•
2 ส.ค. 2022 เวลา 09:00 • หนังสือ
แก่นพุทธศาสน์ - พุทธทาสภิกขุ
หนังสือที่จะเปลี่ยนชีวิตของผู้ที่ได้อ่าน
หากโลกที่มีแต่ความวุ่นวายและสับสน ทำให้หลายคนกำลังรู้สึกหลงทางในชีวิต
หนังสือเล่มนี้จะนำทางคุณกลับสู่บ้านที่แท้จริง...อีกครั้ง
แก่นพุทธศาสน์ - พุทธทาสภิกขุ
พุทธแท้ พุทธที่จริง คืออะไร
ใช่การขอหวย ไหว้ต้นไม้ สัตว์ในเทพนิยาย นับถือเครื่องรางของขลัง พิธีกรรมต่างๆ หรือการดูดวงแก้กรรม ใช่หรือไม่
แล้วความจริงพระพุทธศาสนาสอนให้เราพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ใช่ไหม หรือแท้จริงแล้ว พระพุทธศาสนาสอนอะไรเรา
หนังสือเล่มนี้ ซึ่งเกิดจากการบันทึก การแสดงปาฐกถา ของพุทธทาสภิกขุ ณ โรงพยาบาลศิริราช ปี พ.ศ. 2504 ซึ่งข้อความที่ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้แสดงไว้นั้น ปรากฏว่าเป็นใจความสำคัญทั้งหมดของพระพุทธศาสนา หรือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
จะเป็นคำตอบให้กับท่านผู้อ่าน ที่อ่านด้วยความสงบ และเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึง "แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา" และ เข้าใจถึงสภาวะนิพพาน ซึ่งเป็นความว่างสูงสุดในทางพุทธศาสนา ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ที่นำความรู้จากหนังสือเล่มนี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลแก่ตนเองและผู้อื่น
Photo credit : Dhammathai.org
การจะทำความเข้าใจแก่นแท้ของพุทธศาสนาได้ ควรที่จะเข้าใจรากฐานของหลักพระพุทธศาสนาก่อน ซึ่งเป็นหลักที่มุ่งเฉพาะไปยังการดับทุกข์ และมีเหตุมีผลในตัวของมันเองที่สามารถเห็นได้
**ดังนั้น สิ่งใดที่ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ย่อมไม่เกี่ยวข้องทางตรงกับพุทธศาสนา** แต่เป็นไปตามกิเลสที่ผู้คนนำเข้ามาปะปนกับพระพุทธศาสนา มากกว่าที่จะเป็นไปตามสติปัญญา
การเข้าใจพระพุทธศาสนาโดยแท้จริงนั้น ย่อมต้องเข้าใจว่า มีความทุกข์หรือไม่ และจะดับทุกข์ได้อย่างไร
โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดับทุกข์ คือ จะต้องมองให้เห็นโดยประจักษ์ว่า "ไม่มีตัวตน หรือของตน"
มีแต่ความรู้สึกของจิตที่ปรุงแต่งไปตามสิ่งแวดล้อมทางประสาทสัมผัสทั้งหลาย จนเกิดความเข้าใจผิด ว่าเป็น"ตัวเรา-ของเรา"
ดังนั้น เมื่อมีสติปัญญาสามารถที่จะมองเห็นได้ชัดอย่างนี้แล้ว จึงเกิดหนทางแห่งการดับทุกข์ขึ้น เพราะเข้าใจว่าความรู้สึก "ตัวเรา-ของเรา" นั้นไม่มีอยู่จริง ดังนั้นจึงไม่มีใครเกิดอยู่ที่นี่ ไม่มีใครตายแล้วเกิดใหม่ ปัญหาที่ถามว่าตายแล้วจะไปเกิดใหม่ที่ไหน จึงเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นมูลเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ก็คือ ความหลง ความเข้าใจผิด ว่ามี ตัวเรา-ของเรา นั่นเอง ซึ่งตรงกับคำว่า อัตตา หรือ ego ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกที่มี ตัวเรา-ของเรา egoism และหากมี egoism ที่มากเกินไปและมีแนวโน้มไปในทางที่ต่ำ ก็จะนำไปสู่ความเห็นแก่ตัว (selfishness) ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้อื่นอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้
