพื่อ ขจัดสลัด สีต่างๆที่เป็นสีดำต่างๆ ที่ติดอยู่กับธาตุทั้งสี่ ที่รวบกรรมต่างๆที่ติดมาทุกภพชาตินั้นออกไป ในธาตุทั้งสี่เป็นสีดำ สีต่างๆ จนธาตุนั้นใสสะอาด
แม้แต่ในเรื่องราว คำว่าอัฐิ ที่แปรสภาพ ก็ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นผู้สำเร็จ อิทธิฤทธิ์ของคาถาเวทมนต์ ก็ทำให้แปรสภาพได้ ที่มันมีรายละเอียดเข้าไปอีก ให้รู้จักว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
คราวนี้..เมื่อเราจะหาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม เดินตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง เราหาไปเพื่อ..เพื่อฟังธรรม ที่เกิดขึ้นจากจิตของท่าน ที่มาจากการประพฤติปฏิบัติธรรมเดินตามรอยของท่าน ฟังไปเพื่อ..น้อมนำในสิ่งที่พูดให้ฟังชี้แจงให้ฟัง ว่าต้องปฏิบัติอย่างไรถึงจะถูกทางแล้วได้เหตุผลให้แก่จิต เรื่องราวที่ท่านสอน..ชี้แจง..ก็จะชี้ไปที่จิตของผู้ฟัง..ชี้ด้วยภาษาที่ฟังเข้าใจง่ายๆ ชาวบ้านธรรมดา
การชีแจงธรรม..บางคนครั้งก็มุ่งไปที่จิตของผู้ฟังเฉพาะหน้า ผู้ที่ติดขัดในเรื่องราวที่ไม่เข้าใจ ส่วนมากก็เรื่องราวของอารมณ์ นั้นแหละ ที่พาให้เผลอสติไปสร้างแต่กรรม โดยไม่รู้ตัว มุ่งให้แก้ใขตนเอง ไม่ได้ไปแก้ไขที่คนอื่น
สิ่งที่ท่านบอกกล่าว นั้นก็เรื่อง ทานคืออะไร บุญคืออะไร ทำแล้วได้อะไร มีอะไรเป็นที่สังเกตเราเราทำบุญ แล้วได้บุญจริง เป็นหลักฐานให้แก่จิต แล้วท่านก็จะชี้ไปที่เรื่องราวของคำว่าพระคุณพ่อแม่ นั้นมีความสำคัญอย่างไร ที่จะทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเจริญขึ้น
แล้วก็เรือ่งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย..ที่เรามองข้ามหรือ ไม่รู้ ..มันก็ทำให้จิตเรามันไม่เข้มแข็งขึ้นมา สติเราก็ไม่ทัน แล้วเรื่องราวอารมณ์ที่ถ่วง โลกเค้่าถ่วงไม่ให้ปฏิบัติธรรม ที่เราไม่รู้จักว่า นั้นคือ สิ่งที่โลกเค้าถ่วงเรา
เรื่องของกรรม ที่มีรายละเอียดมากมาย ..ท่านก็ชี้ให้เรารู้จัก เรื่องการฝึกหัด สติ เรื่องอารมณ์ เรื่องราวอารมณ์ที่มีรายละเอียดมากมาย เรื่องอารมณ์นั้น..เมื่อปรากฏขึ้น ..ต้องเรียนรู้ประจักษ์ด้วยจิตจริง จิตถึงจะไปลดละ ไม่อยากมีอารมณ์ มีเมื่อไหร่ก็มีกรรม แม้แต่ในเรื่องราวที่ว่าสมองท่านก็บอกให้ศึกษา โดยใช้กายนิ่งจิตที่นิ่งนั่นศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง
สิ่งที่ท่านให้ศึกษา ก็เรื่องของกายเรานั้นมันมีกรรม มีอารมณ์ต่างๆ มีสีกรรมต่างๆเกิดขึ้น มันมาจากตรงไหน เรื่องการใช้กายวาจาใจ มันเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง วิญญาณทั้งหกมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ตาของผู้ที่มีกรรม กับตาของผู้ที่มีธรรมแตกต่างกันอย่างไร
พระที่ท่านปฏิบัติจริงท่าน ไม่สนใจอะไร ท่านก็เพียรชำระจิตของท่าน ถ้าเราไม่สนใจจริง ไม่ตั้งใจปฏิบัติธรรมเลย พกทิฐิอวดเก่ง อวดดี ท่านก็เงียบ เคยคุยกับพระที่ท่านปฏิบัติ ถามท่านว่า ทำไมท่านไม่สอนเค้า ท่านบอกว่า บอกไม่ได้ แค่จะพูดหน่อย สีดำๆ นั้นก็ไหลอออกมาจากตัวเค้าแล้ว
นั้นก็หมายความว่า ..กรรมนั้นปกปิดจิตดวงนั้น ไม่ให้มีโอกาสแก้ไข พระที่ท่านปฏิบัติเพื่อ หนีกรรม..ท่านก็ระมัดระวังเรื่องการคล้องกรรม ท่านไม่อยากเกิดมาอีก ท่านก็อยู่ของท่านเงียบๆ เรื่องราวของจิตที่มีกรรม ไปกระทบท่าน ..ท่านก็รู้จิตแต่ละดวงทำอะไรมา นึกคิดอะไรในใจท่านก็ได้ยิน เพียงแต่ท่านจะพูดหรือไม่เท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องราวที่ เหนือวิสัยคนปกติทั่วไป มีแต่ผู้ที่ตั้งใจจริงๆ ถึงจะรู้จักว่า ทำอะไรที่เหนือ กว่าคนทั่วไปได้ แล้วเรื่องขันติของท่านก็มีมาก
คนอยู่ใกล้ชิด สติปัญญาไม่ไว ไม่มีไหวพริบ จะไม่สามารถสังเกตได้เลย สิ่งที่เขียนมาล้วน เป็นสิ่งที่เราต้องการรู้จักเรื่องราวของอารมณ์กรรมตัวกระทำของเราเอง เพื่อที่จะได้รู้จักแก้ไขจิตของตัวเอง หนีกรรม โดยที่เราต้องหาจากจิตที่ได้ธรรมจากการประพฤติปฏิบัติธรรมตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกิริยาปฏิบัติธรรม เดิน ยืน นั่ง นอน
นั้นคือสิ่งที่เราอยากจะได้ คือ ธรรมที่ชี้ให้เรา เข้าใจ แก้ไขนิสัยกรรมของตัวเอง ลดละกรรมของตํวเราเอง ไม่ได้ไปแก้ไขที่ใครอื่น เพราะเราเป็นผู้รับกรรมจากการกระทำของเราเอง เราจึงต้องหาครูบาอาจารย์ที่เขี่ยขี้ผงในตา ให้ตามันสว่างไสวขึ้น เพื่อจะได้เกิดปัญญา หนีกรรมขึ้นมา ไม่งั้นก็หลงใหลอยู่อย่างนี้ เกิดๆตายๆ ใช้สังขารเปลื้อง ไม่รว่าจะไปได้สังขารอะไรบ้าง
เรื่องของการประพฤติปฏิบัติธรรม จึงต้องการฟังธรรมจากผู้ที่ ประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วถึงธรรม ฟังง่ายๆ เอาไปแก้ไข การประพฤติปฏิบัติธรรมได้จริง ที่เป็นคุณประโยชน์ต่อจิตของตน คือ มีสติสัมปชัญญะรู้จักกรรม มีสติสัมปชัญญะรู้จักธรรม แล้วก็สร้างบุญกุศลบารมีหนีกรรม
เรื่องราวของธรรม ท่านก็ชี้ให้ดูว่า อยู่กับโลก โลกพาไปไหน แล้วอยู่กับ ธรรม สร้างบุญกุศลบารมี ประพฤติปฏิบัติธรรม พาจิตของเราไปไหน แล้วเราจะหนีกรรม กรรมที่อารมณ์พาไปสร้างเวรกรรม ให้เรามีแต่กรรม เราสมควรหยุดยั้งมันบ้างมั้ย ที่จมอยู่กับโลกโกรธหลง
แล้วความโลภโกรธหลงมันซ่อนเร้นตรงไหนบ้าง ที่เราควรสละละไปให้เกิดประโยชน์ เป็นบุญกุศลขึ้น ท่านก็เพียรสอนขึ้น สอนปฏิบัติธรรม ให้ละ ..ไม่ได้ให้ยึดเป็นอัตตา สอนให้ใคร่ครวญ ..
..ให้จิตเรียบเรียงเหตุผลขึ้นภายในจิต ว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมรอยยืน เดิน นั่ง นอน ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ช่วยแก้ไข สละเรื่องราวต่างๆออกไปได้ โดยที่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรมไปก็ยังไม่รู้ตัวสละลดะอะไรบ้าง เมื่อทำเป็นนิจสิน ..ถึงจะค่อยๆเห็น นิสัยที่ค่อยเปลี่ยนแปลงไป..ในทางที่ดีเกิดขึ้น
ลึกลงไปอีก เรื่องราวของไสยศาสตร์ ท่านก็ให้เรียนรู้จัก แต่เราไม่ใช่คนทำ รู้จักว่า สิ่งเหล่านี้ มันทำให้เกิดทุกข์หนักอย่างไร เราจะได้กลัวไม่ยุ่งกับเรื่องราวเหล่านี้ ตลอดจนเรื่องเจ้าพ่อเจ้าแม่ ตะกรุด ผ้ายันต์ มาจากไหนกันบ้าง ทำให้เกิดอะไร มีอะไรอยู่ในสิ่งเหล่านั้น..ถ้าจิตเราเข้มแข็งพอ มีบุญกุศลเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าไปเที่ยวจำมาบอกคนว่าไม่ดีๆ
แล้วที่ว่าไม่ดีมันเป็นอย่างไร มันต้องเกิดขึ้นกับตัวเราเองให้ประจักษ์ นั้นแหละเราจึงจะละ ไม่ไปสงสัยในเรื่องราวเหล่านี้อีก
เรื่องเทพ..เทพอุปโลกน์ กับ เทพจริง..ท่านเป็นอย่างไร เราก็ต้องศึกษาอีกเหมือนกัน ..นั้นก็คือเรื่อง มโนทศึกษา ที่จิตนั้นต้องแยกแยะ เห็นจริงให้ประจักษ์เป็นสักขีพยานแก่จิตตนเอง ..ไม่งั้นก็อุปโลกน์ หลงอีก เรื่องพวกนี้ มันมีรายละเอียด ที่เราต้องศึกษาด้วยจิต อีกเหมือนกัน
เรื่องราวของพระที่ท่านเข้านิโรธจริงๆ ท่านทำไปเพื่ออะไร จิตท่านออกจากร่างไปไหน ไปทำอะไรบ้าง ออกไปเพื่อศึกษา..เรื่องราวอะไรบ้าง นั้นถ้าเราไม่เจอผู้ที่กระทำได ยอกเล่าเรื่องว่าต้องทำอย่างไร ให้เราฝึกหัดปฏิบัติธรรม เราก็ไม่รู้จัก
แล้วก็มีเรื่องราวที่พระท่านอยู่ป่า เข้านิโรธไปศึกษาเรื่องนั้น เรื่องนี้ พอกลับมาสู่ร่างกายที่ออกไป ปรากฏว่า ร่างนี้ตายเหล่อแต่กระดูก ก็มี จิตท่านก็ต้องรอเกิดอีก ..แต่เค้าเรียกจิตท่าน เป็นพระวิมุตติ ..ที่เรื่องทำนองนี้ มีรายละเอีอดมากๆ ที่ไม่ได้มีการจดบันทึก เวลาศึกษาไปมากเข้า ..มันก็มีเรื่องราวต่างๆ มาก รายละเอียดมาก ..ที่ให้าเราได้ศึกษา ..ท่านเคยบอกว่ามาเรียนกัน แล้วจะสนุก..
นั้นก็คือ เรื่องราวที่ว่าจิตกว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้นำสัตว์โลก เมื่อสัตว์โลกมาถาม ท่านจะตอบเค้าอย่างไร นั้นก็คือ จิตต้องศึกษา ไปสู่คำว่า สำเร็จธรรม ไม่รู้ว่าชาติไหน จะไปถึง..ถ้าไม่ลดละความเพียร ต้องมีสักชาติหนึ่งสำเร็จธรรม
นอกจากจากนี้ .ก็ยังมีเรื่องราว ของจิตผู้ที่มีธรรม ที่ท่านก็เหมือนอยู่กับคำว่าดินฟ้าอากาศ ที่จะช่วยสงเคราะห์ ชี้แจง สะกิด เรื่องราว หรือ สงเคราให้เรามีสติมีความขันติ ..นั้นก็เป็นเรื่องเหมือนครูบาอาจารย์ที่ท่านช่วยสงเคราะห์ ในเรื่องราวของจิตอีกเหมือนกัน
ซึ่งทุกท่านก็มีชี้ไปที่เรื่องราวขององค์พระสิทธัตถะ ว่าท่านประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างไร กว่าจะเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทิ้งอะไร แล้วจิตละทุกข์ ท่านกระทำอย่างไร ถึงละได้สำเร็จ
โฆษณา