Chapter 46/2: Minneapolis Day 2
เดินเที่ยว มินนีแอโพลิส
วันที่ 2 หลังจากมะคืนได้นอนไปร่วม 8 ชม. เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นละ วันนี้พร้อมไปลุยมินนีแอโพลิสแล้วค่ะ
แต่ก่อนไปต้องโด้ปมื้อเช้ากันก่อน มื้อเช้าวันนี้ดูเพื่อสุขภาพมะ 😁
วัตถุดิบทั้งหลายก็แบกมาจาก Whole Foods มะวานนั่นแหละ เสบียงพร้อมมากๆ
อิ่มละ…..ไป ออกไปเที่ยวกัน
สำหรับวันนี้ เรากะจะไปหลายที่เลย เริ่มจากที่แรก Minneapolis Institute of Art หรือที่คนที่นี่เรียกว่า MIA กันก่อนเลย เพราะการเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์นี่เป็นไรที่เราชอบมากๆ
ออกจากบ้านกะจะนั่งรถเมล์ไปกัน แต่ปรากฎว่าพอขึ้นรถได้ ไม่รู้จะจ่ายเงินยังไง เพราะคนขับบอกไม่รับบัตรเครดิต เป็นความสะเพร่าของเราด้วยที่ไม่ได้ศึกษามาก่อนว่าที่นี่ใช้บริการรถสาธารณะกันยังไง เราคิดว่าแตะบัตรเครดิตกับเครื่องสแกนก็จ่ายตังค์ได้เหมือนที่ NY แถมแบงค์ $50 เค้าก็ไม่รับเพราะไม่มีเงินทอน น้องคนขับเลยบอกไปนั่งก่อนไปป้า เดี๋ยวตอนลงเค้าจะสอนให้ว่าต้องจ่ายเงินยังไง 😅 ใจดีจัง 🙏
ระหว่างนั่งอยู่บนรถเมล์ชมนกชมไม้ข้างทางไปเรื่อยๆ ก็มีน้องอีกคนขึ้นมา เห็นบัตรที่ห้อยอยู่ก็รู้ได้ว่าน้องเค้าทำหน้าที่สำรวจความพึงพอใจของผู้โดยสาร ฮีเข้ามาถามพวกเราจนรู้ว่าพวกเราเป็นนักท่องเที่ยวแถมยังไม่ได้จ่ายค่ารถด้วย น้องใจดีมากคุยกันเสร็จยังให้บัตรนั่งรถฟรีพวกเรามาคนละใบอีกตะหาก สุดยอดน้ำใจ 😁 เริ่มรักคนเมืองนี้ละ
นั่งรถกันจนมาถึง MIA….หูววว ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่มากๆ เลย
Minneapolis Institute of Art (MIA)
Minneapolis Institute of Art หรือ MIA เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา ที่นี่มีงานศิลปะมากกว่า 90,000 ชิ้น ประกอบไปด้วยงานศิลปะจากทวีปต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเอเชีย แอฟริกา อเมริกา ยุโรป ซึ่งมีทั้งงานศิลปะโบราณและงานร่วมสมัย ซึ่งนอกจากงานประติมากรรม ภาพวาดแล้ว ยังมีงานมัณฑนศิลป์ งานสิ่งทอจัดแสดงด้วย และวันนี้เราตั้งใจมาดูภาพวาดเป็นหลักค่ะ
Minneapolis Institute of Art (MIA)
ถึงแม้ที่ MIA จะไม่มีงานโด่งดังมากเหมือนที่ The Met ที่ NY (อ่านได้ที่ Chapter 23 ค่ะ 😊) แต่ก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยมาก และที่สำคัญ จนท. ของที่นี่ให้คำแนะนำในการเข้าชมส่วนต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ได้ดีมาก ที่นี่ไม่มีค่าเข้าชมแต่มีการรับบริจาคตามกำลังศรัทธาของผู้มาเยี่ยมชม
Minneapolis Institute of Art (MIA)
ภายใน MIA มี 3 ชั้น ซึ่งงานแสดงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ชั้น 2 และชั้น 3
จากทางเข้าจะเปิดด้วยโซนเอเชียก่อนเลย
Minneapolis Institute of Art (MIA)
ช่วงที่เราไปมีงาน Van Gogh and the Olive Groves ด้วยแต่เราไม่ได้เข้าไปดู เพราะ จนท. บอกจะมีภาพของ Van Gogh 6 ภาพซึ่งเป็นภาพวาดในซีรีส์ Olive Tree แถมเค้าเก็บค่าเข้า $16 ด้วยเลยไม่ได้เข้า (งกมะ 😬) จริงๆ เรามีโอกาสได้เห็นภาพเด็ดๆ หลายภาพแล้วที่ The Met ก็เลยไม่เสียดายเท่าไหร่ 😁
Minneapolis Institute of Art (MIA)
เราว่าที่นี่เจ๋งดีนะ เพราะนอกจากจะมีงานแสดงภาพต่างๆ แล้วเค้ายังมีห้องจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของคนในยุคต่างๆ ให้ดูเยอะแยะเลย
Minneapolis Institute of Art (MIA)
ห้องนี้จำลองแสงไฟธรรมชาติให้ดู ใช้เวลาประมาณ 7 นาที เราจะได้เห็นลักษณะของแสงที่ส่องมาในแต่ละช่วงเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก สวยมากเลย
Minneapolis Institute of Art (MIA)
ภาพวาดของ Goya จิตรกรและศิลปินภาพพิมพ์แนวศิลปะจินตนิยม (Romanticism) ชาวสเปนผู้มีชื่อเสียง
