มีบัญชีอยู่แล้ว?
เป็นเด็กใหม่จะทำไงถึงไม่โดน kill idea
ผมไปให้สัมภาษณ์รายการ the secret sauce ของ the standard เมื่อวันก่อน ก่อนกลับ น้องเคน นครินทร์กับทีมงานขอให้ช่วยตอบคำถามทำ tiktok ของรายการ ผมเองไม่เคยมีประสบการณ์เรื่อง tiktok มาก่อนก็เลยเล่นสนุกตาม ทีมงานถามคำถามเร็วๆให้ผมตอบภายในหนึ่งนาทีอยู่สี่คำถาม โดยถามแทนใจคนรุ่นใหม่ คำถามแรกที่โดนเลยซึ่งก็น่าจะเป็นปัญหาในใจของเด็กใหม่ในที่ทำงานทุกคนก็คือ
…….ทำยังไงถึงไม่ให้โดนหัวหน้า kill idea
การเป็นเด็กใหม่ไร้ซึ่งประสบการณ์ ความรู้ที่ได้จากมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้รู้จริง ไม่ว่าจะเป็นเด็กใหม่ในที่ทำงาน หรือเป็นลูกที่เพิ่งกลับมาทำงานที่บ้าน มีป๊า มีนาย มีรุ่นพี่ที่เก๋ากว่า ทำงานมาหลายสิบปี รู้ธุรกิจกระจ่างดั่งฝ่ามือ
การที่เราจะใช้ common sense ไปเสนอไอเดีย โอกาสที่เขาจะไม่ฟังเรานั้นสูงมาก ทั้งเครดิตที่ไม่มีเลย ความเห็นส่วนตัวที่ยังไม่รู้อะไรจริงในมุมของผู้ใหญ่ ประสบการณ์ก็ไม่มี เด็กใหม่ส่วนใหญ่ที่คิดว่าไอเดียตัวเองนั้นเจ๋งก็มักจะถูกสกัดดาวรุ่งจนท้อถอยไปทั้งนั้น
3
ผมเองก็เคยเป็นแบบนั้น ช่วงแรกๆก็ได้แต่นั่งจ๋อง พยายามเรียนรู้งานและหวังว่าสักวันอีกหลายปี พอแก่กล้าหน่อย ตำแหน่งสูงหน่อยค่อยเสนอไอเดียก็ได้ แต่มีงานหนึ่งที่ทำให้ผมค้นพบเทคนิคที่ทำให้เด็กใหม่ หรือคนตำแหน่งเล็กสามารถมีปากมีเสียง ทำให้คนตำแหน่งใหญ่รับฟังได้
ตอนที่ผมรับงาน investor relations ที่ดีแทค เป็นงานที่ต้องพูดคุยกับนักลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก ผู้ใหญ่ไม่มีใครอยากคุยด้วยเพราะทั้งนานทั้งโดนถามยากๆ ผมก็เลยเป็นคนเดียวส่วนใหญ่ที่ได้เจอนักลงทุน พอเจอไปซักพักก็ถูกคณะผู้บริหารเรียกให้ไปนั่งฟังข้อมูลในที่ประชุม ฟังไปฟังมาก็มีคนอยากรู้ความเห็นในมุมนักลงทุน ผมเป็นคนเดียวในนั้นที่ทุกคนหันหน้ามาถาม
ผมตอนนั้นในวัยแค่ยี่สิบเก้าปี พูดอะไรออกไปก็ไม่มีใครค้าน ผู้ใหญ่ทุกคนตั้งใจฟังแล้วเอาความเห็น เอาไอเดียที่ผมพูดไปพิจารณาอย่างจริงจังทุกครั้ง จนผมได้คิดว่า สิ่งที่ทำให้เขาฟังเด็กอายุยี่สิบเก้านั้น ไม่ใช่เพราะความคิดความอ่านของนายธนา
แต่เป็นเพราะผมเป็นตัวแทนนักลงทุนที่พวกเขาไม่ชอบเจอแต่รู้ว่าสำคัญต่างหาก… หลังจากนั้น ผมเลยรู้แล้วว่า ถ้าอยากให้ผู้ใหญ่ฟังเด็กอย่างผม หัวใจสำคัญก็คือต้องเป็นตัวแทนของคนที่ผู้ใหญ่ให้ความสำคัญแต่ไม่อยากเจอหรือไม่ค่อยได้เจอ
