7 ก.ค. 2022 เวลา 05:10 • ความคิดเห็น
"อย่าเป็น FOMO ตามกระแส จนมองข้ามสิ่งสำคัญใกล้ตัว"
วันนี้จะมาคุยหัวข้อ “Fear Of Missing Out (FOMO)” หัวข้อแปลกๆดี ลองติดตามดูกัน
แต่ละคนคงรู้สึก ว่าโลกปัจจุบันหมุนเร็วเหลือเกิน ทั้งเทคโนโลยี การแข่งขัน ฯลฯ ตามกันไม่ค่อยทัน แบ่งเป็น Gen X, Gen Y, Gen Z ฯลฯ
คนรุ่นเก่าๆเจอหน้าพูดคุยกัน รุ่นกลางๆคุยกันผ่านโทรศัพท์ไม่เห็นหน้า รุ่นนี้คุยกันแบบก้มหน้าพิมพ์อย่างเดียว สนิทกันยังไงหนอไม่เห็นหน้าไม่ได้ยินเสียงกันเป็นปี แปลกดี รุ่นต่อไปจะเป็นไงนะ
สมัยก่อนจะอ่านอะไรก็ต้องเข้าไปหยิบหนังสือสักเล่ม แต่ปัจจุบันเป็นอะไรที่ข้อมูลเยอะมาก ลอยละล่องรอบตัวเราไปหมด (ลอยมากับ Internet)
ดังนั้น สิ่งที่ควรย้ำตัวเองบ่อยๆในยุคนี้ ไม่ใช่ “เลือกจะอ่านข้อมูลอะไร?” แต่ควร “เลือกจะไม่อ่านข้อมูลอะไร?” หรือเปล่า
ทุกวันนี้ เป็นยุคที่ข้อมูลมีมากเกินไป (Information Overflow) หากเราจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข หรือเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงได้ คงต้องเลือกที่จะไม่อ่านบางอย่างบ้างไหม
ถ้าเราพยายามจะอ่าน Email ทุกอัน, ข่าวทุกหัวข้อ, Facebook ทุกคน, Line ทุกข้อความ ฯลฯ เราจะต้องใช้เวลามหาศาล จะเหลือเวลาไปทำอย่างอื่นเท่าไหร่
หนักกว่านั้น มันทำให้คนยุคปัจจุบันเกิดลักษณะ “กว้างแต่ตื้น” คือรู้เยอะรู้กว้าง แต่รู้แต่ละอันผิวๆหยาบๆ รู้นั่นนิดรู้นี่หน่อย ไม่รู้ลึกรู้จริงอีกต่อไป
สมัยก่อน ข่าวนึงในหนังสือพิมพ์เล็กสุดก็เป็นกล่องกว้างxยาวพอควร เวลาผ่านไป ข่าวมันเยอะ คนมีเวลาน้อย สื่อก็เล็กลง(มือถือ) ยิ่งวันข่าวก็เลยยิ่งสั้นลง
มีช่วงนึง ข่าวนึงจบได้ใน SMS เดียว จะสั้นอะไรขนาดนั้น จะเหลือเนื้อหารายละเอียดอะไรบ้างไหมเนี่ย ขนาดสั้นอย่างนั้น ยังอ่านกันแทบไม่ทัน ต้องมีข้ามๆไปบ้าง
ดังนั้น ก็สมเหตุสมผลนะครับ หากเราพยายามจะอ่านทุกอย่างก็ไม่แปลกหากเราจะเกิดพฤติกรรม “กว้างแต่ตื้น” ทุกอย่างผิวเผินไปหมด ลามไปถึงความสัมพันธ์กับคนรอบตัวด้วย
คนสมัยก่อนเป็นลักษณะ “แคบแต่ลึก” รู้อะไรรู้จริง ทำอะไรทำจริง รักอะไรรักจริง เป็นเรื่องเป็นราวหน่อย รู้ก็คือรู้ ไม่รู้ก็คือไม่รู้ ไม่มีความรู้สึกว่าจะต้องรู้ทุกเรื่องเหมือนปัจจุบัน
น่าคิดนะครับ เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหม ว่าเราพยายามอ่านหรือรับข้อมูลทุกอย่างนั้นเพราะอะไร?
1. เพราะเราอยากอ่าน อยากรู้จริงๆ
2. หรือเพราะเรากลัวจะพลาดอะไรบางอย่างไปที่ทำให้เราเอ้าท์
ถ้าเป็นข้อ 1.ก็โอนะครับ ทำอะไรเพราะอยากทำ ทำไปมีความสุขก็ทำเถอะครับ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือคนที่ทำเพราะข้อ 2.นี่แหละ
มีคนจำนวนไม่น้อยที่เหนื่อยเสียเวลาไล่อ่านข้อมูลมหาศาลทั้งที่ไม่ได้อยากอ่าน แต่แค่เพราะกลัวตกยุค ตกข่าว ไม่อินเทรนด์
อาการคนกลุ่มนี้เขาเรียกว่า “Fear Of Missing Out (FOMO)” (อ่านว่า โฟโม่) จะเกิดขึ้นกับคนในรุ่นหลังๆหน่อย สังเกตว่าปู่ย่าตายายเราไม่เป็นอาการนี้
ใครพูดถึงข่าวอะไรเราต้องรู้, ใครโพสท์ Facebook อะไรเราต้องเห็น, ใครส่งคลิปอะไรใน Line มาเราต้องดู เราเป็น FOMO กลัวหลุด กลัวเขาคุยอะไรกันแล้วเราไม่รู้ มันน่าอาย (จริงๆเราคิดไปเอง)
หลายอย่างไม่ใช่แค่อ่าน ต้องลงมือทำด้วย เช่น อัดคลิป, Challenge ท้ากันไปมา, App ตลกๆแปลกๆุ ฯลฯ กระแสมาแล้วก็ไป เราเป็น FOMO กลัวหลุดก็ตามซะเหนื่อยเลย
สนุกกับชีวิตเถอะนะครับ ไม่มีใครมาสิทธิ์มานิยามหรอกว่าอะไรเข้าท่า/ไร้สาระ อะไรมากไป/น้อยไป จุดพอดีอยู่ตรงไหนไม่มีใครรู้จริงๆ
แต่แค่อยากให้ถอยมาสักก้าว ตั้งคำถามว่าเรามีเวลาใส่ใจกับสิ่งที่ควรใส่ใจแล้วหรือยัง พ่อแม่, พี่น้อง, แฟน, หมาแมว ฯลฯ ถ้าใส่ใจสิ่งเหล่านี้ได้ดีแล้ว ก็กระโจนเข้ากระแสสังคม สนุกกันมันให้เต็มที่เลยครับ
แต่หากคนที่เรารักหรือรักเรา ยังโหยหาอยากได้เวลาจากเราอยู่ หากนั่งกินข้าวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน ก็เอาแต่จิ้มหน้าจอ ไม่คุยกัน เรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า
เหมือนเดิมนะครับ เรากลัวจะพลาดอะไรมากมายในกระแสสังคม ที่จริงๆเก็บยังไงก็ไม่ครบ และถึงจะตกหล่นไปบ้างก็ไม่เห็นชีวิตจะเป๋ไปไหน
แต่เรากลับกำลังพลาดสิ่งใกล้ตัวที่มีความรู้สึกนึกคิด เป็นรูปธรรมจับต้องได้ และมีความหมายต่อชีวิตเราอย่างแท้จริง ถ้าไม่มีเขาเราเป๋แน่
การเป็น FOMO ทำให้เราเอาสองสิ่งที่ไม่น่าเปรียบเทียบกันได้มาแลกกัน มันคุ้มกันหรือ ฝากเป็นไอเดียให้ลองคิด หาจุดสมดุลของตัวเองกันดูนะครับ
โฆษณา