19 ส.ค. 2022 เวลา 07:08 • ประวัติศาสตร์
**พระมหาธรรมราชา : ผู้ร้ายตลอดกาลแห่งหน้าประวัติศาสตร์ไทย ??** (ตอนที่ 9)
เล่ามาหลายตอน ในที่สุดก็มาถึงศึกใหญ่ครั้งสุดท้ายในชีวิตพระมหาธรรมราชา นั่นคือศึกพระเจ้านันทบุเรง พ.ศ. 2129 (พระมหาธรรมราชาสวรรคต 2133) เป็นศึกใหญ่ที่สุดตั้งแต่อยุธยาเคยเจอมา พระเจ้านันทบุเรงจัดหนัก ยกมาเต็มๆถึง 3 ทัพ มีทัพพระเจ้าเชียงใหม่ (ให้โอกาสแก้ตัวอีกหนึ่งครั้ง ถ้าครั้งนี้พลาดหัวหลุดแน่นอน), ทัพพระมหาอุปราชา และทัพสุดท้ายคือทัพหลวงที่ใหญ่ที่สุดโดยพระเจ้านันทบุเรงนำทัพมาเอง โดยให้ทัพพระเจ้าเชียงใหม่ยกมาก่อน
พระนเรศวรก็จัดทัพออกไปตีทันที ผลก็เป็นเช่นเดิม พระเจ้าเชียงใหม่แตกพ่ายกลับไป พระเจ้านันทบุเรงโกรธมาก เลยบัญชาให้ต่อไปพระเจ้าเชียงใหม่ไม่ต้องออกรบแล้ว แต่ให้ทำหน้าที่คอยดูแลและจัดการเรื่องเสบียงแทน (โชคดีสุดๆ รบแพ้ยับเยิน 2 ครั้งติดกัน หัวยังตั้งอยู่บนบ่าได้ อาจเพราะพระเจ้านันทบุเรงยังเกรงใจอยู่ เนื่องจากพระเจ้าเชียงใหม่คือนรธาเมงสอ เป็นลูกของบุเรงนองเช่นกันแต่คนละแม่กับนันทบุเรง)
ส่วนทัพพระมหาอุปราชาที่ยกมานั้นกลับบังเกิดผลได้มากกว่า เพราะสามารถตีกองกำลังของออกญากำแพงเพชรที่ทำหน้าที่ดูแลเสบียงสำหรับทัพอยุธยาได้ราบคาบ ทั้งขโมยเสบียงกลับไปให้ทัพพม่าและเผาทำลายเสบียงที่เหลืออยู่เพื่อทัพอยุธยาจะได้ไม่สามารถเอาไปใช้ได้ ออกญากำแพงเพชรรอดมาได้มากราบทูลพระนเรศวร (นัยว่าพม่าไว้ชีวิตเพื่อเป็นการเยาะเย้ย)
พระนเรศโกรธมากเพราะตั้งแต่ท่านขึ้นบัญชาการทัพรบกับพม่ามา แทบจะไม่เคยแพ้มาก่อน ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงถึง 3 ประการ คือ 1. สูญเสียเสบียง 2. สูญเสียทหาร 3. เสื่อมเสียพระอิสริยยศ จึงสั่งให้นำตัวพระยากำแพงเพชรไปประหารทันที แต่พระมหาธรรมราชามาทูลขอชีวิตเอาไว้ด้วยเห็นแก่ความเป็นสหายเก่า เคยร่วมรบกันมาตั้งแต่สมัยยึดอำนาจขุนวรวงศา
(ในหนังของท่านมุ้ยแปลงเนื้อหาตรงนี้เป็นให้มณีจันทร์มาขอชีวิตแทนนะครับ เหตุผลเพราะต้องการเพิ่มบทบาทความสำคัญของมณีจันทร์ให้เด่นชัดมากขึ้น และได้ปูเรื่องก่อนหน้านี้ไว้แล้วว่าเคยมีดราม่ากับคุณนายของออกญากำแพงเพชร ฉากที่จะนำตัวออกญากำแพงเพชรไปตัดคอนั้นทำได้ดีมาก นักแสดงที่เล่นเป็นออกญากำแพงเพชรคือคุณอภิชาติ อรรถจินดา ดาราเก่า เล่นได้ดีสุดๆ ฉากที่อยู่ในหลักประหารทั้งหน้าตาสีหน้าท่าทางเหมือนคนกำลังจะโดนตัดคอจริงๆ)
1
ทัพของพระเจ้านันทบุเรงที่ยกมาติดตามในภายหลังนั้นเป็นทัพใหญ่มาก ไพร่พลประมาณ 250,000 คน ขุนศึกคนสำคัญมากันเพียบ ทั้งพระมหาอุปราชาซึ่งยกทัพมาก่อนทำหน้าที่ปล้นค่ายเสบียง, พระเจ้าตองอู (เรียกว่าทัพ 3 กษัตริย์) และลักไวทำมู ทหารราบมือทวนยอดฝีมือ เดินทัพรุกคืบมาใกล้อยุธยาเรื่อยๆ ด้วยทหารมหาศาลประหนึ่งน้ำไหลบ่ามา
พระมหาธรรมราชาเห็นว่าถ้าปล่อยให้มาประชิดคูเมืองได้จะไม่เป็นการดีแน่ ลองนึกภาพตามนะครับว่ารอบอยุธยานั้นจะมีคูเมืองอยู่ ถัดเข้ามาคือกำแพงเมือง (คงจำได้ว่าผู้ที่ขุดขยายคูเมืองให้มาชิดกำแพงเมืองก็คือพระมหาธรรมราชา ด้วยเหตุผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเมืองได้ดีขึ้น) เมื่อพม่าเข้ามาประชิดคูเมืองได้แล้ว พม่าจะก่อเป็นเนินสูงขึ้นไปให้สูงกว่าระดับของกำแพงเมืองอยุธยา แล้วลากปืนใหญ่ขึ้นไปอยู่บนนั้น เพื่อระดมยิงกดเข้ามาใจกลางเมืองอยุธยา
1
เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ปืนใหญ่สมัยโบราณมันบังคับวิถีกระสุนยาก ด้วยความเป็น projectile ของกระสุนปืนบางทีก็ตกลงก่อนจะข้ามกำแพงเมือง แต่ถ้าใช้วิธีแบบด้านบนจะสามารถยิงเข้าใส่เมืองได้เต็มๆ ดังนั้นอยุธยาต้องส่งทัพออกไปต้านยังไงก็ให้มาประชิดคูเมืองไม่ได้เด็ดขาด
พระนเรศจึงนำทัพออกไปรบปะทะทัพพม่าแทบจะทุกวัน และท่านยังส่งทหารม้าเร็วไปเป็นกองโจรตีเสบียงที่มาจากพระเจ้าเชียงใหม่ตลอด บางครั้งท่านก็ไปเอง (พระนเรศท่านนำทัพออกรบเองตลอด เพียงแต่ว่าจะไปตีเสบียงหรือจะไปตีทัพพม่า) เพราะพม่านำทหารมามหาศาลก็มีข้อเสียด้วยไม่ใช่มีแต่ข้อดี เพราะทัพยิ่งใหญ่ก็ยิ่งต้องใช้เสบียงเยอะ ถ้าเสบียงไม่พอทัพก็ไปไม่รอด
พระนเรศท่านรู้ซึ้งถึงข้อนี้เลยให้กองโจรตีชิงและทำลายเสบียงไม่หยุดหย่อน เข้าปล้นค่ายพม่าทั้งกลางวันกลางคืนไม่ให้พม่าได้หยุดพักหายใจ บรรดาพวกกองโจรที่จัดตั้งไว้หลายหมวดหลายกองก็พากันเข้าโจมตีตัดการลำเลียงเสบียงอาหารของข้าศึกตลอด
1
ทั้งไทยและพม่ารบกันติดพันหลายเดือน ไทยก็ยังตีพม่าให้ถอยกลับหงสาไปไม่ได้ แต่พม่าก็ไม่สามารถรุกมาตั้งค่ายประชิดคูเมืองได้ ยุทธวิธีตัดเสบียงของพระนเรศเริ่มได้ผล ทัพพม่าเริ่มขาดเสบียงอาหาร ร่วมกับประสบปัญหาเจ็บป่วย ในขณะที่อยุธยาโชคดีมากเพราะพม่าที่ตั้งค่ายล้อมกรุงนั้นดันโหว่ช่องทางทิศใต้ไว้ (ไม่รู้ว่าลืมหรือกำลังพลไม่พอ) ทำให้มีช่องทางที่จะส่งเสบียงจากรอบนอกมาให้อยุธยาได้ตลอด ในพงศาวดารพม่าก็กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไปๆมาๆผู้ที่โดนล้อมยังอยู่สบาย แต่ผู้ที่ล้อมเขากลับอดอยากขาดเสบียง
1
สมเด็จพระนเรศทรงนำทหารเสด็จออกปล้นค่ายข้าศึกด้วยพระองค์เองหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งได้รุกไล่ไปถึงค่ายหลวงของพระเจ้าหงสาวดี พระองค์เสด็จลงจากม้าพระที่นั่ง ถือพระแสงดาบเข้ารบกับข้าศึก เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารของพระองค์ ทรงคาบพระแสงดาบ นำทหารขึ้นปีนพะเนียดค่ายพระเจ้าหงสาวดี แต่ข้าศึกได้ต่อสู้ป้องกันอย่างแข็งแรง พระองค์ถูกข้าศึกแทงตกลงมา เมื่อเห็นว่าจะตีหักเอาค่ายข้าศึกยังไม่ได้ จึงเสด็จกลับคืนเข้าพระนคร
พระแสงดาบนั้นจึงได้นามว่า พระแสงดาบคาบค่าย ซึ่งเป็นชื่อพระแสงดาบองค์หนึ่งในจำนวนพระแสงราชศาสตรามาจนถึงทุกวันนี้ เล่ากันว่ายังมีรอยฟันของพระนเรศอยู่บนตัวดาบ!!
ซึ่งผมก็งงๆ เพราะว่าพระแสงดาบคาบค่ายของจริงได้สูญหายไปตั้งแต่ตอนเสียกรุงครั้งที่ 2 เล่มที่มีอยู่ทุกวันนี้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงโปรดมีรับสั่งให้สร้างขึ้นมาใหม่
(ในหนังนเรศวรฉากนี้ทำได้ดีมากครับ ตอนพระนเรศคาบดาบปีนค่ายพม่าดูน่ากลัวมาก ทำเป็นแบบสโลว์โมชั่น เหตุการณ์เกิดในเวลากลางคืน ท่านก็ใส่เกราะดำ ค่อยๆปีนขึ้นมา เหมือนหนังผีเลย และเหตุการณ์จริงท่านไม่ได้ถูกแทงจนบาดเจ็บสาหัสแล้วตกลงมานะครับ ท่านมุ้ยแต่งเพิ่มเข้ามาเพื่อจะปูไปให้มีฉากดราม่าถึงความห่วงใยของมณีจันทร์ต่อชีวิตของพระนเรศ มณีจันทร์ตัดพ้อว่าพระนเรศไม่รักชีวิตตนเองเลยเหรอ พระนเรศตอบว่าไม่มีใครหรอกที่จะไม่รักชีวิตตัวเอง แต่ความรักชาติรักแผ่นดินมันมากกว่าเยอะ)
1
เรื่องพระแสงดาบคาบค่ายนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาไทยไปค้นข้อมูลมาแล้วคิดว่าจริงๆน่าจะเป็นคำว่า พระแสงดาบฆาตค่าย มากกว่า (คือพิฆาตค่าย) ก็เป็นอีกความเห็นหนึ่งที่น่ารับฟังนะครับ
1
ด้วยสไตล์การรบของพระนเรศวรที่นำทัพเองตลอด ขี่ม้าลุยนำหน้าลูกน้อง รบอย่างบ้าดีเดือดแบบนี้ ไม่เคยมีในจารีตประเพณีของแม่ทัพใดๆ มาก่อน เป็นอันรู้กันว่าทหารของพระนเรศนั้นยอมตายในสนามรบดีกว่ารบแพ้ ทุกคนมีความเกรงกลัวพระนเรศยิ่งกว่าความตาย เมื่อพระเจ้านันทบุเรงทราบเรื่อง ถึงกับออกปากว่า
"พระนเรศออกมาทำการเป็นอย่างพลทหารดังนี้ เหมือนกับเอาพิมเสนมาแลกกับเกลือ พระมหาธรรมราชาเองก็คงไม่รู้ว่าลูกตัวเองรบแบบนี้..... พระนเรศนี้ทำศึกอาจหาญนัก ถ้าออกมาอีกถึงเราจะเสียทหารสักเท่าใดก็ตาม จะแลกเอาตัวพระนเรศวรให้จงได้"
จากนั้นจึงสั่งให้ลักไวทำมู คัดเลือกทหาร 10,000 นาย ไปรักษาค่ายกองหน้าและกำชับว่า ถ้าพระนเรศออกมาอีกให้จับเป็นให้ได้ แต่ถ้าจับเป็นไม่ได้ก็ให้เอาหัวพระนเรศมา !!
ไว้ต่อคราวหน้านะครับ ให้เวลาลักไวทำมูเตรียมทัพก่อน 😬
เพิ่มเติม : พระเจ้านันทบุเรงสั่งทัพมารบอยุธยา 5 ครั้ง คือ
1. ทัพพระยาพระสิมและพระเจ้าเชียงใหม่ ที่เล่าไปแล้ว
2. ทัพพระเจ้าเชียงใหม่ ที่เล่าไปด้านบน
3. ทัพ 3 กษัตริย์ ที่ยังเล่าไม่จบ คราวนี้นันทบุเรงนำทัพมาเอง
4. ทัพพระมหาอุปราชา ก็แพ้กลับไป
5. ทัพพระมหาอุปราชา ก็คือสงครามยุทธหัตถี
#ซอกหลืบประวัติศาสตร์อยุธยา
#พระมหาธรรมราชา
ภาพประกอบที่ 1 : พระแสงดาบคาบค่ายคือองค์บนสุดครับ (ที่ร.1 ให้สร้างขึ้นมาใหม่)
1
ภาพประกอบที่ 2 : พระแสงดาบคาบค่ายที่พระบรมราชานุสาวรีย์ ทุ่งมะขามหย่อง จ.อยุธยา (เหตุการณ์จริงตอนนั้นพม่ายกกองทัพมาตั้งค่ายที่ขนอนปากคู่ ใกล้ทุ่งมะขามหย่อง)
1
โฆษณา