3
ผู้บริหารระดับสูงนั้นเก่งกล้าสามารถ เชื่อมั่น มีประสบการณ์สูง แต่สิ่งที่พวกเขาขาดเมื่อมีตำแหน่งสูงๆนั้นก็คือเวลาที่จะออกไปเจอกับลูกค้า แถมความสะดวกสบาย ทำงานในห้องแอร์ เรียกใครมาหาก็ได้ ทำให้ผู้บริหารไม่ชอบออกไปเดินร้อนๆข้างนอก ทั้งๆที่รู้ว่าลูกค้าสำคัญแต่น้อยคนนักที่จะได้เจอ ได้คุยกับลูกค้าตัวเป็นๆ แถมพอตำแหน่งสูงๆ คำด่าของลูกค้าก็มักจะแสลงหูกว่าปกติ
เทคนิคของเด็กใหม่ที่ผมอยากจะแนะนำก็คือ การทำตัวเป็นตัวแทนลูกค้า ไปคลุกคลี ไปเข้าใจ และเอาคำพูดของลูกค้ามาเล่าประกอบกับไอเดียที่เราคิด ผู้บริหารจะเถียงได้ยากเพราะเขาไม่เคยเจอลูกค้าจริงๆ
เทคนิคของผมในการเอาประโยคของลูกค้ามากระแทกใจผู้บริหารเพื่อเปิดทางไปสู่ไอเดียที่จะนำเสนอก็มีตั้งแต่เอาประโยคทอง (verbatim) มาแสดงในหน้าเดียว ประโยคเด็ดก็ใหญ่หน่อย อาจจะเป็นประโยคที่เราจงใจเน้นหรือเป็นประโยคที่ลูกค้าบ่นมาเยอะก็ได้ คำบ่นอื่นก็บางหน่อย หรือบางทีก็ไปถ่ายคลิปลูกค้ามาเลยก็ทรงพลังพอสมควร
การทำเซอร์เวย์ลูกค้าจำนวนหนึ่งก็เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลเช่นกัน เวลาเอาความเห็นลูกค้ามาก่อนนั้น ทั้งได้ใจผู้บริหารที่รู้ดีว่าลูกค้าคือพระเจ้า และได้อำนาจการพูดต่อเพราะผู้บริหารไม่เคยเจอลูกค้า ทำให้เขาจะเริ่มฟังขึ้นมาได้
คำว่า “ลูกค้า” ในความหมายลักษณะนี้ไปได้ถึงกรณีภายในด้วยเช่นกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ทำงานเก่าผมมีปัญหาระหว่างผู้บริหารระดับกลางกับระดับสูง ผู้บริหารระดับสูงไม่ค่อยเข้าใจความต้องการของผู้บริหารระดับกลาง โอกาสที่ผู้บริหารระดับกลางคนใดคนหนึ่งจะเดินไปเล่าก็ยาก
เล่าไปก็อาจจะโดนด่าฟรีๆ ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้น ผมก็เลยใช้วิธี verbatim ให้ผู้บริหารระดับกลางจำนวนเป็นร้อยคนมาในห้องก่อน แล้วเขียนปัญหาลงบน post it แล้วผมรวบรวมเอาปัญหาหลักเป็นประโยคที่ดูชัดๆแบบ verbatim เรียงไว้แบบสะเปสะปะร่วมกับปัญหาจากประโยคอื่นๆในหนึ่งหน้า
พอมองจากจอแล้วก็จะเห็นปัญหาอยู่สิบกว่าปัญหาที่คนร้อยคนเห็นพ้องต้องกัน บางปัญหาที่หนักและใหญ่ก็จะเห็นชัดกว่า หลังจากนั้นก็ให้ผู้บริหารระดับสูงเดินเข้ามาดู ทุกคนอึ้งกับประโยคที่เห็น แล้วรีบควักมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากรีบนัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาที่เห็นบนจอนั้นแทบจะทันที
