Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
3 ก.ย. 2022 เวลา 10:54 • ประวัติศาสตร์
“ชิโร อิชิอิ (Shiro Ishii)” และ “หน่วย 731 (Unit 731)”
ผมเคยเขียนเรื่องราวของ “ชิโร อิชิอิ (Shiro Ishii)” และ “หน่วย 731 (Unit 731)” มาแล้ว
หากแต่เรื่องราวของนายแพทย์ปีศาจรายนี้ รวมทั้งหน่วย 731 (Unit 731) ซึ่งเป็นหน่วยที่โหดร้าย ก็ยังมีหลายแง่มุมให้ศึกษาและรับรู้ ผมจึงคิดจะเขียนเรื่องนี้อีกครั้ง และเพื่อสำหรับคนที่เพิ่งจะติดตามเพจของผมด้วย
ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ “ชิโร อิชิอิ (Shiro Ishii)” กันก่อนดีกว่าครับ
“ชิโร อิชิอิ (Shiro Ishii)” เกิดที่ญี่ปุ่นในปีค.ศ.1892 (พ.ศ.2435) และเป็นลูกชายคนที่สี่ของตระกูลอิชิอิ
1
บิดาของเขาเป็นผู้ผลิตสาเกและเจ้าของที่ดินรายใหญ่ มีฐานะร่ำรวย จึงเรียกได้ว่า ชีวิตในวัยเด็กของอิชิอินั้นสมบูรณ์พร้อม คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด
ชิโร อิชิอิ (Shiro Ishii)
ตั้งแต่วัยเด็ก อิชิอินั้นฉายแววอัจฉริยะ เรียนเก่งเหนือเด็กคนอื่นๆ ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก โดยในภายหลัง ลูกสาวของอิชิอิเคยให้สัมภาษณ์ว่า หากอิชิอิเลือกทางเดินอื่น เขาอาจจะกลายเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จมาก
1
อิชิอินั้นมีความรักชาติอย่างสูง มีแนวคิดชาตินิยม และจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ และได้ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกับกองทัพตั้งแต่ยังหนุ่ม
ด้วยความเป็นคนหัวดี ทำให้ในกองทัพนั้น อิชิอิก็มีความโดดเด่นไปด้วย ประกอบกับรูปร่างสูงถึงหกฟุต (183 เซนติเมตร) ซึ่งในสมัยนั้น สำหรับคนญี่ปุ่น อิชิอินั้นถือว่าสูงโดดเด่นเหนือชายชาวญี่ปุ่นคนอื่นๆ
อีกทั้งเขายังมีบุคลิกสง่างาม เครื่องแบบมักจะเนี้ยบ เป๊ะ ประกอบกับเสียงทุ้มทรงพลัง ทำให้อิชิอิเป็นทหารที่โดดเด่นคนหนึ่ง
อิชิอิในวัยหนุ่ม
ขณะทำงานในกองทัพ อิชิอิก็ค้นพบสิ่งที่ตนเองหลงใหล นั่นก็คือ “วิทยาศาสตร์” แต่อิชิอิต้องการจะโฟกัสไปลึกกว่านั้น นั่นคือ “แพทยศาสตร์กองทัพ”
ตั้งแต่นั้น อิชิอิก็ตั้งใจจะเป็นแพทย์ แพทย์ในกองทัพญี่ปุ่น
อิชิอิได้เข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโตในปีค.ศ.1916 (พ.ศ.2459) ที่ซึ่งเขาได้ศึกษาการแพทย์อย่างเต็มที่
แต่ในช่วงนี้ อิชิอิก็เริ่มมีนิสัยประหลาด
เป็นที่รู้กันในหมู่นักศึกษาว่าอิชิอิมักจะเก็บสัตว์เลี้ยงของตนไว้ ซึ่งสัตว์เลี้ยงที่ว่า ก็คือ “แบคทีเรีย” นานาชนิด เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเพื่อนนักศึกษาทำแล็บเสร็จและเก็บห้องเรียบร้อยแล้ว อิชิอิมักจะมาใช้แล็บต่อ ใช้อุปกรณ์ของเพื่อนนักศึกษา เสร็จแล้วก็กองทิ้งไว้อย่างนั้น ไม่ล้าง ไม่ทำความสะอาด
2
อิชิอิในวัยหนุ่ม
เมื่อศาสตราจารย์มาเห็นห้องแล็บที่รก สกปรก จึงต่อว่านักศึกษาที่ได้รับหน้าที่ให้เก็บห้อง ซึ่งทั้งหมดนี้ อิชิอิก็จงใจทำ เนื่องจากต้องการจะโดดเด่นและทำให้นักศึกษาคนอื่นๆ ถูกมองไม่ดี
ในปีค.ศ.1927 (พ.ศ.2470) อิชิอิได้อ่านบทความหนึ่ง เป็นบทความเกี่ยวกับการใช้อาวุธชีวภาพ
เมื่ออ่านบทความนี้ ทำให้ประกายไฟในใจของอิชิอิลุกโชน ทำให้ความปรารถนาแรงกล้าของเขาลุกเป็นไฟ
“เขาต้องการจะเป็นผู้ผลิตอาวุธชีวภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก”
ภายหลังจากตั้งใจแน่วแน่ อิชิอิก็พยายามจะผลักดันให้ญี่ปุ่นเร่งพัฒนาอาวุธชนิดใหม่ โดยอาวุธชนิดนี้จะเป็นอาวุธชีวภาพ ซึ่งอิชิอิก็ตั้งใจแน่วแน่ และได้เสนอแนวคิดนี้ไปถึงผู้บัญชาการระดับสูงในกองทัพ
จะเห็นได้ว่าอิชิอินั้นมีความมั่นใจสูงมาก มากจนลืมไปว่าตนนั้นเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อย และกำลังจะเสนอยุทธวิธีไปยังผู้บัญชาการระดับสูง อีกทั้งข้อเรียกร้องของตนนั้นยังขัดต่อกฎหมายสงครามในระดับนานาชาติอีกด้วย
แน่นอนว่าผลลัพธ์นั้นย่อมไม่เป็นไปตามที่อิชิอิต้องการ เนื่องจากทางกองทัพได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของอิชิอิ
แต่ถึงอย่างนั้น อิชิอิก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาได้ขออนุญาตทางกองทัพ ให้อนุญาตให้เขาออกเดินทาง ทัวร์วิจัยเป็นระยะเวลาสองปี
อิชิอิได้กล่าวว่าหากอนุญาต เขาจะออกทัวร์สำรวจสถานีทางการทหารทั่วโลก และเขายังสามารถหาข้อมูลได้ว่าประเทศอื่นๆ จัดการกับอาวุธชีวภาพอย่างไร
คราวนี้ได้ผล กองทัพอนุญาตและออกทุนในการเดินทางให้อิชิอิ และอิชิอิก็ได้ออกเดินทางในปีค.ศ.1928 (พ.ศ.2471)
จากนั้น อิชิอิก็ได้ใช้เวลาสองปี ออกเดินทางไปทั่วสหรัฐอเมริกาและยุโรป และภายหลังจากครบสองปี อิชิอิก็ได้เดินทางกลับญี่ปุ่นและได้รายงานสิ่งที่พบเจอมาแก่กองทัพและรัฐบาล
ในช่วงที่ออกเดินทางเก็บข้อมูลวิจัย อิชิอิก็ค้นพบว่าประเทศอื่นๆ นั้น ต่างมุ่งมั่นในการทำวิจัยเรื่องอาวุธชีวภาพ ถึงแม้ว่าจะมีกฎและข้อตกลงระหว่างประเทศก็ตาม หากแต่ข้อมูลการวิจัยนั้น แต่ละประเทศก็ล้วนแต่เก็บเป็นความลับ ไม่เผยแพร่ให้ใครรู้
เมื่อกองทัพญี่ปุ่นทราบถึงรายงานของอิชิอิ กองทัพก็ได้ใช้เวลาหลายปีก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อพิจารณาว่าควรทำอย่างไรต่อไป
ญี่ปุ่นในยุค 30 (พ.ศ.2473-2482)
กองทัพญี่ปุ่นได้เริ่มโฟกัสในการพัฒนาอาวุธให้มีความรุนแรง และยุทธวิธีการรบที่จะต้องเหนือกว่าชาติอื่นๆ ทั่วโลก