Minneapolis Institute of Art (MIA)
และงานอื่นๆ อีกมากมาย
Minneapolis Institute of Art (MIA)
อันนี้เจ๋งดี เป็นภาพประวัติการก่อสร้างตึกต่างๆ ใน Downtown ซึ่งพอเงยหน้าขึ้นมาดู อ้าวนั่นตึกของจริงอยู่ตรงหน้าเรานี่
Minneapolis Institute of Art (MIA)
เราเดินกันเพลินมากๆ เกือบ 3 ชม. ที่พวกเราอยู่ในนั้น โชคดีที่เบ๊นซ์ก็เป็นคนชอบเดินพิพิธภัณฑ์เหมือนกัน เลยไม่เบื่อ
ก่อนออกจากออกจากพิพิธภัณฑ์แวะร้านขายของที่ระลึก มีของเกี่ยวกะ Van Gogh ขายด้วยน่ารักมากเลย
Minneapolis Institute of Art (MIA)
ออกจากพิพิธภัณฑ์พวกเราก็ไปที่ Sculpture Garden ต่อ Google map บอกว่าเดินประมาณครึ่งชั่วโมง อืม…ไหวอยู่ ถือว่าเดินเล่นสำรวจเมืองไปเรื่อยๆ (ขึ้นรถเมล์ก็ยังขึ้นไม่เป็นอยู่ดีเพราะสรุปยังไม่มีใครสอนว่าจ่ายเงินยังไง 🤣)
พวกเราเดินลัดเลาะไปตามถนน ได้เห็นตึกรามบ้านช่องในย่านนี้ด้วย ดูทรงคลาสสิกสวยดี
วันนี้อากาศดีสุดๆ มีลมพัดตลอดเวลาแถมแรงมากขนาดหมวกปลิวกันเลย เราต้องคอยถอดหมวกสลับใส่หมวก เพราะพอใส่ ลมพัดหมวกจะหลุด แต่พอถอดแดดก็แรงเหลือเกิ๊นนนนนน หน้าจะไหม้เอา นี่สงสัยเลยว่ามามินนีแอโพลิสหรือมาเที่ยวภูเก็ตกันเนี่ย 🤣
พวกเราเดินกันมาเรื่อยๆจนถึง Irene Hickson Whitney Bridge หรือที่รู้จักกันว่าสะพานสีเหลืองสีฟ้า
Irene Hickson Whitney Bridge
เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งก็จะเจอกับ Sculpture Garden ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีงานประติมากรรมที่เป็น landmark ของมินนิแอโพลิสอย่าง Spoonbridge and Cherry อันเลื่องชื่อของที่นี่
Sculpture Garden
นอกจากนั้นมี น้องไก่สีฟ้า The Blue Rooster ที่ก็เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้อีกด้วย
Sculpture Garden
นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะอีกหลายชิ้นเลย ที่ก็ดูโดดเด่นไม่แพ้กัน
Sculpture Garden
ปล. ชักสงสัยละว่าทำไมไปไหนก็เจอเจ้า "LOVE" นี่ตลอดเลย เราเคยเจอที่ไทเปเอย ที่ฟิลลี่เอย มาที่นี่ก็ยังเจออีก 🤔
ถ่ายรูปกันแบบไม่หวั่นแดดเลย สู้ตาย เพราะแดดยิ่งจัดยิ่งถ่ายรูปสวยมากๆ
Sculpture Garden
ที่สุดท้ายของวันนี้ Walker Art Center อยู่ฝั่งตรงข้าม Sculpture Garden เอง
Walker Art Center
เข้าไปนั่งตากแอร์เล่นเฉยๆ เพราะที่นี่ต้องเสียค่าเข้า โชคดีที่ไม่ถนัดงานศิลปะร่วมสมัย 😁
Walker Art Center
นั่งเล่นพักเหนื่อยกันแป๊บนึงก็ได้เวลาไปโบสถ์กันละ จาก Walker Art Center เราเรียก Uber ไปกัน โบสถ์ที่จัดงานอยู่นอกเมืองไปประมาณ 25 นาที
วันนี้จะเป็นวันซ้อมทำพิธีในโบสถ์ของบ่าวสาวและเพื่อนบ่าวสาว และพวกเรากะไปช่วยจัดดอกไม้ในงานกันด้วย มาทั้งทีต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์กันซะหน่อย 😁
ดีใจที่ดอกไม้สวยด้วยมือเรา ถึงจะมีแค่ 6 ช่อก็เหอะ 😆
หลังจากซ้อมพิธีเสร็จ ทานข้าวเย็นร่วมกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เตรียมตัวสำหรับวันสำคัญวันพรุ่งนี้กันค่ะ
ใน Blog ต่อไป เราจะได้เข้าร่วมพิธีแต่งงานในโบสถ์ด้วย จะเป็นยังไงมาอ่านกันนะคะ สำหรับ Blog นี้ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ 😊
1แชร์
1.1Kรับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ก๋วยเตี๋ยวเรือ "ทองสมิทธ์" ทำเงินได้มากแค่ไหน ?
      YGG ลุยเปิดเกมใหม่ปีหน้าป้อนตลาดไทย-เทศ รุกตั้ง YGG Global ร่วมเป็นเจ้าของแอนิเมชั่นซีรี่ย์ระดับโลก
      สรุปประเด็น “JUSTICE FOR LISA” แฟนคลับโจมตีค่ายเพราะปฏิบัติกับลิซ่าไม่เป็นธรรม พร้อมขอให้ลิซ่าคิดเรื่องจะต่อสัญญาใหม่อีกครั้ง
      ชีวิตที่น่าเศร้าของอัจฉริยะผู้พูดได้ถึง 25 ภาษา “วิลเลียม ซีดิส (William Sidis)” เป็นเด็กอัจฉริยะ ผู้เชี่ยวชาญในด้านการคำนวณและสามารถพูดได้หลายภาษา
      ดูทั้งหมด