มีบัญชีอยู่แล้ว?
บทเรียนเรื่องเกษียณสำหรับคนที่ยังไม่เกษียณ
8
สังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) แถมเป็นช่วงที่วิทยาการทางการแพทย์ทำให้เราอายุยืนขึ้นมาก
4
คนรุ่นสี่สิบห้าสิบก็ต้องเริ่มคิดเรื่องนี้กันบ้างแล้ว ส่วนใหญ่การคิดเรื่องเกษียณจะเป็นเรื่องการเงินซะเยอะว่าจะต้องเก็บเงินอย่างไรถึงจะพอเลี้ยงตัวได้เมื่อไม่ต้องทำงานแล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงชีวิตและการใช้ชีวิตหลังเกษียณให้มีความสุขที่สุด เราถึงจะเห็นคนที่เกษียณแล้วไม่นานก็ป่วย แก่เร็วมาก และดูเป็นทุกข์อยู่ไม่น้อย
6
การคิดว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เกษียณอย่างมีความสุขจึงน่าสนใจเพราะด้วยอายุที่ยืนขึ้นขนาดนี้ อายุหลังเกษียณอาจจะเป็นหนึ่งในสามของชีวิตก็เป็นได้ แถมเดี๋ยวนี้การเกษียณตัวเองนั้นอาจจะไม่ใช่หกสิบอย่างที่คิด บางคนรับ early retire ตั้งแต่ห้าสิบห้าสิบห้า หรือตัดสินใจมาใช้ชีวิตเกษียณเองตั้งแต่สี่สิบก็มี
4
ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่เจอสภาวะ “เกษียณ” ในตอนอายุสี่สิบกลางๆที่ริจะไม่ทำงานประจำแล้ว จะลอง slow life รับส่งลูก ใช้ชีวิตสบายๆบ้าง
4
ในช่วงนั้นผมเองก็ค้นพบอะไรหลายๆอย่างว่าการที่เกษียณแล้วไม่ทำอะไรเลยนั้น ช่วงแรกๆก็ดีอยู่ แต่ซักพักก็รู้สึกแก่เร็วและเบื่อเอามากๆ จนต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่หลายแบบกว่าจะลงตัว เลยพอเข้าใจถึงสภาวะที่พอคนเกษียณแล้วแป๊บๆก็แก่หรือป่วยเอาง่ายๆได้ว่าเป็นเพราะอะไร
3
ผมได้ฟัง talk ของ ดอกเตอร์ ไรเล่ย์ มอยนส์ ( riley moynes ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่เขียนหนังสือเรื่อง money coach ที่อยู่ในวัยเกษียณและได้สังเกตและวิเคราะห์ถึงคนที่เกษียณไปแล้วจำนวนมากว่าจะมีแพทเทิร์นที่คล้ายๆกัน
5
จะมีคนเกษียณจำนวนไม่น้อยที่จะเป็นทุกข์ แต่ก็มีหลายคนที่สามารถใช้ “ชีวิต” ได้อย่างสนุกและมีความสุขสมวัย ดร.ไรเล่ย์ เล่าว่าการเข้าสู่วัยเกษียณนั้นมี 4 ช่วง ที่ทุกคนที่เลิกทำงานแล้วต้องเจอ
5
ช่วงแรกเรียกว่าช่วง vacation เป็นช่วงหลายเดือนหรือปีแรกของการหยุดทำงาน อยากตื่นกี่โมงก็ได้ อยากทำอะไร ไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่มีเจ้านายคอยตาม ไม่มีลูกน้องต้องรับผิดชอบให้ปวดหัว
10
ไม่มีตารางเวลาที่กดทับมานานหลายสิบปี เป็นช่วงที่ผ่อนคลาย เหมือนความฝันช่วงทำงานว่าการเกษียณไม่ต้องทำงานแล้วน่าจะเป็นแบบนี้นี่เอง เป็นอิสระที่รอมานาน
พอใช้ชีวิตแบบนี้ไปซักพักก็จะเริ่มเบื่อ
4
ตอนที่ผมออกจากงานประจำช่วงแรกๆก็เป็นแบบนั้นจริงๆ อยากไปห้างเดินพารากอนเมื่อไหร่ก็ได้ ไปซื้อหนังสือ ซื้อของตามใจชอบ แต่ไปซักสามสี่ครั้งก็ไม่มีอะไรจะดู หนังสือที่ซื้อก็ยังไม่ได้อ่าน เดินเบื่อๆซักพักก็กลับ เริ่มรู้สึกชีวิตว่างเปล่าจะรู้สึกหลงทางและตั้งคำถามกับชีวิตเยอะมากว่าจะไปยังไงต่อดี ไม่อยากหายใจทิ้งแบบนี้เลย
7
ช่วงนี้เป็นช่วงที่สองเรียกว่าช่วงที่รู้สึก lost ดร ไรเล่ย์ บอกว่าที่เรารู้สึกแบบนั้นเพราะเราสูญเสียความรู้สึกที่เคยมีไป 5 ประการก็คือ เราเสียรูทีนที่ทำอะไรซ้ำๆประจำไป เราเสียอัตลักษณ์ (identity) ที่เคยมีในที่ทำงาน
3
เราเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานไป เสีย sense of purpose ว่าเคยมีเป้าหมายให้พุ่งชนมีปัญหาให้แก้ไข และที่สำคัญโดยเฉพาะข้าราชการหรือผู้บริหารคือการเสีย “อำนาจ” ที่เคยมีไป
4
การสูญเสียห้าประการนี้จะเริ่มค่อยๆเข้ามาหลังจากเราหมด honeymoon period แต่จะเริ่มรู้สึกรุนแรงเพราะมันหายไปทีเดียวห้าอย่างในชีวิต เราจะเริ่มรู้สึกซึมเศร้า ร่างกายก็จะทรุดลง เริ่มหงุดหงิดกับคู่ชีวิตที่เจอกันทุกวัน เริ่มรู้สึกกลัวกับความว่างเปล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
6
พอรู้สึกแย่มากๆ หลายคนก็จะเริ่มฮึดสู้ ไม่อยากใช้ชีวิตแบบว่างเปล่าอย่างนั้น ก็จะเข้าสู่ช่วงที่สาม เป็นช่วงลองผิดลองถูก (trial and error) พยายามจะหาความหมายให้ชีวิตอีกครั้งด้วยการลองทำอะไรที่คิดว่าทำได้ดี ซึ่งก็ไม่ง่ายนักเพราะสิ่งที่เราทำได้ดีก็อาจจะไม่ได้มีใครต้องการ
5
หรือไปลองอะไรใหม่ๆแต่ก็อาจต้องผิดหวังอีกหลายครั้ง แต่ต้องสู้เพื่อหาอะไรที่ทำให้เราอยากตื่นเช้ามาทำให้ได้ เพราะถ้าหาไม่เจอเราก็จะวนอยู่ในช่วงที่สองอย่างทุกข์ทรมาน
3
ไม่ใช่ทุกคนจะผ่านช่วงที่สามมาช่วงที่สี่ได้ แต่ถ้าใครมาถึงช่วงที่สี่ได้ก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีความสุขที่สุดที่ ดร ไรเล่ย์ได้เจอ ดร ไรเล่ย์สรุปว่าช่วงที่สี่ก็คือช่วงที่เราสามารถ reinvent และ rewire ตัวเองได้
2
สามารถตอบคำถามได้ว่า purpose ใหม่ของตัวเองคืออะไร และจากที่ ดร ไรเล่ย์ได้พูดคุย ซักถามคนที่ได้พบความสุขที่แท้จริงนั้น แทบทั้งหมดก็คือการที่ได้ดูแล ได้ช่วยเหลือคนอื่น (service to others) ไม่ว่าจะเป็นงานการกุศล การได้สอนหนังสือให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ ฯลฯ
10
ตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือแม่ของผมเอง ที่เดิมช่วงเริ่มเกษียณก็เป็นเหมือนที่ ดร ไรเล่ย์บอก ได้เที่ยวได้ใช้ชีวิตซักพักก็เริ่มเบื่อ ในช่วงนั้นแม่ผมดูแก่เร็ว ไม่มีความสุขเลย ลองทำอะไรหลายอย่างจนเมื่อสิบปีก่อนได้ไปทำงานให้ศาล ไปช่วยไกล่เกลี่ยช่วยเยาวชนที่หลงผิด
4
งานยุ่งมากๆจนแทบไม่มีเวลา แต่แม่ผมดูมีความสุขมาก ร่างกายแข็งแรงขึ้น ดูสาวสดใส จนตอนนี้หน้าเด็กจนจะเท่าผมอยู่แล้ว แม่ผมโชคดีที่ได้ผ่านช่วงต่างๆมาถึงช่วงที่สี่ ได้ service to others เหมือนกับที่ ดร ไรเล่ย์บอกไว้ไม่มีผิด.. แม่ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนวัยเกษียณที่ได้ค้นพบ purpose ใหม่ได้ในที่สุด
3
บทเรียนสำหรับคนที่เตรียมตัวเกษียณนั้น ถ้าตามสี่ช่วงที่ ดร ไรเล่ย์บอก ก็คือสนุกกับอิสระกับ vacation ช่วงแรกให้เต็มที่ แล้วเตรียมรับมือกับความว่างเปล่าอย่างมีสติ ก่อนที่จะทดลองอะไรใหม่ๆด้วยความสนุก และหาทางเข้าสู่ช่วงที่สี่ พยายามทำตัวให้มีประโยชน์กับคนอื่นเพื่อที่จะมีความสุขได้สุดๆหลังเกษียณอย่างสมวัย
2
สำหรับคนที่ยังไม่ใกล้กับคำว่าเกษียณนั้น ถ้าในที่สุดแล้ว ความสุขที่แท้จริงที่เหล่าคนเกษียณค้นพบก็คือการที่ได้ service to others
2
การที่ทำตัวมีประโยชน์กับคนอื่น การที่ได้รู้ความลับนั้นก็น่าจะมีประโยชน์กับการใช้ชีวิตในตอนนี้ และน่าจะเป็นแต้มต่อที่ไม่ต้องรอให้เกษียณถึงจะเข้าถึงความสุขและสงบในใจนั้นได้ตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ…..
8
Jerawala H.
สนับสนุน20 เพชร
Pimarun5989
ช่วยได้มากเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ
  • กำลังนิยมในบล็อกดิต
    รู้จัก สาธรยูนีค ทาวเวอร์ ตึกร้างสูงสัญลักษณ์วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พาย้อนประวัติตึกร้างย่านสาทร ตึกสาธรยูนีค ทาวเวอร์ สัญลักษณ์วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง หรือ "วิกฤติต้มยำกุ้ง" ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเมื่อปี พ.ศ.2540
    ระหว่างคน VS งานอะไรน่าปวดหัวกว่ากัน! ถ้าพูดถึงเรื่องอุปสรรคในการทำงานคงหนีไม่พ้นในเรื่องของเพื่อนร่วมและงาน(ที่หนักเกินไป) เพราะสองอย่างนี้เป็นถือเป็นสิ่งที่ชวนน่าปวดหัวไม่ใช่น้อย
    เมื่อคุณครูสวยเกินไปจนถูกแม่ของเด็กนักเรียนรวมตัวกันขับไล่ เพราะกลัวว่าสามีของเธอจะพากันไปหลงเสน่ห์ .. (ว่าแต่ภาพจะแตกไปไหนเนี่ย)
    เรียบร้อยโรงเรียน “จีน” 🇨🇳 วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ครบรอบ 25 ปี ของการกลับคืนสู่มาตุภูมิ
    ดูทั้งหมด