เมื่อกลับถึงญี่ปุ่นในปีค.ศ.1930 (พ.ศ.2473) อิชิอิก็พบว่ามีหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป อย่างแรกก็คือแนวคิดชาตินิยมในญี่ปุ่น ดูเหมือนจะรุนแรงและเข้มข้นกว่าที่ผ่านมา
อีกข้อหนึ่งที่ดูจะเปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือญี่ปุ่นกับจีน กำลังอยู่ในภาวะที่ใกล้จะเกิดสงครามเต็มที
และในช่วงเวลานี้เอง ชื่อเสียงของอิชิอิก็ยิ่งโด่งดัง
อิชิอิได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ภาควิชาภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งโรงเรียนแพทย์ทหารโตเกียว อีกทั้งยังได้เลื่อนยศเป็นพันตรี
และในช่วงที่ออกทริปดูงาน อิชิอิก็ได้มีคอนเน็คชั่น ได้รู้จักกับผู้สนับสนุนรายใหญ่ นั่นคือ “พันเอกจิคาฮิโกะ โคอิซุมิ (Chikahiko Koizumi)” นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังแห่งโรงเรียนแพทย์ทหารโตเกียว
โคอิซุมิเป็นทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นผู้รับผิดชอบในการทำวิจัยอาวุธเคมีแห่งกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงนั้นเอง ตัวโคอิซุมิกลับถูกก๊าซคลอรีนซะเองจนเกือบตาย ถึงแม้จะรอดชีวิต แต่ผู้สนับสนุนก็ไม่สนับสนุนเขาอีกต่อไป และมองว่างานวิจัยของเขาไม่มีความสำคัญ
1
พันเอกจิคาฮิโกะ โคอิซุมิ (Chikahiko Koizumi)
ดังนั้น เมื่ออิชิอิซึ่งมีความสนใจในเรื่องใกล้เคียงกันโผล่มา โคอิซุมิจึงให้การสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งหลายคนก็คิดว่าโคอิซุมิอาจจะมองว่าอิชิอินั้นคล้ายกับตนเอง
ในไม่ช้า โคอิซุมิก็ได้เลื่อนยศและได้รับมอบตำแหน่งต่างๆ มากมาย จนได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทุกๆ ครั้งที่ได้เลื่อนตำแหน่ง โคอิซุมิก็จะคอยสนับสนุนอิชิอิ หากแต่สิ่งที่อิชิอิสนใจ ไม่ใช่เรื่องตำแหน่ง หากแต่คือชื่อเสียงที่ตนจะได้รับ
1
อิชิอิทุ่มเวลากับการศึกษาจุลชีววิทยา พยาธิวิทยา และวัคซีน หากแต่จุดมุ่งหมายของเขาจริงๆ นั้นก้าวไปไกลกว่านั้นมาก
อิชิอิเป็นศาสตราจารย์ที่โด่งดัง เขามีเสน่ห์และเป็นที่ชื่นชอบของนักศึกษาและเพื่อนร่วมงาน โดยมีเรื่องเล่าว่า หากต้องการจะพบอิชิอิ ก็แค่ไปหาตามบาร์หรือหอเกอิชา และถึงแม้ว่าเขาจะเมาแค่ไหน เมื่อกลับถึงที่พัก เขาก็จะต้องค้นคว้าก่อนนอนเสมอ
จากเรื่องราวทั้งหมด อาจทำให้เห็นจุดเด่นของอิชิอิสองข้อ
1.อิชิอิทุ่มเทให้งานของตนมาก
2.อิชิอิมีความสามารถในการโน้มน้าวผู้อื่นให้ทำในสิ่งที่ตนต้องการ
ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ จะทำให้อิชิอิสามารถทดลองวิปริตต่อชาวจีนในเวลาต่อมา
ในปีค.ศ.1931 (พ.ศ.2474) ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นได้รุกรานแมนจูเรียและและก่อตั้งมหาจักรวรรดิแมนจูเรีย (Manchukuo) กองทัพญี่ปุ่นก็ได้เข้ายึดครองและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่นั้นสำหรับอุตสาหกรรมของตน
ในเวลานั้น ทหารญี่ปุ่นมองประชาชนในแมนจูเรียเป็นเหมือนอุปสรรคที่น่ารำคาญ แต่สำหรับอิชิอิ ประชาชนเหล่านี้คือหนูทดลองชั้นดี
เพื่อการทดลองดังที่ตั้งใจ อิชิอิจึงได้จัดตั้งศูนย์ทดลองของตนขึ้นมาหลายแห่ง รวมทั้งโรงงานผลิตอาวุธในฮาร์บิน
สำหรับศูนย์ทดลองอีกแห่งนั้น อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากฮาร์บิน 100 กิโลเมตร โดยบ้านจำนวน 300 หลังในหมู่บ้านนี้ได้ถูกทำลายลงเพื่อสร้างศูนย์ทดลองของอิชิอิ
3
จากนั้น เมื่อทำการเคลียร์พื้นที่แล้ว อิชิอิก็สั่งให้มีการเกณฑ์แรงงานเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งในอาคารที่ก่อสร้างนี้เอง คือสถานที่ที่อิชิอิจะใช้ทำการทดลองผิดมนุษย์
1
บันทึกจากศูนย์ทดลองนรกนี้แทบไม่มีเหลือรอดมา หากแต่ที่เหลือรอดมานั้น ก็ทำให้เห็นภาพรางๆ ของสิ่งที่อิชิอิทำ ทำให้ทราบว่าที่ศูนย์แห่งนี้บรรจุนักโทษไว้กว่า 1,000 คน
นักโทษเหล่านี้ได้เป็นหนูทดลอง ซึ่งก็ประกอบด้วยกลุ่มที่ต่อต้านญี่ปุ่น นักโทษสงคราม รวมทั้งประชาชนที่ถูกสงสัยและกล่าวหา
จากบันทึกนั้น ได้กล่าวว่ามีการเจาะเลือดนักโทษในทุกๆ วัน ซึ่งก็จะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายสัปดาห์จนกว่านักโทษจะทนไม่ไหว
เมื่อดูแล้วว่านักโทษคงจะไม่ไหว นักวิจัยก็จะทำการวางยาพิษนักโทษ โดยเชื่อกันว่านักโทษจำนวนมากที่ถูกส่งมายังศูนย์นี้ ล้วนแต่มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือนทั้งนั้น
ในปีค.ศ.1934 (พ.ศ.2477) ขณะที่ทหารญี่ปุ่นกำลังฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ นักโทษบางกลุ่มก็เห็นโอกาสที่จะหลบหนี
ด้วยความที่เป็นงานฉลอง ทำให้เหล่าทหารล้วนเมามายและสนุกกัน เวรยามจึงหละหลวม ทำให้นักโทษหนีออกไปได้จำนวน 16 คน
แต่ถึงอย่างนั้น ศูนย์ทดลองแห่งนี้ก็ยังดำเนินการต่อไป ก่อนจะปิดตัวลงในปีค.ศ.1937 (พ.ศ.2480)
แต่ถึงจะปิดตัวลง อิชิอิก็ไม่ได้สนใจ เนื่องจากเขาได้มองหาศูนย์ทดลองแห่งใหม่เอาไว้แล้ว ศูนย์ทดลองแห่งใหม่ซึ่งจะเหนือกว่าที่เก่าหลายเท่า
ณ ศูนย์ทดลองแห่งใหม่ อิชิอิได้ปรับปรุงและขยายศูนย์จากที่เก่า กลายเป็น “หน่วย 731 (Unit 731)”
หน่วย 731 เป็นศูนย์ทดลองที่เพียบพร้อม มีทั้งค่ายทหารและบริเวณที่พักของนักโทษ นอกจากนั้นยังมีโรงงานทำระเบิดเชื้อโรค สนามบิน และบริเวณที่เผาศพ
