19 ก.ค. 2022 เวลา 09:26 • หุ้น & เศรษฐกิจ
🔎 [INVESTMENT] - การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ยากอย่างที่คิด ! เรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างครบถ้วน "จบในโพสต์เดียว"
📝 บทความโดย T-Da
📌 การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นพร้อมกับภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในต่างประเทศและในไทยเอง
ทำให้เกิดความสนใจลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Hedge against inflation) ไม่ให้อำนาจซื้อของเราลดลงไป ในขณะที่นักลงทุนบางท่านก็ต้องการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อช่วยปรับสมดุลในพอร์ตการลงทุนในภาวะที่มีสงครามซึ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์มักจะปรับขึ้น หรือขายล่วงหน้า (Short Futures) สินค้าโภคภัณฑ์ในกรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์มักจะปรับลง
📌 สินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนชาวไทยคุ้นเคยที่สุดย่อมหนีไม่พ้นทองคำ (Gold)
ซึ่งวิธีการลงทุนก็มีหลากหลาย ตั้งแต่อดีตที่มักลงทุนโดยตรง (Direct Investment) โดยการซื้อทองคำแท่งหรือรูปพรรณ (Physical Gold) แล้วนำมาเก็บรักษาไว้ และพัฒนาต่อมาเป็นการซื้อทองคำผ่านแอพพลิเคชั่นออมทอง รวมถึงการลงทุนผ่านกองทุนรวมทองคำ หรือจะลงทุนผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าของไทย (TFEX) ก็มีบริการซื้อขาย Gold Futures เช่นกัน
📌 มีสินค้าโภคภัณฑ์อีกหลายประเภทที่นักลงทุนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยเหมือนทองคำ แต่ก็เป็นของใกล้ตัวที่มนุษย์เรามีการบริโภคอยู่บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันเชื้อเพลิงที่เติมรถยนต์ ข้าวสาลีที่ใช้ผลิตแป้งทำบะหมี่และขนมปัง เป็นต้น
อย่างในกรณีของสินค้าเกษตรนั้นนับเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายมาอย่างยาวนานควบคู่กับการพัฒนารูปแบบการค้าของมนุษย์ จนเกิดเป็นตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Exchange) แห่งแรกของโลก เพื่อเป็นตลาดค้าข้าว (Japan Rice Exchange) ขึ้นในประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี ค.ศ. 1700
📌 เราสามารถจำแนกสินค้าโภคภัณฑ์ออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักที่นักลงทุนควรรู้จัก ได้แก่
1️⃣ กลุ่มพลังงาน (Energy) เช่น น้ำมันดิบ WTI Crude (น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส), Brent Crude (น้ำมันดิบเบรนท์), Natural Gas (ก๊าซธรรมชาติ) เป็นต้น
2️⃣ กลุ่มโลหะ (Metal) มีทั้งโลหะมีค่า (Previous Metal) เช่น Gold (ทองคำ), Silver (เงิน), Platinum (แพลตินัม) และโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม (Industrial Metal) เช่น Copper (ทองแดง), Aluminium (อลูมิเนียม) เป็นต้น
3️⃣ กลุ่มเกษตร (Agriculture) ซึ่งมีทั้งธัญพืช Corn (ข้าวโพด), Soybean (ถั่วเหลือง), Wheat (ข้าวสาลี), Coffee (กาแฟ), Sugar (น้ำตาล) และปศุสัตว์ เช่น Lean Hog (เนื้อหมู) เป็นต้น
📌 ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่
1️⃣ ตลาดในกลุ่ม CME Group ซึ่งได้ควบรวมกิจการของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาเข้ามา ได้แก่
CME - Chicago Mercantile Exchange ซื้อขายสินค้ากลุ่มเกษตร(ปศุสัตว์), หุ้น, ดอกเบี้ย/พันธบัตร, อัตราแลกเปลี่ยน, และ cryptocurrency
CBOT - Chicago Board of Trade ซื้อขายสินค้ากลุ่มเกษตร(ธัญพืช, พืชน้ำมัน, ปุ๋ย, ฯลฯ), ดัชนีหุ้น, ดอกเบี้ย/พันธบัตร
KCBOT - Kansas City Board of Trade ซื้อขายสินค้ากลุ่มเกษตร(ธัญพืช) เป็นหลัก
1
NYMEX - New York Mercantile Exchange ซื้อขายสินค้ากลุ่มพลังงาน
COMEX - Commodity Exchange ซื้อขายสินค้ากลุ่มโลหะ
2️⃣ ตลาดในกลุ่ม ICE (Intercontinental Exchange) ซึ่งได้ควบรวมกิจการของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งในสหรัฐอเมริกา, ยุโรป, เอเชีย, ตะวันออกกลาง เช่น IPE, NYBOT, NYSE เป็นต้น โดยมีการ split ออกเป็นบริษัทย่อยที่ดูแลหลายตลาด ครอบคลุมการซื้อขายสินค้าทั้งกลุ่มพลังงาน (น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ, ไฟฟ้า, ฯลฯ), กลุ่มเกษตร (ฝ้าย, กาแฟ, โกโก้, น้ำตาล, ฯลฯ), กลุ่มการเงิน, และสินทรัพย์กลุ่มอื่นๆ อีกหลายชนิด
3️⃣ LME (London Metal Exchange) เป็นตลาดซื้อขายแร่โลหะ (ทองแดง,เงิน,อลูมิเนียม, ฯลฯ) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
📌 ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้นมีนักลงทุนหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนเชิงพาณิชย์ (Commercial) ที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ที่เข้ามาซื้อขายเพราะมีการทำธุรกิจที่ต้องมีการรับมอบสินค้าจริง (Physical Commodity) ซึ่งใช้ประโยชน์จากราคา Commodity Futures เป็นราคาอ้างอิงในการซื้อขาย หรือใช้เพื่อบริหารความเสี่ยง (Hedging) ในธุรกิจได้
นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ (non-Commercial) อาทิ กองทุนเก็งกำไร (Hedge Funds), กองทุนรวม (Mutual Funds), กองทุน ETFs เข้ามาลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อีกด้วย
📌 ในปัจจุบันนี้นักลงทุนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายในตลาดโดยตรงในรูปของสัญญา Futures, Options
ซึ่งโบรกเกอร์ไทยอย่าง #MTS ก็มีบริการ โดยจับมือกับ CME Group ทำให้นักลงทุนไทยสามารถที่จะลงทุนได้อย่างสะดวก หรือจะเป็นช่องทางการลงทุนทางอ้อมโดยผ่าน Commodity ETFs หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งการลงทุนแต่ละช่องทางก็มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน
📈 #การลงทุนทางตรง
การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ทางตรงในรูปแบบของการซื้อขายสัญญา Futures และ Options ผ่าน Commodity Exchange นั้นมีข้อดี-ข้อเสียที่นักลงทุนควรทราบดังนี้
✅ ข้อดี
+ สามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง โดยจะเปิดสถานะซื้อล่วงหน้า (long) หรือขายล่วงหน้า (short) ในสัญญา Futures หรือ Options ก็ได้
+ สามารถซื้อขายได้แบบ Real-Time
+ มีประเภทสินค้าโภคภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย สำหรับนักลงทุนที่มีความรู้เฉพาะด้านก็สามารถเลือกลงทุนได้ตามที่ต้องการ
+ สามารถเริ่มซื้อขายได้โดยการวางเงินประกันเริ่มต้น (Initial Margin) ตามข้อกำหนดของตลาด แทนที่จะต้องมีเงินซื้อขายเต็มมูลค่าที่ต้องการซื้อหรือขาย
+ อัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายต่ำ (เมื่อคิดเป็น % ของมูลค่าซื้อขาย)
⛔️ ข้อเสีย
- ต้องบริหารจัดการเรื่องการหมดอายุสัญญาว่าจะทำการปิดสถานะสัญญาหรือจะทำการ Rollover ต่อไปในสัญญาที่ยังไม่ครบกำหนดส่งมอบ (ยังไม่หมดอายุสัญญา) ซึ่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย และอาจยุ่งยากสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีประสบการณ์ลงทุนในสัญญาลักษณะนี้
- ในกรณีที่ขาดทุนถึงระดับที่เงินประกันในบัญชีลดลงต่ำกว่าระดับเงินประกันขั้นต่ำ (Maintenance Margin) ต้องมีการเติมเงินประกันเพิ่มเพื่อรักษาสถานะการลงทุน หรือที่เรียกว่าโดน Call Margin นั่นเอง และหากไม่มีการเติมเงินประกันเพิ่มตามกำหนดก็จะถูกบังคับปิดสถานะสัญญา (Force Close)
- ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ทำให้การทยอยเข้าซื้อขายทำได้ยาก เพราะหน่วยซื้อขายขั้นต่ำ (minimum lot size) ต่อหนึ่งสัญญา (contract unit) ของสินค้าโภคภัณฑ์เดิมทีนั้นถูกออกแบบมาสำหรับนักลงทุนเชิงพาณิชย์ จึงมีปริมาณขั้นต่ำค่อนข้างใหญ่สำหรับนักลงทุนรายย่อย เช่น WTI crude มีขนาด 1,000 บาร์เรล ต่อ 1 สัญญา
ดังนั้นหากราคาน้ำมันอยู่ที่ $100 ต่อบาร์เรล มูลค่าต่อสัญญาจะสูงถึง $100,000 หรือประมาณ 3.6 ล้านบาท แม้จะเริ่มลงทุนได้โดยวางเงินประกันขั้นต้น (Initial Margin) แต่ก็นับเป็นมูลค่าไม่น้อย ทำให้หลายตลาดมีการพัฒนาสัญญา Futures ขนาดเล็กเพื่อให้นักลงทุนรายย่อยเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น เช่น Micro WTI Crude Oil Futures (มีขนาด 100 บาร์เรล ต่อ 1 สัญญา) แต่มักจะมีสภาพคล่องต่ำกว่าสัญญา Futures หลักที่เป็นที่นิยมซื้อขายกัน
- ต้องรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ด้วยตนเอง หรือใช้เครื่องมืออื่นในการบริหารความเสี่ยง
📉 #การลงทุนทางอ้อม
การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ทางอ้อมนั้นสามารถทำได้โดยการซื้อขาย Commodity ETFs หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีข้อดี-ข้อเสียที่นักลงทุนควรทราบดังนี้
✅ ข้อดี
+ Commodity ETFs สามารถซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนกับการซื้อขายหุ้นทั่วไป
+ กองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ สามารถซื้อขายได้สะดวกผ่าน บลจ. ในไทยที่มีให้บริการอยู่
+ สามารถเลือก ETFs หรือกองทุนรวม ได้ทั้งแบบที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เป็นรายประเภท และแบบที่ลงทุนเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ในลักษณะของ Index ด้วย
+ ทั้ง ETFs และกองทุนรวม จะมีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นคนจัดการเรื่องการจัดเก็บสินค้าจริง หรือบริหารอายุสัญญา Futures, Options ให้ตลอด นอกจากนี้กองทุนรวมบางกองยังมีการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้อีกด้วย
+ สามารถทยอยซื้อแบบ DCA (Dollar Cost Average) ได้ เพราะใช้เงินลงทุนขั้นต่ำน้อย
⛔️ ข้อเสีย
- Commodity ETFs ของไทยในปัจจุบันยังมีตัวเลือกน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในตลาดต่างประเทศ จึงยังเป็นข้อจำกัดสำหรับนักลงทุนไทยที่ยังไม่ได้เข้าถึงบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ
- กองทุนรวมไม่สามารถซื้อขายได้แบบ Real-time ทำให้มูลค่า NAV ที่ได้อาจจะต่างจากเวลาที่ตัดสินใจทำรายการซื้อขาย
- กองทุนรวมในไทยส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีความเกี่ยวเนื่องในสินค้าโภคภัณฑ์ หรือลงทุนใน Commodity ETFs อีกทอดหนึ่ง ทำให้มีข้อเสียเปรียบในด้านของค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ซ้ำซ้อน และค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนรวม เมื่อคิดเป็น % ต่อมูลค่าลงทุนแล้วจะแพงกว่าทางเลือกในการลงทุนอื่นๆ
📌 สำหรับการลงทุนใน ETFs และกองทุนรวมที่ลงทุนใน Commodity Futures ทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น
มีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรศึกษาให้ละเอียดว่าแต่ละกองทุนนั้นมีเทคนิคในการเลือกลงทุนในสัญญา Futures ที่มีกำหนดส่งมอบต่างๆ อย่างไรบ้าง เพราะสามารถส่งผลต่อผลตอบแทนของ ETFs และกองทุนรวมแต่ละกองให้แตกต่างกันได้อย่างมาก แม้ว่าจะลงทุนในสัญญา Futures ของสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดเดียวกันก็ตาม
📌 ราคา Commodity Futures ประเภทหนึ่งๆ ที่มีวันกำหนดส่งมอบแตกต่างกันนั้น มักจะมีราคาซื้อขายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอุปสงค์-อุปทานของสินค้านั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงต้นทุนการเงินในการจัดเก็บสินค้านั้นด้วย ในกรณีที่สัญญา Futures ของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถือครองอยู่ใกล้ครบกำหนดส่งมอบ (เรียกง่ายๆ ว่าหมดอายุสัญญา)
แต่กองทุนยังต้องการคงสถานะการถือครองสินค้าโภคภัณฑ์นั้นต่อไป ก็จะต้องทำการ Rollover โดยการขายสัญญาที่ใกล้ครบกำหนดส่งมอบออก และไปซื้อสัญญาที่มีวันครบกำหนดส่งมอบไกลออกไปกว่าเดิมแทน ซึ่งอาจะทำให้เกิดกำไรหรือขาดทุนจากการ Rollover ขึ้นอยู่กับลักษณะของ Forward Curve ที่แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
1️⃣ Contango หรือ Carry: ราคาของสัญญา Futures ที่มีกำหนดส่งมอบ (หมดอายุ) ในระยะใกล้ ต่ำกว่าราคาของสัญญา Futures ที่มีกำหนดส่งมอบ (หมดอายุ) ในระยะไกล ดังนั้นเมื่อนำเอาราคาของสัญญา Futures ที่มีกำหนดส่งมอบในช่วงเวลาต่างๆ จากใกล้ไปไกลมา plot ต่อกันเป็นกราฟ จะพบว่าเป็นเส้นที่มีความชันสูงขึ้น
2️⃣ Backwardation: ที่มีกำหนดส่งมอบ (หมดอายุ) ในระยะใกล้ สูงกว่าราคาของสัญญา Futures ที่มีกำหนดส่งมอบ (หมดอายุ) ในระยะไกล ดังนั้นเมื่อนำเอาราคาของสัญญา Futures ที่มีกำหนดส่งมอบในช่วงเวลาต่างๆ จากใกล้ไปไกลมา plot ต่อกันเป็นกราฟ จะพบว่าเป็นเส้นที่มีความชันลาดลง
📌 การ Rollover สัญญา Futures ของสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีลักษณะ Backwardation จะเป็นการขายที่ราคาสูง แล้วไปซื้อใหม่ที่ราคาถูกกว่าจึงไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวลนัก ในขณะที่การ Rollover สัญญา Futures ของสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีลักษณะ Contango จะเป็นการขายที่ราคาต่ำ แล้วไปซื้อใหม่ในราคาที่สูงกว่าจึงทำให้เกิดการขาดทุนได้ หากราคาของสัญญา Futures ที่กองทุนถือครองอยู่ปรับขึ้นน้อยกว่าส่วนต่างราคาที่สูญเสียไปจากการ Rollover
🔎 โดยทั่วไปแล้วสินค้าโภคภัณฑ์จะถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เพราะความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์แต่ละชนิดขึ้นอยู่กับอุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) ของสินค้าชนิดนั้นๆ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสิ่งที่คาดเดาได้ยาก เช่น สภาพภูมิอากาศ, โรคระบาด, ภัยธรรมชาติ, เทคโนโลยีการผลิตใหม่, และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, ฯลฯ ทำให้การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ในอดีตถูกจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์
อย่างไรก็ดีในปัจจุบันนี้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น
อีกทั้งยังมีช่องทางการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่สะดวกขึ้นอย่างบริการของ MTS เป็นการเปิดโอกาสในการลงทุนเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนช่วงที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ และสร้างผลตอบแทนในช่วงที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นต่อแม้ว่าตลาดหุ้นจะเข้าสู่ Bear Market ไปแล้ว หรือในช่วงที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นขาลงเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) แล้ว นักลงทุนก็สามารถที่จะขายล่วงหน้า (short) Commodity Futures เพื่อสร้างผลตอบแทนได้
📈 รู้หรือไม่ว่า ?!?! นักลงทุนไทยสามารถเข้าไปเทรดสัญญา Futures ในตลาด CME โดยตรงได้ง่ายๆ 📉
เพราะทาง "MTS Capital" หนึ่งในบริษัทในเครือของ #MTS Gold (แม่ทองสุก) เป็นโบรกเกอร์ไทยเจ้าแรกที่ได้รับสิทธิการเป็นสมาชิกอย่างถูกต้องของ CME Group
โดยมีสัญญา Futures ต่างประเทศให้นักลงทุนได้เทรดอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายดัชนีหุ้นต่างประเทศ (Dow Jones, S&P500, Nasdaq) สัญญาอนุพันธ์ Crypto (Bitcoin, Ethereum) สินค้ากลุ่มโลหะมีค่า (Comex Gold & Silver) สินค้าโภคภัณฑ์ (Nymex WTI) หรือค่าเงินต่างประเทศ (EUR, GBP, AUD)
นักลงทุนไทยท่านใดสนใจสามารถ Add Line: @mtscapital (https://lin.ee/JyH54Ci) หรือโทรได้ที่ 02-770-7799 👍😊
#ทันโลกกับTraderKP
โฆษณา