Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ณัฐมาคุย
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
1 ก.ค. 2022 เวลา 09:16 • คริปโทเคอร์เรนซี
Wash Trade คืออะไร แล้วทำไมถึงต้องห้าม?
หลาย ๆ คนสงสัยกันมากกับข่าวที่ออกมาข่วงนี้ วันนี้เลยจะนำข้อมูลบางส่วนมาเล่าให้ฟังครับ
ก่อนอื่นเลยครับ ขออธิบายว่า การมี market maker นั้น ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างไร ตลาดที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีสภาพคล่องที่สูง มี slippage ที่น้อย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมี market maker มาเป็นผู้ที่สร้างสภาพคล่องให้ แต่สิ่งที่ผิด คือ การจับคู่การซื้อขายกันเองครับ
Wash Trade หรือการจับคู่ซื้อขายกันเองนั้นเป็นการกระทำที่รู้จักกันดีมาตั้งแต่สมัยช่วงปี 1930 ในสหรัฐอเมริกา เพื่อปั่นราคาหุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ให้อยู่ในระดับที่ผิดปกติ เพื่อหลอกลวงให้นักลงทุนคนอื่นคิดว่า ราคาควรที่จะอยู่ในระดับนั้นจริง ๆ ก่อนที่ผู้กระทำการนั้นจะสามารถซื้อหรือขายทำกำไร โดยอาศัยนักลงทุนรายอื่นเป็น exit liquidity
ดังนั้น เรื่องนี้จึงถูกบรรจุให้เป็นความผิดมาตั้งแต่การออกกฎหมาย Commodity Exchange Act ในปี 1936 ซึ่ง Commodity Futures Trade Commission กำหนดให้ broker ก็ห้ามทำกำไรจาก wash trade เช่นกัน
ในประเทศไทยก็เช่นกัน พรบ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึง พรบ. สินทรัพย์ดิจิทัล ก็กำหนดข้อห้ามนี้ไว้เช่นกันอย่างชัดเจน จริงอยู่ การป้องกันการจับคู่กันเองอาจจะทำได้ยาก แต่อย่างน้อยที่สุด ระบบการจับคู่การซื้อขายควรต้องมีการป้องกันจับคู่กันเองระหว่างบัญชีเดียวกัน และต้องมีการประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดห้ามกระทำการดังกล่าว โดยเฉพาะการร่วมมือกันทำข้ามบัญชีของกลุ่มบุคคลเดียวกัน และตรวจสอบการกระทำในลักษณะดังกล่าว
อีกหนึ่งประเด็นก็คือ ในโลกคริปโตนั้น ใคร ๆ ก็สามารถที่จะสร้างบัญชีขึ้นมาเองได้ โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบใด ๆ ดังนั้นจึงสามารถสร้างบัญชีเทียมได้ง่ายมาก แต่ในตลาดคริปโต แบบ centralized exchange นั้น กฎหมายมักจะระบุให้ตลาดคริปโตต้องทำการตรวจสอบตัวตน (KYC) และกำหนดห้ามไม่ให้ลูกค้าหนึ่งคนเปิดได้หลายบัญชีอีกด้วย ส่วนหนึ่งก็เพื่อป้องกันการทำในลักษณะนี้นั่นเอง
การจับคู่ซื้อขายกันเองนั้นไม่ได้ทำไปเพื่อปั่นราคาเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีกหลายประการ เช่น
●
ทำให้ตลาดดูเหมือนมีสภาพคล่องสูง มีการซื้อขายจำนวนมาก ทำให้นักลงทุนเลือกมาทำการซื้อขายในตลาดนั้น
●
สร้างปริมาณการซื้อขาย และรายได้เทียมให้กับตลาด ทำให้ตลาดดูมีมูลค่าสูงกว่าความจริง เพราะดูเหมือนมีรายได้ดี
●
เป็นการหาผลประโยชน์ทางภาษี เช่น หากปีนั้น กำไรมาก ก็อาจจะขายของในราคาขาดทุน ทำให้เกิด tax credit มาหักภาษีในปีนั้น และอาจจะซื้อคืนกลับในภายหลัง (ในเคสนี้ไม่จำเป็นต้องจับคู่กันเอง แต่ถือว่าเป็น wash trade ตามนิยามของ IRS)
จากการสำรวจ มีการประมาณการว่า ปริมาณการซื้อขายในตลาดคริปโตในปี 2018 อาจจะเป็นการซื้อขายเทียมสูงถึง 70-80% เลยทีเดียว (
https://arxiv.org/ftp/arxiv/papers/2108/2108.10984.pdf
)
ตัวอย่างของการจับคู่กันเอง เพื่อสร้างราคาเท็จที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นการซื้อขาย NFT ซึ่งเจ้าของ NFT ขาย NFT ให้กับตัวเองในราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และบ่อยครั้ง เพื่อทำให้ดูเหมือนว่า มีความต้องการสูง และมีสภาพคล่องสูง ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น จนราคาสูงกว่าความเป็นจริงได้หลายสิบหลายร้อยเท่าเลยทีเดียว
ส่วนคนที่เสียผลประโยชน์หลักก็คือนักลงทุนนั่นเอง ที่โดนหลอกให้ซื้อหรือขายในราคาที่ไม่เหมาะสม
ปัญหาของตลาดคริปโตยังไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ มีปัญหาอื่น ๆ ที่ทำให้นักลงทุนเสียประโยชน์อีกมาก ซึ่งไว้จะนำมาเล่าให้ฟังในโอกาสถัดไปครับ
การลงทุน
cryptocurrency
3 บันทึก
7
1
3
3
7
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย