18 ก.ค. 2022 เวลา 08:30 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
สองพี่น้องรุสโซ่ : กว่าจะมาเป็น The Gray Man, ก่อตั้ง AGBO และความคิดที่ว่า โรงภาพยนตร์คือสถานที่ศักดิ์สิทธินั้นจริงหรือ?
ย้อนกลับไปในช่วงสิบปีก่อน หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อสองพี่น้อง แอนโธนี่ และ โจ รุสโซ่ เลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งพวกเขาได้ก้าวเข้ามากุมบังเหียนภาคต่อ Captain America: The Winter Soldier และเป็นผู้กำกับ ฯ ผู้ที่จัดวางและจัดการสร้างมหากาพย์อินฟินิตี้และสงครามเผด็จศึกได้อย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นผู้กำกับ ฯ พันล้านเหรียญ และก่อนตั้งบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองอย่าง AGBO ที่มีภาพยนตร์ยอดฮิตแบบ Everything Everywhere All at Once รวมถึงผลงานใหม่แบบ The Gray Man ทาง Netflix
อะไรคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางกว่าจะมาเป็น The Gray Man?
โจ : หนึ่งสิ่งที่ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก สอน ซึ่งเขาเป็นดั่งที่ปรึกษาในช่วงแรก ๆ ของอาชีพเรา นั่นคือ “หนึ่งสิ่งสำหรับตัวเอง และหนึ่งสิ่งสำหรับพวกเขา” นั่นคือ คุณต้องหาทางซึ่งวิธีที่จะสร้างเม็ดเงินจากหนัง เมื่อคุณทำได้ คุณก็มีสิทธิทำอะไรก็ได้หลังจากนั้น ซึ่ง AGBO (บริษัทโปรดักชั่นของสองพี่น้องรุสโซ่) ก็ก่อร่างขึ้นจากคอนเซปต์เหล่านั้น
เราเริ่มพัฒนา The Gray Man ขณะที่เรากำลังถ่ายทำ Winter Soldier แม้ไม่รู้ว่าเราจะได้ทำงานร่วมกับมาร์เวลต่อไหม ซึ่งเราก็ได้สร้างหนังมาร์เวลทั้งสิ้น 4 เรื่อง จนกระทั่งเราได้ออกมาทำอะไรเอง เราจึงดึงโครงการหนังเรื่องนี้ออกจากโซนี่ (ที่ซึ่งถูกพับโครงการทิ้งไว้ตั้งแต่ปี 2014)
หนังเรื่องนี้ได้รับการฉายในโรงภาพยนตร์ก่อนสตรีมมิ่ง มันสำคัญมากต่อคุณขนาดไหน?
แอนโธนี่ : นี่คือภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่เราสร้างออกมาเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ นั่นคือวิธีที่เราถ่ายทำ, ออกแบบสไตล์ของมัน รวมถึงในเชิงเทคนิค วิธีที่เราสนับสนุนหนังเรื่องนี้ แต่เราก็ได้ร่วมงานกับหุ้นส่วนใหม่หลายราย ซึ่งมันกระตุ้นให้เกิดพลังอย่างมาก เมื่อได้ส่งหนังแบบนี้ออกฉายร่วมกับ Netflix ซึ่งพวกเขามีวิธีการที่จะส่งหนังสู่ผู้ชมได้แตกต่างมาก
โจ : พวกเขาร่วมทำงานด้วยง่ายกว่าสตูดิโอทั่วไปมาก
ง่ายกว่าอย่างไรเหรอ?
โจ : ระบบความคิดของพวกเขา เป็นเหมือนระบบความคิดของบริษัทเทคโนโลยีมากกว่าเป็นสตูดิโอภาพยนตร์ พวกเขาให้อิสระมาก ๆ ไม่มีใครมากวนคุณ พวกเขามีแนวทางในการควบคุมงบประมาณสร้างภาพยนตร์ที่ต่างออกไป มันไม่ตึงเครียดในระดับเดียวกับที่เป็นในสตูดิโอ แถมการทำงานกับพวกเขาก็มอบพลังบวกอย่างมาก
และผมอยากที่จะแย้งด้วย เพราะผมคิดว่าตลาดสตรีมมิ่งดิจิตอลได้ส่งเสริมความหลากหลายในช่วงเวลา 5 ปีผ่านไป ได้มากกว่าที่ฮอลลีวู้ดเคยทำในช่วงร้อยปี เพราะพวกเขาได้รับการสนับสนุนในระดับภูมิภาค พวกเขาต้องที่จะส่งเสริมการเชื่อมต่อและบุคลากรในตลาดภูมิภาคเหล่านั้น ซึ่งแน่นอน ทุกอย่างต้องถูกผลักดันด้วยเม็ดเงิน
แต่นั่นถือเป็นผลพลอยได้ที่สำคัญสำหรับบริษัทแบบ Netflix โดยแอนโธนี่และผม มักจะขมักเขม้นในการวินิจฉัยในด้านการนำเสนอ แบบ Extraction ก็ถูกรับชมกว่า 100 ล้านครั้งบน Netflix ซึ่งนั่นเทียบเท่ากับการทำรายได้จากการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ถึง $2 พันล้านเหรียญ
หรือแบบตอนที่เราได้ทำงานร่วมกับมาร์เวล เราเดินทางไปทั่วโลกร่วมทศวรรษ และมันทำให้คุณเข้าใจถึงมุมมองอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือศูนย์กลางอย่างฮอลลีวู้ด ในวิธีการสร้างคอนเทนต์ เราต่างวิเคราะห์ถึงการจัดจำหน่าย ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้ว่า สิ่งที่จะทำให้ทุกคนต่างดีใจนั่นคือ Netflix กำลังเริ่มกลยุทธ์ส่งหนังฉายโรงเป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 45 วัน ก่อนจะส่งลงสตรีมมิ่งซึ่งมีแพลตฟอร์มใหญ่ยักษ์ ทุกคนต่างชนะ และนั่นก็น่าจะเป็นอนาคตในภายภาคหน้าด้วย
แอนโธนี่ : เราจัดตั้ง ABGO ให้เป็นบริษัทที่เป็นอิสระโดยสิ้นเชิง เพื่อที่ขณะสิ่งต่าง ๆ ต่างวิวัฒน์และเปลี่ยนแปลงไป เราสามารถนำเอาโครงการหนังของพวกเขา ไปเสนอที่ไหนหรือเมื่อใดก็ได้ ซึ่งเราไม่ได้มีส่วนร่วมในกลยุทธ์ใด ๆ เหล่านั้นของ Netflix เลยด้วยซ้ำ
AGBO เป็นผู้สร้างเบื้องหลังหนังอย่าง Everything Everywhere All at Once คุณทำหน้าที่ช่วยระดมทุนสร้างและอำนวยการสร้างด้วยใช่ไหม?
โจ : เราเป็นผู้มอบเงินทุนให้ เพราะเราหลงรักในผลงาน Swiss Army Man ของเดเนียล กวัน และ เดเนียล ไชเนิร์ตในปี 2016 ซึ่งส่วนหนึ่งที่ AGBO ได้ทำ นอกเหนือจากการสร้างผลงานจาก IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) เจ้าใหญ่ ก็คือการมอบในสิ่งที่เราติดค้างจากจักรวาลที่เราดำรงอยู่ มันเป็นผลงานทดลองขั้นสูง และเต็มไปด้วยความเหนือจริงที่ประจบกับอารมณ์ความรู้สึกร่วมในแบบที่ผมไม่เห็นมานานมากแล้ว เราคิดว่า ถ้าหากเราสามารถช่วยเหลือพวกเขาในการปรับแต่งให้มันออกมาสู่ฐานผู้ชมที่กว้างขึ้นหน่อย มันก็อาจจะดังเป็นพลุแตกได้เลย
แอนโธนี่ : มีผู้คนจำนวนไม่เยอะที่สามารถนำหนังเข้ามาสู่อุตสาหกรรมในรูปแบบที่เราทำ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่โจและผมเชื่อ ซึ่งมันก็ย้อนกลับไปในบทสนทนาแรก ๆ ที่พวกเรามีกับพวกแดเนียลส์ ซึ่งมันอาจจะมีรูปแบบโมเดลธุรกิจภาพยนตร์สำหรับพวกเขา ที่สามารถเพิ่มเติมด้านพาณิชย์ศิลป์ได้
โจ : พวกแดเนียลส์เป็นผู้สร้างหนังที่มีระเบียบมาก ในการที่พวกเขาสามารถรังสรรค์ผลงานด้วยทุนสร้างระดับนั้น เป็นสิ่งที่ผมไม่อาจคิดได้ว่า ผมและแอนโธนี่ ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการกว่า 30 ปี จะสามารถทำได้ด้วยซ้ำ
พวกคุณอยากให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้อะไร จากความสำเร็จของ Everything Everywhere All at Once ?
แอนโธนี่ : ความโลดโผนโจนทะยานของมัน
โจ : ปาฏิหาริย์ของหนัง Everything Everywhere All at Once ก็คือ พวกเขาใช้เวลาไปราว 5 ปี ในการตระเตรียมหนังเรื่องนั้น ซึ่งมันล้ำหน้าอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นผลงานที่แสดงออกถึงความเป็นส่วนตัวอย่างมาก แถมมันยังใช้รูปแบบภาพยนตร์ความยาวสองชั่วโมงออกมาได้น่าสนใจมาก
แต่ ให้ตาย มันเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้ มันไม่ใช่หนังรูปแบบที่จะทำออกมาได้ง่าย ๆ เราสร้างหนังแบบ The Gray Man เพื่อที่เราจะสามารถช่วยแดเนียลส์ สร้าง Everything Everywhere All at Once ในแบบเดียวกับที่ โซเดอร์เบิร์ก ทำ Ocean’s 11 เพื่อที่เขาจะสามารถช่วยเราทำ Welcome to Collinwood ได้ คุณสามารถใช้คอนเทนต์ที่ขับเน้นเชิงธุรกิจ เพื่อที่จะสนับสนุนผลงานที่เป็นส่วนตัวได้อีกหลายเรื่อง
ขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่างเอาตัวรอดในภาวะหลังโรคระบาด ความคิดที่ฝังรากลึกแบบไหนที่คุณอยากเห็นซึ่งการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงไป?
แอนโธนี่ : ทุกอย่าง (หัวเราะ) ผมเกลียดที่จะต้องทำตัวไร้เดียงสากับเรื่องนี้นะ เรารักทุกอย่างที่เกี่ยวกับภาพยนตร์คลาสสิค แต่เราไม่เคยยกยอให้มันล้ำค่า ไม่ว่าจะอยู่ในวิถี ในรูปร่าง หรือในแบบไหนก็ตาม สิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นก็คือคำถามที่ว่า เราจะได้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร?
ซึ่งนี่ก็คือส่วนหนึ่งในปรัชญาที่เรายึดถือ ในแง่ของการที่เราไม่ได้เห็นว่าการฉายในโรงภาพยนตร์คือสิ่งที่สูงส่ง คุณมีวิธีที่จะถอยห่างออกจากโมเดลเก่าอย่างไร? คุณมีวิธีที่จะส่งผลงานคุณไปสู่คนดูที่ไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อนได้อย่างไร? นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจมากสุดสำหรับเรา
โจ : แนวคิดการสร้างหนังแบบ Auteur (ผู้กำกับ ฯ ภาพยนตร์ที่มีลักษณะการทำงานและแนวทางของผลงานชัดเจน) มันมีอายุอานามกว่า 50 ปีแล้วตอนนี้ มันถือกำเนิดขึ้นในช่วงยุคปี 70 ซึ่งเราเติบโตมาจากแนวคิดนี้ เรายังเด็ก และมันก็สำคัญกับเรามากในตอนนั้น
แต่เราก็ตระหนักดีว่า โลกต้องการการเปลี่ยนแปลง และยิ่งเราพยายามต่อต้านกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงมากเพียงใด มันก็ยิ่งก่อให้เกิดความโกลาหลมากขึ้นเท่านั้น มันไม่ใช่ที่สำหรับทุกคน ที่จะได้ต่อต้านไอเดียของผู้คนรุ่นถัดไป เรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ณ ตอนนี้ ที่ทุกคนต่างห้ำหั่นซึ่งกันและกัน ซึ่งมันน่าเศร้ามากที่ได้เห็น ในฐานะคนที่เติบโตและหลงรักในภาพยนตร์
อีกสิ่งที่นึงที่ผมอยากย้ำเตือน คือแนวคิดของชนชั้นสูงที่สามารถไปโรงภาพยนตร์ได้ ด้วยความคิดที่ว่ามันราคาสูง ซึ่งไอเดียนี้ได้ถูกสร้างขึ้น และเราก็เคยยึดถือแนวคิดที่ว่านี้เอาไว้นาน แนวคิดที่ว่าโรงภาพยนตร์คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มันเหลวไหล และมันต่อต้านไอเดียที่ยินยอมให้ทุกคนสามารถเข้ามานั่งร่วมในเต็นท์นี้ได้
ขณะที่การสตรีมมิ่งแบบดิจิตอลนั้นมีคุณค่า นอกเหนือจากสิ่งที่ผมเคยบอกว่า มันช่วยผลักดันความหลากหลายได้อย่างไร นั้นคือการที่ผู้คนสามารถแบ่งปันบัญชีได้ พวกเขาสามารถเข้าถึงหนัง 40 เรื่อง ได้ด้วยราคาตั๋วหนังเรื่องเดียว ฉะนั้นการได้เห็นสงครามทางวัฒนธรรมที่ผู้คนต่างเทียบว่า อะไรมีคุณค่ามากกว่าหรืออะไรไม่มีคุณค่า เป็นสิ่งที่ไร้สาระสำหรับพวกเรามาก
The Gray Man มีกำหนดการสตรีมมิ่ง Netflix ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2022 นี้
ที่มา : THR
โฆษณา