นอกจากนั้นยังมีการแบ่งพื้นที่ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะอาศัยอยู่อย่างชัดเจน มีหอพัก บ้านพัก ห้องสมุด บาร์ มีแม้กระทั่งซ่อง
การทดลองต่างๆ ในหน่วย 731 ได้ถูกออกแบบและวางแผนโดยอิชิอิมาตั้งแต่ปีค.ศ.1935 (พ.ศ.2478) และในช่วงระยะเวลานับสิบปี ก็ได้มีความพยายามที่จะปกปิดความชั่วร้ายต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในที่แห่งนี้
แต่สำหรับบันทึกและรายงานเกือบทุกฉบับที่เขียนเกี่ยวกับอิชิอิ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก นั่นก็คือมูลเหตุจูงใจที่ทำให้อิชิอิคิดทำสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ เหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจอันโหดร้ายนี้
1
หนึ่งในเป้าหมายของอิชิอิในฐานะแพทย์ทหาร นั่นก็คือการคิดค้นวิธีการรักษาทหารในสนามรบแบบใหม่ๆ ซึ่งก็จำเป็นที่จะต้องทำการทดลองกับคน
อาจจะพูดได้ว่าหน่วย 731 นั้น คือการจำลองสภาพทหารหรือสภาพของคนที่อยู่ในภาวะบาดเจ็บสุดขีด ใกล้ตาย ดูว่าขีดจำกัดของมนุษย์จะทนได้แค่ไหน
สำหรับการทดลองแรกที่ผมจะยกตัวอย่าง คือการทดลองห้องความกดอากาศ
การทดลองนี้ จะนำนักโทษเข้ามาในห้องความกดอากาศ โดยจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้านนอกและคอยปรับความกดอากาศ ซึ่งความกดอากาศก็จะถูกปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนนักโทษทนไม่ไหว ลูกตาทะลุออกจากเบ้า
อิชิอิเป็นคนคิดค้นการทดลองนี้ โดยต้องการจะดูว่ามนุษย์จะสามารถทนต่อความกดอากาศได้เท่าไร
การทดลองต่อไป คือการทดลองน้ำทะเล
ในการทดลองนี้ จะมีการนำนักโทษซึ่งเป็นหนูทดลองมา และฉีดน้ำทะเลใส่เข้าไปในร่างกายเพื่อดูปฏิกิริยาของนักโทษ และดูว่าน้ำทะเลจะนำมาใช้แทนน้ำเกลือได้หรือไม่
อีกการทดลองหนึ่ง คือการทดลองให้น้ำแข็งกัด ซึ่งอันที่จริง ผู้ที่คิดค้นการทดลองนี้ไม่ใช่อิชิอิ หากแต่คือ “ฮิซาโตะ โยชิมูระ (Hisato Yoshimura)”
โยชิมูระเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในหน่วย 731 โดยก่อนที่จะมีการทดลองนี้ การรักษาแผลที่เกิดจากความเย็นจัดหรือน้ำแข็งกัด มักจะทำโดยการถูบริเวณแผล
แต่ภายหลังจากการทดลอง นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าวิธีที่ดีที่สุด ก็คือการนำอวัยวะที่เกิดบาดแผลจุ่มลงในน้ำที่ร้อนกว่า 37 องศาเซลเซียส แต่ร้อนไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส
ฮิซาโตะ โยชิมูระ (Hisato Yoshimura)
หากแต่การทดลองนี้ก็โหดร้ายและป่าเถื่อนเกินคาดคิด
นักวิจัยและเจ้าหน้าที่จะนำตัวนักโทษที่เป็นหนูทดลองออกไปข้างนอก ท่ามกลางอากาศที่หนาวจัด จากนั้นก็นำน้ำมาราดลงบนแขนของนักโทษจนสังเกตได้ว่านักโทษเกิดแผลที่เกิดจากความเย็น
จากนั้น ก็จะมีการตัดแขนของนักโทษเพื่อนำไปเข้าห้องแล็บให้ตรวจดู และหลังจากทดลองกับแขนข้างหนึ่งของนักโทษแล้ว ก็จะมีการทดลองกับแขนอีกข้างของนักโทษ
1
และเมื่อนักโทษถูกตัดแขนขาจนหมดแล้ว ก็จะมีการส่งนักโทษไปยังการทดลองหฤโหดอื่นๆ ต่อไป
แต่ถึงแม้จะดูโหดร้าย แต่การทดลองนี้ก็ทำให้กองทัพญี่ปุ่นค้นพบวิธีรักษาแผลที่เกิดจากความเย็นจัด โดยการทดลองนี้ มีบันทึกว่าหนูทดลองที่อายุน้อยที่สุด คือเด็กทารกอายุเพียงสามเดือนเท่านั้น
นอกจากนั้น ที่หน่วย 731 นี้ยังใช้เป็นที่ทดลองอาวุธ โดยหนึ่งในการทดลอง ก็คือการทดลองหน้ากากกันก๊าซพิษ
จากบันทึกที่ค้นพบ ทำให้ทราบว่านักวิจัยจะบังคับให้นักโทษใส่หน้ากากกันก๊าซพิษแต่ละประเภท จากนั้น ก็จะให้นักโทษได้สูดดมก๊าซพิษจำนวนมาก โดยเป็นการทดลองเพื่อดูว่าหน้ากากแบบไหนที่ใช้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ถึงแม้ว่าในส่วนนี้จะไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง หากแต่นักประวัติศาสตร์จำนวนมากก็เชื่อว่ามีการทดลองนี้จริงๆ
อีกการทดลองที่กระทำยังหน่วย 731 ก็คือการใช้มนุษย์เป็นอาวุธ
โดยในการทดลองนี้จะมีการนำนักโทษมารับเชื้อโรคต่างๆ โดยนักวิจัยต้องการจะทดลองและหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคร้ายต่างๆ จึงใช้นักโทษเป็นหนูทดลอง
นักโทษที่ได้รับเชื้อจะไม่ได้รับการรักษาใดๆ หากแต่จะถูกนำไปผ่าตัดเพื่อตรวจดูอวัยวะภายใน และหลายๆ ครั้งก็เป็นการผ่าตัดขณะที่นักโทษยังไม่ตาย
ในปีค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) ได้มีการสัมภาษณ์อดีตแพทย์ผู้ช่วยในกองทัพญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนายแพทย์ท่านนี้ได้เล่าเรื่องราวของนักโทษชายวัย 30 ปีคนหนึ่ง ซึ่งถูกผ่าตัดโดยไม่ได้รับยาชา
นายแพทย์ท่านนี้ได้เล่าว่า
“ชายคนนี้รู้ว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เขาจึงไม่ขัดขืน ยอมถูกมัดและนำตัวไปยังห้องผ่าตัดแต่โดยดี”
“แต่เมื่อผมหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา เขาก็เริ่มกรีดร้อง ผมกรีดตั้งแต่คอเขาลงมาจนถึงท้อง และเขาก็ร้องอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าของเขาเหยเกด้วยความเจ็บปวด”
“เขากรีดร้องอย่างเกินที่จะจินตนาการได้ จากนั้นก็หยุด และนั่นก็คืองานในแต่ละวันของแพทย์ แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ผมฝังใจมาก เพราะนั่นคือครั้งแรกของผม”
ไม่เพียงแค่นักโทษในค่ายเท่านั้นที่ตกเป็นหนูทดลอง หากแต่ยังมีการทดลองกับชาวบ้านนอกค่ายด้วยเช่นกัน
ในค่าย อิชิอิจะทำให้นักโทษติดซิฟิลิส จากนั้นก็บังคับให้นักโทษมีเพศสัมพันธ์กับนักโทษที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้รับเชื้อ
นอกจากนั้น อิชิอิได้ฉีดไวรัสไทฟอยด์เข้าไปยังเกี๊ยว จากนั้นก็นำเกี๊ยวเหล่านั้นไปให้นักโทษรับประทาน ตามมาด้วยการปล่อยนักโทษออกไปนอกค่าย เข้าไปในชุมชนเพื่อที่จะให้ไวรัสนั้นแพร่กระจาย
อิชิอิยังแจกจ่ายช็อกโกแลตที่ปนเปื้อนเชื้อแอนแทร็กซ์แก่เด็กๆ ในหมู่บ้าน และเนื่องจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ หน่วย 731 นั้นอดอยาก จึงรับอาหารเหล่านี้มาอย่างยินดีโดยไม่เฉลียวใจเลยซักนิด
นอกจากนั้น ก็มีการทิ้งเสบียงและของใช้ที่จำเป็นลงมาจากบนเครื่องบิน เช่น ข้าวสาร กระดาษ และของใช้ต่างๆ แก่หมู่บ้านรอบๆ ซึ่งทราบในภายหลังว่าเสบียงและของใช้เหล่านี้ล้วนปนเปื้อนด้วยไวรัสและเชื้อโรค
หากแต่การทดลองต่างๆ นี้ก็ยังเทียบไม่ได้กับระเบิดที่อิชิอิกำลังคิดค้น และทำให้ชื่อของเขาติดอยู่ในลำดับต้นๆ ของผู้พัฒนาอาวุธชีวภาพ
อิชิอิได้พัฒนาระเบิดเชื้อโรค โดยภายในระเบิดนั้นเต็มไปด้วยตัวหมัดที่มีเชื้อกาฬโรค เมื่อระเบิดนี้เกิดระเบิด ตัวหมัดที่รอดจากแรงระเบิดก็จะไปแพร่เชื้อต่อไปเรื่อยๆ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินญี่ปุ่นได้ทิ้งระเบิดเชื้อโรคลงยังหมู่บ้านหลายแห่งในจีน หากแต่แผนการของอิชิอิยังไม่หมด
แผนการต่อไปของอิชิอิมีชื่อว่า “ปฏิบัติการซากุระยามค่ำคืน (Operation Cherry Blossoms at Night)” ซึ่งเป็นแผนการของอิชิอิที่จะทิ้งระเบิดเชื้อโรคเหล่านี้ลงยังเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน แผนการนี้น่าจะเริ่มลงมือในเดือนกันยายน ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488)
หากแต่ทางด้านสหรัฐอเมริกา ก็ได้ให้ความสนใจในงานวิจัยของอิชิอิ ทำให้สงครามจบลงก่อนที่ปฏิบัติการซากุระยามค่ำคืนจะได้เริ่มลงมือ
ก่อนที่ปฏิบัติการนี้จะลงมือ ฝ่ายอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลงยังเมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) จากนั้นก็มีคำสั่งมาให้ทำลายหน่วย 731 และกำจัดหลักฐานทิ้งให้หมด
อิชิอิได้รีบพาครอบครัวอพยพออกจากพื้นที่หน่วย 731 หากแต่เขายังคงอยู่ในพื้นที่นั้นอีกซักพักเพื่อดูให้แน่ใจว่าหลักฐานทุกอย่างถูกทำลาย ก่อนที่ตนจะรีบหนีไปซ่อน
สำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตเนื่องจากการทดลองของอิชิอิและหน่วย 731 นั้น ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด หากแต่มีการประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ระหว่าง 200,000-300,000 ราย
ทางด้านรัฐบาลญี่ปุ่น ก็ได้ออกคำสั่งให้อิชิอิทำลายเอกสารที่เกี่ยงข้องกับการทดลองให้หมด หากแต่อิชิอิก็ไม่ได้ทำลายทุกอย่าง เขาเก็บโน้ตบางส่วนไว้กับตนเอง และนำติดตัวไปยังที่ซ่อนในโตเกียว ซึ่งที่โตเกียวนี้เอง เจ้าหน้าที่อเมริกันก็ได้ตามไปพบเขา หลังจากที่ญี่ปุ่นได้พ่ายแพ้สงคราม
ทางด้านสหภาพโซเวียต เมื่อยึดแมนจูเรียคืนมาจากญี่ปุ่นได้แล้ว ก็ได้สนใจในงานของอิชิอิ และต้องการจะพบอิชิอิเช่นกัน
หากแต่ฝ่ายอเมริกันได้เข้าถึงตัวอิชิอิก่อนโซเวียต และได้ถามคำถามอิชิอิหลายข้อ
ในทีแรก อิชิอิก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง หากแต่อิชิอิก็ฉลาดพอที่จะต่อรองเพื่อหาประโยชน์ให้ตนเองพ้นผิด ไม่ต้องถูกฟ้องร้อง อีกทั้งยังขอความคุ้มครองและเงินตอบแทนอีก 250,000 เยน ซึ่งเมื่อการเจรจาตกลงกันได้ อิชิอิจึงยอมเปิดปากพูด
ก่อนที่อิชิอิจะเสียชีวิต อิชิอิได้ให้ข้อมูลแก่รัฐบาลอเมริกันกว่า 80% หากแต่อีก 20% ที่เหลือ อิชิอิไม่ยอมพูด
ภายหลังจากที่อิชิอิให้ข้อมูลแก่ทางการอเมริกัน ทางการอเมริกันก็ได้ทำตามข้อตกลง
หลายคนบอกว่าวันนั้นคือวันที่สหรัฐอเมริกาได้ทำสัญญากับปีศาจ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องราวความชั่วร้ายของหน่วย 731 และอิชิอิก็ได้ถูกทางการอเมริกันปิดเป็นความลับ และไปไกลถึงขนาดที่ครั้งหนึ่ง ทางการอเมริกันถึงกับกล่าวว่าเรื่องราวของหน่วย 731 เป็นเพียง “โพรพากันด้าของโซเวียต” เท่านั้น
หากแต่ถึงแม้อิชิอิจะรอดจากการถูกตัดสินโทษ แต่คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วย 731 นั้นไม่ได้โชคดีเหมือนอิชิอิ
คนที่ถูกทางการโซเวียตจับได้ก็ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานอาชญากรรมสงคราม และถูกนำตัวไปลงโทษ
สำหรับตัวของอิชิอินั้น เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกล่องเสียงในปีค.ศ.1959 (พ.ศ.2502) ขณะมีอายุได้ 67 ปี
References:
https://medium.com/lessons-from-history/the-powerful-and-depraved-doctor-that-made-his-own-people-suffer-ba56bc9305ab
https://m.ww2db.com/person_bio.php?person_id=541
https://warfarehistorynetwork.com/article/japans-hellish-unit-731/
https://www.atomicheritage.org/history/unit-731
https://unit731.org/
https://www.medicalbag.com/home/features/despicable-doctors/pure-evil-wartime-japanese-doctor-had-no-regard-for-human-suffering/
ประวัติศาสตร์
14 บันทึก
27
1
15
14
27
1
15
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย