ความเสี่ยงในการลงทุน ที่รวบรวมมาได้มี 13 ประเภท ดังนี้
1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา หรือ Market Risk ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นความเสี่ยงจากการปรับตัวขึ้นลงของราคา ซึ่งหากมีความผันผวนมาก เราก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูง
2. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอำนาจซื้อ หรือ Inflation Risk เป็นความเสี่ยงที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป เพราะในยุคที่อัตราเงินเฟ้อต่ำ อำนาจซื้อไม่ค่อยตกลง แต่ในยุคที่อัตราเงินเฟ้อสูง อำนาจซื้อจะหายไปหากเราลงทุนได้ผลตอบแทนน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ
3. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในตลาด หรือ Interest Rate Risk ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ลงทุนลงทุนในตราสารหนี้ ในทางการเงิน ราคาของพันธบัตรวันนี้ คือ มูลค่าของดอกเบี้ย และเงินต้นที่เราจะได้รับคืนในอนาคต คิดลดมาเป็นค่าเงินปัจจุบัน ดังนั้น หากอัตราดอกเบี้ยที่จะใช้คิดลด ซึ่งคือตัวหารเพิ่มขึ้น มูลค่าปัจจุบันของพันธบัตรก็จะลดลง และหากอัตราดอกเบี้ยลดลง หรือตัวหารน้อยลง มูลค่าปัจจุบันก็จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง
4.ความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารจะผิดนัด ไม่ชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือ Default Risk ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักที่ผู้ลงทุนในตราสารหนี้กังวล ทั้งนี้วิธีการลดความเสี่ยงนี้ก็คือ ลงทุนในตราสารที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สูง ซึ่งก็จะมีโอกาสเกิดการผิดนัดชำระน้อยลง
1
5.ความเสี่ยงจากผู้ที่เราทำธุรกรรมด้วย ไม่สามารถส่งมอบหรือทำตามสัญญาได้ หรือ Counter-party Risk
6.ความเสี่ยงจากสภาพคล่องของสินทรัพย์ที่ลงทุน หรือ Liquidity Risk สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ซื้อง่ายขายคล่อง ย่อมมีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องน้อยกว่าสินทรัพย์ที่ซื้อยากขายยาก เพราะฉะนั้น เวลาเจะลงทุนที่มีสภาพคล่องต่ำ เราก็จะต้องคาดหวังผลตอบแทนพิเศษเพื่อชดเชย เผื่ออยากขายต้องใช้เวลานาน หรือหากจะขายเร็วๆต้องยอมลดราคาลงไปด้วย
7.ความเสี่ยงในผลตอบแทนจากการลงทุนต่อ หรือ Reinvestment Risk : เมื่อตราสารที่ลงทุนครบอายุ และผู้ลงทุนได้รับเงินลงทุนกลับมา สิ่งที่จะต้องคิดก็คือ มองหาตราสารที่จะไปลงทุนต่อ เพราะฉะนั้น หากเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจะลดลง ผู้ลงทุนควรจะถือตราสารอายุยาวขึ้น เพื่อจะได้ล็อกอัตราผลตอบแทนไว้
8.ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสถานะของลูกหนี้หรือบริษัทในเหตุการณ์เฉพาะ หรือเรียกว่า Event Risk เช่น ท่อน้ำมันของบริษัทรั่ว บริษัทเกิดไฟไหม้ เกิดการนัดหยุดงานของพนักงาน ฯลฯ ซึ่งจะกระทบสถานะของบริษัทนั้น
9.ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ภาครัฐ หรือ Legal Risk : ในช่วงนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากกฎกติกาของโลกเปลี่ยนแปลงไป กระแสรักษ์โลก และเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาแรง ดังนั้นรัฐบาลของเกือบทุกประเทศจะพยายามออกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นในการจัดการสิ่งแวดล้อม ในการดูแลของแรงงานและพนักงาน ในการรับผิดชอบต่อสังคม ฯลฯ ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้อาจไปกระทบกิจการของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์
ไม่ว่าจะเป็น หุ้นทุน หรือหุ้นกู้ และส่งผลต่อผลการดำเนินงาน ต่อกำไร หรืออาจจะต่อความมีอยู่ต่อไปของธุรกิจ ผู้ลงทุนจึงต้องตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้ด้วย
10.ความเสี่ยงจากการฉ้อโกง หรือ Fraud อันนี้เกิดขึ้นได้ หากผู้บริหารหรือพนักงานเป็นคนไม่ดี หรือมีแรงจูงใจในทางที่ผิด จึงต้องดูแลให้กิจการมีระบบป้องกันที่ดี มีการคานอำนาจและตรวจสอบซึ่งกันและกัน หรือ check and balance และสังคมสามารถลงโทษได้ โดยหลีกเลี่ยงไม่ลงทุนในหุ้นหรือหุ้นกู้ของเจ้าของหรือผู้บริหารที่ไม่สุจริตหรือมีเจตนาเอาเปรียบผู้ลงทุน
11.ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Exchange Rate Risk เกิดในกรณีที่ไปลงทุนข้ามประเทศ หากค่าเงินสกุลเงินที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงไป ก็จะมีโอกาสขาดทุน หรือกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน
12.ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือ Political Risk การเมืองเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการลงทุน และหากเป็นความขัดแย้งข้ามภูมิภาค กลายเป็น Geo-political Risk หรือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งการที่รัสเซียบุกยูเครนในปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือเป็นความเสี่ยงทางการเมือง
ความเสี่ยงทั้ง 12 ข้อด้านบน ในทางทฤษฎี เราจะสามารถลดความเสี่ยงลงได้หากเรากระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆประเภท เช่น หุ้น เงินฝาก พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ฯลฯ และในแต่ละประเภท ก็มีการกระจายลงทุนในหลายอุตสาหกรรม หลายบริษัท หลายภูมิภาค ก็จะลดความเสี่ยงได้ค่อนข้างมาก ความเสี่ยงนี้เรียกว่าความเสี่ยงเฉพาะที่ไม่ใช่ความเสี่ยงของระบบ หรือ "Non-Systematic Risk"
แต่จะมีความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งที่เราไม่สามารถลดลงได้ ไม่ว่าจะกระจายลงทุนมากเพียงใดก็ตาม เราจะเรียกว่าความเสี่ยงของระบบ หรือ "Systematic Risk" ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างที่ 13
ซึ่งพอเกิดขึ้นก็ได้รับผลกระทบกันไปทั่ว เช่น หุ้นตกทั้งตลาด หุ้นรัสเซียตกมากมาย หุ้นไทยตกน้อยหน่อย เวลาปรับตัวขึ้นเมื่อหายกังวล ตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแรงกว่าตลาดอื่น เป็นต้น
จะเลี่ยงความเสี่ยงของระบบ ก็คือไม่เข้าไปลงทุน ซึ่งทำให้เสียโอกาส ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องตระหนักอยู่เสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” การศึกษาให้เข้าใจและจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมจึงเป็นวิธีการที่ถูกต้องที่สุดในการจัดการเงินลงทุน
ผู้สนับสนุน
สนใจเปิดบัญชี ค่าคอมหุ้น 0.05%
TFEX สัญญาละ 18-20
กับโบรคเกอร์
แนะนำหุ้นโดยที่ผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต
แจ้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรทาง INBOX ได้เลยครับ
  • 6
โฆษณา