การที่เด็กใหม่หรือคนตำแหน่งเล็กจะอยากมีปากมีเสียง อยากเสนอไอเดียบ้าง เลยต้องใช้จุดอ่อนผู้บริหารที่เขาไม่มีเวลา ไม่ค่อยได้เจอลูกค้า มาเป็นจุดแข็งของเรา ซึ่งเด็กใหม่ทำได้ไม่ยากเลย แล้วเอาเสียงของลูกค้ามาเป็นเหตุผลและเครดิตสนับสนุนไอเดีย
1
แล้วถ้าผู้บริหารยังไม่เชื่ออีกล่ะ …คงมีน้องๆถาม ไม้ตายสุดท้ายและเป็นไม้ตายที่ผมใช้แล้วเปลี่ยนวิธีคิดขององค์กรได้เลยก็คือการชวนผู้บริหารออกไป “เดิน” เจอลูกค้าด้วยกัน ไปฟังปัญหา ไปได้ยินคำด่าของลูกค้า (หลายบริษัทให้ผู้บริหารไปฟังเสียงลูกค้าที่ callcenter)
1
การที่ได้เดินออกไปแล้วโดนด่าซึ่งหน้านั้นจะทำให้ผู้บริหารตกใจ ไม่อยู่ใน comfort zone และอยากจะแก้ไขปัญหานั้นๆ รับฟังไอเดียต่างๆขึ้นมาทันที ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ถ้าเราสามารถชวนเจ้านายเราไปฟังลูกค้า ชวนป๊าเราที่อยู่แต่ในออฟฟิศ ออกไปเจอลูกค้าได้ เขาก็น่าที่จะรับฟังเรามากขึ้นไม่มากก็น้อย
1
ในคลิป tiktok นั้น เขาให้เวลาผมแค่หนึ่งนาทีในการตอบว่าทำยังไงถึงจะไม่โดน kill idea. ผมไม่ได้มีโอกาสอธิบายอะไรได้ยาวๆแบบนี้ ก็เลยถือโอกาสมาตอบต่อให้ครบถ้วนตามที่คิดในเพจนี้ละกันนะครับ…
แต่งบ้านที่ฉัน❤รัก
ใช้ได้ผลดีมากครับ สมัยทำงานในบริษัทเมื่อ 20 ปีที่แล้วก็ใช้วิธีนี้ แต่ปัญหาคือลูกค้าคิดว่าเจ้านายแก้ปัญหาได้เร็วกว่า เลยโทรตรงหาเจ้านายก่อนเลย เพราะไปถ... ดูเพิ่มเติม
  • กำลังนิยมในบล็อกดิต
    🇯🇵 ถ้าคนญี่ปุ่นจัดประเภทให้เราเป็น "พวกกินเนื้อ" ควรจะดีใจไหมนะ 😅 ขอขึ้นต้นด้วยคำทักทายว่า "เย็นนี้ได้อะไรกินกันคะ" 😁 ส่วนแอด วันนี้ไปกินเนื้อย่างมาค่ะ 😋 ร้านที่ไปมา เป็นร้านเล็ก ๆ ต้องจองเท่านั้นถึงจะได้กิน แต่ก็สมกับที่รอคอย เนื้ออร่อย ร้านสะอาดสะอ้านและบริการดีสุด ๆ ได้อารมณ์ลูกคุณหนู 😂 เอาคะแนนเต็มไปเล้ย 🤣 เก็บบรรยากาศมาฝากในรูปแบบคลิปวิดีโอเช่นเคยค่ะ 😄 〰️❣️〰️ ส่วนตามหัวข้อที่โปรยไว้ว่า ถ้ามีคนญี่ปุ่นมาจัดประเภทให้เราเป็น "ผู้ชาย (หรือผู้หญิง) กินเนื้อ" ควรจะดีใจดีไหมนั้น ... มาเรียนรู้ความหมายไปด้วยกันนะคะ ☺️ ภาษาญี่ปุ่นจะมีคำแสลงที่แปลตรงตัวได้ว่า "ผู้ชาย (หรือผู้หญิง) กินเนื้อ" พูดว่า 肉食系男子 (にくしょくけいだんし/นิขุโชะคุเคดันชิ) สำหรับเรียก ผู้ชายกินเนื้อ และ 肉食系女子(にくしょくけいじょし/นิขุโชะคุเคโจะชิ) สำหรับเรียกผู้หญิงกินเนื้อ ซึ่งความหมายจริง ๆ จะหมายถึง ชายหรือหญิงที่มีพฤติกรรมฝักใฝ่ในเรื่องรัก (และเรื่องเพศ) หรืออธิบายสั้น ๆ ก็คือพวกที่ชอบเป็น "นักล่าเหยื่อ" นั่นเองค่ะ 😉 เป็นไงคะ รู้ความหมายแล้ว ถ้าถูกชม (?) ด้วยการจัดประเภทให้เป็นนักล่า จะดีใจหรือเปล่า 😁 * จะตอบว่าดีใจหรือไม่ดีใจก็ได้หมด ไม่มีผิดมีถูกนะคะ ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน (ขอแค่อย่าไปล่าคนมีเจ้าของก็พอ) 😅 และกลับกัน ถ้าใครไม่ได้มีนิสัยเป็นนักล่า ไม่ชอบไปจีบใคร ชอบอยู่เงียบ ๆ ไม่มุ่งเรื่องรัก ภาษาญี่ปุ่นก็มีศัพท์แสลงบัญญัติไว้ให้เรียกคนประเภทนี้อีกเช่นกันค่ะ โดยจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ผู้ชาย (หรือผู้หญิง) กินพืช" คือ 草食系男子 (そうしょくけいだんし/โซโชะคุเคดันชิ) สำหรับเรียก ผู้ชายกินพืช และ 草食系女子(そうしょくけいじょし/โซโชะคุเคโจะชิ) สำหรับเรียกผู้หญิงกินพืช 〰️☺️〰️ ผู้อ่านละคะ เป็นประเภทกินเนื้อ หรือกินพืช มาคุยเล่นกันได้นะคะ 😋😛 ส่วนแอดเป็นประเภทกินเนื้อค่ะ ยิ่งเนื้อวากิว A5 ยิ่งชอบ (หมายถึงเนื้อจริง ๆ ไม่ใช่เนื้อแสลงนะคะ) 😅😂 แล้วพบกันใหม่ค่ะ 🥰🤟
    รู้จักกับ Personalized HR แนวทางการบริหารบุคคลที่สามารถช่วยให้องค์กรเติบโตได้ไกล ลองนึกภาพดูว่า ถ้าหากที่ทำงานของคุณมีการบริหารบุคคลที่ยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้คุณสามารถเลือกสถานที่ทำงาน จัดสรรวันหยุดพักผ่อน และเวลาทำงานอย่างไรก็ได้ โดยที่นายจ้างคำนึงถึงแค่ผลลัพธ์ของงานให้เสร็จอย่างมีคุณภาพและตรงเวลาเท่านั้น
    มหากาพย์สัญญาของโม ซาลาห์อันยาวนาน 1 ปีเต็ม ในที่สุดก็สิ้นสุดลงเสียที เรื่องราวพลิกผันขึ้นลงจนคาดเดาไม่ได้ แต่คำตอบตอนจบคือ Salah Stays เขาอยู่กับทีมต่อไปอีก 3 ปี ทำไมการเจรจาทุกอย่างถึงช้านัก ปัญหาคืออะไร เราจะไปไล่เรียงไทม์ไลน์กันตั้งแต่แรก จะเห็นภาพทุกอย่างที่ชัดเจนมากขึ้นเลยทีเดียว 1) ลิเวอร์พูล ในยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ ได้รับบทเรียนสำคัญมาแล้ว 2 ครั้ง เรื่องการปล่อยให้นักเตะหมดสัญญาจนต้องเสียไปฟรีๆ แบบไม่มีค่าตัว คือเคสของเอ็มเร่ ชาน และ จินี่ ไวจ์นัลดุม ดังนั้นจึงมีแนวคิดว่า ถ้านักเตะคนไหนเหลือสัญญาอีกแค่ 1 ปี จะชิงขายไปก่อนเลย เพื่อทำเงินให้สโมสรสัก 1 ก้อน
    ผ่าอาณาจักร JSL “ยักษ์ล้ม” รายล่าสุดวงการบันเทิง ขาดทุนสะสม 240 ล้าน ผ่าอาณาจักร JSL “ยักษ์ล้ม” รายล่าสุดแห่งวงการบันเทิง พบ 5 ปีหลังสุด ขาดทุนสะสมรวม 240 ล้านบาท ได้กำไรล่าสุดต้องย้อนไปปี 59 ธุรกิจในเครือ “ลาวัลย์-จำนรรค์” 2 บิ๊กบอส ก็ขาดทุนไม่ต่างกัน
    ดูทั้งหมด