**ซึ่งเป็นปัญหาเพียงอันเดียว ข้อเดียว และเป็นแก่นแท้และแนวทางปฏิบัติของพุทธศาสนา ที่จะนำพาไปสู่การแก้ไขปัญหานี้ หรือเปรียบเสมือนโรคทางวิญญาณ (spiritual disease ) โดยมีเชื้อโรคคือ ความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ยึดมั่นว่าคือตัวเรา เช่น เราเป็นผู้ใหญ่ เด็กจะโต้แย้งเราไม่ได้, ยึดมั่นว่าของเรา เช่น นี่คือสิ่งที่เรารัก ห้ามแตะต้องเป็นอันขาด เป็นต้น
หากเปรียบธรรมะในทางพระพุทธศาสนาเป็นดังใบไม้ทั้งป่า แต่ใจความสำคัญ หรือว่าแก่นแท้นั้น มีอยู่แค่ใบไม้เพียงหยิบมือเดียวนี้ ที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ที่แท้จริง ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงใจความสำคัญของใบไม้เพียงหยิบมือเดียวนี้
หากจะสรุปใจความของพระพุทธศาสนาด้วยประโยคสั้นๆ และครอบคลุมทั้งหมดในพุทธศาสนา นั่นก็คือ “สิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” *** เปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันที่ต้านทานเชื้อโรคคือ อุปาทาน(ความยึดมั่นถือมั้น) ที่ทำให้เกิดโรคทางวิญญาณ
หากใครสามารถปฏิบัติข้อนี้ได้ นั่นก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมด และได้รับผลทั้งหมดในพุทธศาสนา คือได้รับผลมาเป็นจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด เป็นจิตที่ว่างที่สุด
หากเราเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท ตามที่พระพุทธเจ้าสอน เราก็ควรต้องหมั่นตรวจสอบว่าเราเป็นโรคทางวิญญาณหรือยัง โดยหาสาเหตุซึ่งก็คือ ความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเราก็ตาม เป็นของเราก็ตาม ซึ่งสุดท้ายแล้วนั้น ก็คือกิเลส ได้แก่ โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นมูลเหตุของความทุกข์ทั้งปวง
ดังนั้น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ร่างกายและจิตใจ ทั้งหลายทั้งปวง หากไม่ถูกยึดมั่นในฐานะ ตัวเรา-ของเรา แล้ว ย่อมไม่ใช่ทุกข์ด้วยกระการทั้งปวง
สิ่งที่ตรงข้ามกับ การยึดมั่นถือมั่น ก็คือ สติปัญญา ซึ่งสติปัญญาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสติปัญญาที่เป็นความเฉลียวฉลาด เช่นวุฒิการศึกษา ความรู้ที่นำมาข่มผู้อื่น ซึ่งเราเรียกสติปัญญาชนิดนี้ว่า ”เฉโป” ซึ่งเป็นสติปัญญาที่เต็มไปด้วย “ตัวเรา-ของเรา” ที่เราจะนำไปยึดมั่นถือมั่น
แต่หากเป็นสติปัญญา ที่นำไปสู่ความว่างปล่าว เป็นความว่างที่มาจากข้างใน ไม่ใช่ว่างข้างนอก เช่น ว่างเพราะขี้เกียจทำงาน ว่างจากไม่มีอะไรมากวน
หรือก็คือ ความว่างจากการมีใจคอที่ปกติ ไม่ถูกปรุงแต่งไปตามสภาวะแวดล้อม เป็นจิตที่เป็นสภาพเดิมแท้ จนนำไปสู่ความว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวเรา-ของเรา (egoism) หรือก็คือ "นิพพาน" นั่นเอง
การจะป้องกันโรคทางวิญญาณนี้ได้นั้น ต้องเข้าใจหลัก
"ปฏิจจสมุปบาท" หรือก็คือ อาการที่ปรุงแต่งต่อๆกัน โดยความหลง ความปราศจากสติปัญญา หรือ อวิชชา ที่แปลว่าความไม่รู้แจ้ง โดยอาการที่ปรุงแต่งต่อๆกันนี้ มีลำดับตามนี้
1. ผัสสะ หรือ การสัมผัสภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับสัมผัสภายนอกคือ รูป รส กลิ้น เสียง ธรรมมารมย์(หรืออารมณ์ที่ใจรับรู้)
2. เวทนา หรือความรู้สึก มีทั้ง สุขเวทนา และ ทุกขเวทนา
3. ตัณหา หรือความอยาก
4. อุปาทาน ซึ่งก็คือ ความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเรา-ของเรา
5. ภพ & ชาติ ทางหลักพุทธศาสนา เกิดตามหลัง เมื่อเกิดความรู้สึกเป็นตัวเรา-ของเรา
ดังนั้น ลำดับแรก ไม่ว่าจะสัมผัส(ผัสสะ)ทางใดก็ตามแต่มากระทบกับเรา **เราต้องไม่ปรุงแต่งให้เกิดเวทนา
ซึ่งรวมถึงสุขเวทนา เช่น ลาภ ยศ เงินทอง ความรู้สึกสำเร็จทางด้านใดด้านหนึ่ง
แต่หากเกิดเวทนาแล้ว ต้องไม่ปรุงแต่งต่อให้เกิดตัณหา ไม่เช่นนั้น กิเลส และ อุปาทาน จะเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน
เราจึงต้องมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ ขณะที่มีการสัมผัสทางใดก็ตามแต่
**(เราในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ตัวเรา-ของเรา แต่หมายถึงจิต)
จิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา-ของเราเท่านั้น ที่จะมั่นคงเป็นสมาธิ ได้อย่างแท้และสมบูรณ์
หรือก็คือสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ มิจฉาสมาธิ อย่างที่เข้าใจกัน
การฝึกวิปัสสนา ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม หากเป็นไปตามหลักปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ย่อมได้ผลลัพธ์คือการเพิกเฉยต่อผัสสะที่มากระทบ โดยการใช้หลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้ามากำกับ จะทำให้เห็นแจ้งว่า ผัสสะ ทั้งหลายนั้น รวมถึง เวทนา ตัณหา และอุปาทาน เป็นเพียงมายา (illusion)
เมื่อจิตไม่หลงไปกับสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง อารมณ์ทั้งหลายแล้ว เมื่อนั้นจะเกิด ความเกษม หรือก็คือ ความเป็นอิสระ และ สงบเย็น ซึ่งไม่เท่ากับสุขเวทนา ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายภายในจิต
ทีนี้เมื่อมาถึง อุปาทาน เมื่อ อุปาทานเกิด(egoism) หรือการรู้สึกมีตัวเรา-ของเรา
ซึ่งก็คือการถือเป็นการเกิดภพ ชาติ ตามหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง
ซึ่งการเกิดความรู้สึก ตัวเรา-ของเรา นี้ สามารถเกิดได้เป็นวัฏจักร ส่งผลต่อถึงกัน จึงเกิด "กรรม และผลของกรรม"
ยกตัวอย่างเช่น
การเกิดความรู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา แล้วตายไป
เกิดความรู้สึกอยากได้ อยากบริโภคสิ่งนั้น แล้วตายไป
เกิดการโจรกรรมเกิดขึ้น แล้วตายไป
เกิดเป็นจำเลย แล้วตายไป เป็นต้น วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่ใช่การเกิดใหม่ตามที่เข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้นเมื่อมีสติปัญญาที่หยุดความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ได้จึงเกิดนิพพาน
ทุกครั้งที่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับจิตเรา ไม่ว่าเป็น สุขเวทนา หรือ ทุกขเวทนาก็ตาม ผู้ที่ฝึกทำความคุ้นเคยกับการภาวนาสังเกตจิตใจ ว่าความคิดนั้นเป็นไปในรูปแบบใด เท่านั้นที่จะเข้าใจธรรมะได้ดี
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าสติปัญญาที่แท้จริง ซึ่งทำให้ปราศจากทุกข์ และเกิดความว่างขึ้น ซึ่งความว่างในที่นี้หมายถึงว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
ดังนั้นการปฏิบัติในทางพุทธศาสนา คือการปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกมีตัวตน ขึ้นมาในร่างกายอันเป็นที่อยู่อาศัยของจิตนี้ ซึ่งจะมีโอกาสในการปฏิบัติอยู่ 3 ขณะ คือ ขณะตามปกติ คือไม่มีอารมณ์มากระทบทางประสาทสัมผัส , ขณะที่มีอารมณ์มากระทบ หรือเกิดผัสสะ และสุดท้ายคือขณะที่จะดับจิตหรือกำลังจะตาย
โดยทั้งสามขณะมีหลักการเดียวกัน คือ การมีสติสัมปชัญญะ พิจารณาว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงรอบตัวเรานี้ ไม่มีอะไรน่าเอา หรือน่ามาเป็นของเรา รวมถึงตัวเราเองด้วย จึงต้องมีสติปัญญาเพียงพอ ที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึก เรามีอยู่ เราเป็นผู้ทำ เราเป็นผู้บริโภคใช้สอย คือให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันว่างจากตัวเราอยู่เสมอ
ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆคือ ผู้ที่ทำงานลุล่วงไปด้วยดีจนถึงที่สุดแล้ว แต่ตัวผู้ทำหามีไม่ คือทำไปตามธรรมชาติ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่างานนี้เป็นของเรา ความสำเร็จนี้เป็นของเรา อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดลูก ก็ปฏิบัติหน้าที่ไปตามธรรมชาติและสติปัญญา แต่ต้องไม่ทำด้วยตัณหาหรืออุปาทานซึ่งจะทำให้เกิดทุกข์ เช่นลูกไปเรียนต่างประเทศ แล้วทำให้เกิดอาการทุกข์กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นต้น
ต่อให้เปลี่ยนจากถามว่าคนที่ต้องมีความรับผิดชอบต่างๆ หรือคนที่มีความทุกข์ในเรื่องต่างๆ มาถามว่าคนมีความสุขน่าเป็นไหม ก็คงต้องใช้สติปัญญาและสติสัมปชัญญะ คำนึงว่า ในโลกที่ชาวโลกขาวสมมติ เขาบัญญัติ ยึดมั่นถือมั่นกันว่า คนประเภทไหนถึงมีความสุข มีเงิน มีอำนาจ มีเกียรติ มีความสามารถ อะไรก็ตามแต่ แต่สุดท้ายมันก็จะมีความทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง ตามประสาผู้ที่ยังยึดมั่นถือมั่น ต่อให้เป็นความสุขที่เกิดจากธรรมะ หรือนิพพาน ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นมันว่าคือความสุข ก็จะเป็นก้างติดคอได้เหมือนกัน
สรุปง่ายๆคือให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีตัณหาหรืออุปาทานไปฝืน ขณะที่มีผัสสะ ก็ให้หยุดที่ผัสสะ หากมีเวทนา ให้หยุดอยู่ที่เวทนา อย่าให้จิตเราปรุงแต่งต่อจนเกิดเป็นตัณหาหรืออุปาทาน อีกนัยหนึ่งก็คือการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เมื่อมีสัมผัสใดๆก็ตาม ให้สักแต่ว่ามีสัมผัสนั้นอยู่ ตัวเรา-ของเรา ก็จะไม่เกิด
นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ
ที่ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน
ดังนั้นเราจึงสังเกตเห็นว่า ที่แท้แล้วจิตก็มีช่วงเวลาที่ว่างอยู่มาก ซึ่งก็คือความไม่วุ่น หรือรู้สึกตัวเรา-ของเรา (egoism) หรือการเกิดภพชาติ ตามหลักพุทธศาสนา
แต่มนุษย์ทั้งหลายดันมองข้ามนิพพานเหล่านั้นไปเอง ถึงแม้จะเป็นเพียงนิพพานชิมลอง ที่ยังไม่ใช่นิพพานถาวร
โดยสรุป จิตโดยพื้นฐาน คือนิพพานอยู่แล้ว
แต่จะมีความวุ่น เช่น สุขเวทนา ทุกขเวทนา ตัณหา อุปาทาน รวมถึงความรู้สึกตัวเรา-ของเรา เข้ามาแทรกแซง
วิธีไล่สิ่งเหล่านี้ ต้องอาศัยหลัก อิทธิบาท 4 ได้แก่
ฉันทะ ความเชื่อศรัทธาแน่นแฟ้นในธรรมะ
วิริยะ ความพากเพียรเอาจริงในธรรมะ
จิตตะ เอาจิตจดจ่ออยู่กับธรรมะ
วิมังสา การพิจารณาอยู่สม่ำเสมอ
มาช่วยในการฝึกปฏิบัติตามใจความสำคัญของพุทธศาสนาที่กล่าวไปข้างต้น เป็นผลให้พบกับนิพพานในที่สุด
สมกับแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาที่ว่า
สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย
สิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น
ถ้าสนใจ อย่าลืมไปซื้อมาอ่านนะครับ
Flow State

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา