•
25 ก.ค. 2022 เวลา 09:00 • หนังสือ
How to think like a Startup.
Zero to One - Peter Thiel
ไม่นานมานี้ หลังจากช่วงที่เกิดการระบาดของ COVID-19 coronavirus ช่วงหลังปี 2019-2021
กลุ่มธุรกิจในตลาดหุ้นโดยเฉพาะ Technology sector ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Soft technologies ที่เกี่ยวข้องกับ Information technology อย่าง Google, Facebook, Amazon, Microsoft ใน สหรัฐอเมริกา หรือ Alibaba, Tencent ในจีน และกลุ่ม Hard technologies เช่น Tesla ได้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีการไหลเข้าของเงินนักลงทุนทั้งรายใหญ่ รายย่อย และนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก ส่งผลให้มูลค่าของธุรกิจเหล่านี้เติบโตอย่างมหาศาล
อะไรถึงเป็นสาเหตุให้ CEO ของธุรกิจเหล่านั้น สามารถนำพาธุรกิจของตนเองให้ประสบความสำเร็จ โดยการสร้างนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกและวิถีชีวิตผู้คนได้
หนังสือเล่มนี้ จะนำไปสู่คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้
Photo Credit : https://pin.it/6KirojO
ในยุคปัจจุบัน ที่เป็นโลกทุนนิยม มีผู้คนมากมายที่ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ สามารถพลิกชีวิตตนเอง จากหน้ามือเป็นหลังมือ และสามารถสร้างชื่อเสียง ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ มีความรู้ความสามารถ
แต่ในขณะเดียวกัน ในโลกของการประกอบธุรกิจ ก็มีหลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตนเองคาดหวังไว้ ไม่ว่าจะจากสาเหตุที่เกิดจากปัจจัยภายใน เช่น ความรู้ของผู้ประกอบการเอง, ลักษณะการประกอบธุรกิจ หรือปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจ, พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เป็นต้น
แล้วเราจะสามารถควบคุมตัวแปรเหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายที่เราวางแผนไว้
หลายคนที่มีความคิด ไอเดีย หรือแผนการที่จะเริ่มลงมือทำงานหรือธุรกิจ เนื่องจากมีบุคคลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีแนวทาง หรือ ผู้ที่ให้คำแนะนำ เกี่ยวกับหลักการ และวิธีคิด ในการประกอบธุรกิจ เพื่อที่จะให้ประสบความสำเร็จในแบบของตนเอง หรือตามเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้
หนังสือเล่มนี้จะเป็นอาจารย์และผู้ชี้แนะแนวทาง ให้คุณเองได้อ่าน และเป็นแนวทางในการนำไปปฏิบัติ
Peter Thiel ผู้ที่เป็นนักลงทุนรายแรกของ Facebook และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท PayPal และเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้
Zero to One เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของหลักคิดแบบ Startup ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ให้คำจัดกัดความว่าคือองค์กรขนาดเล็ก ที่มีอิสระพอในวิธีคิดรูปแบบใหม่ และยังมีความสามารถในการทำซ้ำ (Repeatablity) และ มีความสามารถในการขยายขนาดกิจการ (Scalibility)เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
ซึ่งการเป็น Startup นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตขึ้นเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จต่างๆนาๆ ยกตัวอย่างเช่น AirBNB, Grab, Facebook, PayPal เป็นต้น
เริ่มแรกคือการตั้งคำถาม คำถามที่ทุกคนที่อยากจะมีไอเดียที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลก หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ ต้องตั้งคำถามกับตัวเองเสมอคือ
มีอะไรบ้างที่สำคัญ และเป็นความจริง
แต่ไม่ค่อยมีคนเห็นด้วยกับคุณ
คำตอบที่ควรจะเป็นคือ : คนส่วนใหญ่เชื่อในเรื่อง A แต่ความจริงนั้นตรงข้ามกับ A
ซึ่งคำตอบแบบนี้เองคือ "วิธีคิดรูปแบบใหม่" ที่ Peter Thiel กล่าวถึง
โดย A คือความจริงกระแสหลัก หน้าที่ของผู้ที่ต้องการสร้างนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมคือ มองข้ามความจริงกระแสหลัก เพื่อหาความลับที่ซ่อนอยู่
สิ่งที่รู้อยู่แล้ว ---> ความลับ ---> เรื่องลี้ลับ
(ง่าย) (ยาก) (เป็นไปไม่ได้)
*ระวังอย่าสับสนระหว่างความลับ กับ เรื่องลี้ลับ
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสมมติฐาน ของหลายนวัตกรรม(Innovation)ใหม่ๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
โดยความก้าวหน้าทางนวัตกรรมต่างๆบนโลกนั้น จะมีอยู่ 2 แบบ ลำดับแรกคือ
- ความก้าวหน้าแบบแนวราบ หรือโลภาภิวัฒน์ (Globalization)ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงไปทั่วโลก
- ความก้าวหน้าแนวดิ่ง ซึ่งก็คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่วนนี้เองที่ Peter thiel ให้คำจำกัดความว่าคือความก้าวหน้าจาก 0 ไป 1 (Zero to One)
Globalization (Picture Credit : World economic forum)
ในระบบทุนนิยม (Capitalism) มีการผูกขาด (Monopoly) เป็นตัวข้บเคลื่อนระบบ เพราะการผูกขาดของธุรกิจ สามารถทำให้สามารถสร้างกำไรในระยะยาว
**โดยการผูกขาดจะต้องเป็นการผูกขาดอย่างสร้างสรรค์ กล่าวคือทำให้สามารถทำให้สามารถต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ และเกิดผู้เล่นรายใหม่ที่ต้องการสร้างธุรกิจที่พิเศษไปกว่าเดิม (ซึ่งจะมีอธิบายตัวอย่างให้ด้านล่าง)
ขณะเดียวกันถ้าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ (Perfect Competition) หรือว่าไม่มีการผูกขาดของนวัตกรรมนั้น ผู้ประกอบการจะต้องมาสนใจแต่เรื่องการตัดราคาแข่งกับคู่แข่ง เพื่อทำกำไร ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจบางประเภท อย่างเช่นสายการบิน เป็นต้น
Perfect competition <--------> Monopoly
ดังนั้น หากต้องการสร้างคุณค่าและเก็บเกี่ยวผลกำไรในระยะยาว จงสร้างธุรกิจที่มีการผูกขาดอย่างสร้างสรรค์ โดยการแก้ปัญหาที่ไม่ซ้ำผู้อื่น***
แต่ขณะเดียวกัน ความสามารถในการขาย และการตลาด ก็ไม่ได้มีความสำคัญน้อยไปกว่าผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม
Photo Credit : https://www.investopedia.com/articles/professionals/072915/dcf-vs-comparables-which-one-use.asp
มาถึงส่วนของการหามูลค่าปัจจุบันของบริษัท สามารถหาได้โดยการคำนวณกระแสเงินสดที่บริษัทจะสามารถสร้างได้ในอนาคตระยะยาว จากนั้นทำการลดทอนลงมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (Discount cash flow) ซึ่งบริษัทที่มีศักยภาพที่จะสร้างกระแสเงินสดจำนวนมหาศาลได้ในระยะยาว จะต้องมีคุณสมบัติของผู้ผูกขาด ซึ่งประกอบไปด้วย
1. มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง(ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด) ยกตัวอย่างเช่น search engine ของ google, ระบบปฏิบัติการณ์ iOS, software&hardware ของ apple
2. ​Network effect ซึ่งทำให้คุณค่าหลักไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของสินค้าหรือบริการนั้นๆ แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น platform ทาง social media อย่าง facebook, เกมออนไลน์เช่น ROV ของ Tencent เป็นต้น โดยควรเริ่มจากสามารถครองกลุ่มตลาดขนาดเล็กได้ก่อน เช่น นิสิตในมหาวิทยาลัย
3. ​Economy of scale (หรือการประหยัดต่อขนาด) โดยต้นทุนที่คงที่ของการสร้างผลิตภัณฑ์ จะค่อยๆเป็นสัดส่วนที่น้อยลงเมื่อเทียบกับรายได้ แบะยอดขายที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น บริษัท software
สุดท้ายแล้ว 4. Branding ที่แข็งแกร่ง ทำให้มีความ Loyalty ของผู้บริโภค
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือคุณสมบัติของธุรกิจที่จะสามารถมีคุณสมบัติการผูกขาดอย่างสร้างสรรค์ และสามารถสร้างนวัตกรรมที่พิเศษขึ้นมาได้
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากอยากจะเป็นผู้ที่สามารถผูกขาดคือ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นการ disruption เพราะนั่นจะเป็นการเสียงบประมาณไปกับการแข่งขันและสร้างคู่แข่งให้คุณโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณคิดจะไป disrupt ผู้เล่นเดิมในตลาดที่คุณไม่สามารถเอาชนะได้ หรือในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่ถูก disrupt ได้ ก็จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา disrupt คุณอีกทีหนึ่ง
Economy of scale (Picture Credit : https://strategyforexecs.com/economies-of-scale)
การมองธุรกิจระยะยาว ให้จำไว้เสมอว่า ผู้ก่อตั้งธุรกิจที่มีแผนการที่ชัดเจนและทรงพลัง ย่อมไม่ขายกิจการของตนเองในกรณีที่มีผู้ต้องการซื้อกิจการมาเสนอราคาที่ถูกเกินไป สาเหตุเป็นเพราะว่าผู้ก่อตั้งธุรกิจที่มีแผนการที่ชัดเจนและทรงพลัง มักจะประเมินมูลค่าธุรกิจของตนเองจากการคำนวณหากระแสเงินสดในอนาคตระยะยาวที่ธุรกิจที่ตนเองก่อตั้งจะสามารถสร้างได้ไว้ชัดเจนแล้ว
ดังนั้นหากผู้ก่อตั้งไม่มีแผนระยะยาวสำหรับบริษัท เขาจึงมักขายให้ผู้ที่เข้ามา take over ได้อย่างง่ายดาย
ส่วนในส่วนของผู้ลงทุนนั้น ให้จำเสมอว่า ในโลกที่ผู้คนมองว่าอนาคตมีแต่ความไม่แน่นอน (เช่นช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ) บริษัทที่มีแผนการดีและชัดเจน มักจะถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ณ ขณะนั้นเสมอ
กฏของผลตอบแทนทบต้น หรือกฏของการยกกำลังจะเกิดขึ้น เมื่อมีระยะเวลาที่นานพอ และไม่หว่านแหในการลงทุน ทำธุรกิจ หรือแม้กระทั่งเลือกเรียนในอาชีพที่ปรารถนา ไม่ใช่เพียงแต่คิดว่าทำอะไรก็ได้ แต่ควรโฟกัสและเข้าใจสิ่งที่เรากำลังทำอยู่จริงๆ รวมถึงต้องคิดเสมอว่า สิ่งนี้จะสร้างคุณค่าให้ตัวเราเอง และผู้อื่นอย่างไร
รากฐานที่สำคัญของธุรกิจนั้น ผู้ร่วมก่อตั้ง (co founder) ควรรู้จักกันมาอย่างดีก่อน และควรเลือกผู้ร่วมก่อตั้งให้ดี
ร่าง shareholder's agreement (สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น) เพื่อระบุขอบเขตของอำนาจแต่ละฝ่ายทั้งนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสถาบันเอง หรือบอร์ดบริหารก็ตาม
ผู้ร่วมก่อตั้งที่ดีควรที่จะคิดถึงการสร้างคุณค่าระยะยาว มากกว่ามองแค่ระยะสั้น
**โดยผลประโยชน์ในรูปแบบ "หุ้นของบริษัท" เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ที่จะทำให้ทุกคนในบริษัท เดินหน้าไปในทางที่สอดคล้องกัน
จากที่กล่าวมา จะเห็นว่า เมื่อบริษัทคือกลุ่มคนที่มีภารกิจบางอย่างร่วมกัน และภารกิจเหล่านั้น มีเพื่อแก้ปัญหาที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ดังนั้น วัฒนธรรมองค์กร กับ บริษัท จึงเป็นสิ่งเดียวกัน
ในปัจจุบัน รวมถึงอนาคต มนุษย์ถูกมองว่าจะถูกเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาแทนที่งานปัจจุบันที่มนุษย์ทำอยู่
ความแตกต่างระหว่าง มนุษย์กับระบบคอมพิวเตอร์คือ มนุษย์สามารถวางแผน และ ตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน ขณะที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล ดังนั้นถ้านำข้อดีมารวมกัน มนุษย์จะสามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขัน จากกระแสโลกาภิวัฒน์ได้
จึงเป็นสาเหตุที่ Peter Thiel มองว่า ธุรกิจที่จะมีมูลค่าสูงในอนาคตนั้น จะต้องเข้ามาเพิ่มศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่เข้ามาแทนที่ และลดความสำคัญของมนุษย์ลง
สุดท้ายแล้ว คำถามที่จะต้องตอบให้ได้ 7 ข้อก่อนเริ่มก่อตั้งบริษัทคือ
  • 1.
    สามารถสะเทือนวงการเทคโนโลยีเดิมได้ไหม
  • 2.
    ช่วงเวลานั้นเหมาะสมไหม
  • 3.
    สามารถเริ่มต้นด้วยการยึดครองตลาดขนาดเล็ก เพื่อให้เกิด network effect ขนาดย่อมๆก่อน ได้หรือไม่
  • 4.
    มีบุคลากร & ทีมงาน ที่เหมาะสมหรือยัง
  • 5.
    มีวิธีส่งมอง & กระจายสินค้า หรือยัง
  • 6.
    จะสามารถรักษา position ของธุรกิจตนเองในอีก 10 ปีข้างหน้าได้ไหม
  • 7.
    คุณค้นพบ "ความลับ" ที่คนอื่นไม่รู้ไหม
สำหรับคนที่อ่านแล้วสนใจ อย่าลืมไปหาซื้อมาอ่านกันนะครับ
แล้วเจอกันบทความหน้าครับ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตอนจบครับ
ภายในหนังสือยังมีรายละเอียดอีกมากมาย
ถ้าสนใจ อย่าลืมไปซื้อมาอ่านนะครับ
Flow state
Photo Credit : https://www.pinterest.com/pin/17592254786508416/

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา