Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Main Stand
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
16 ก.ย. 2022 เวลา 14:10 • กีฬา
รวม 10 ศัพท์สุดแปลกแหวกแนวของฟุตบอลไทยในสมัยก่อน | Main Stand
#MainStand : ภาษาทุกภาษามีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด สิ่งที่พูด ๆ กันในสมัยก่อนมาจนถึงตอนนี้ฟังแล้วอาจจะแปลกหูและพิลึกอย่างที่เราคาดไม่ถึง
ภาษาฟุตบอลก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะภาษาฟุตบอลไทยในยุคแรกเริ่ม ราวสมัยรัชกาลที่ 6 อันเป็นจุดเริ่มต้นของเกมลูกหนังในประเทศไทย ซึ่งมีการใช้คำศัพท์ที่หากมองจากยุคปัจจุบันก็ถือว่าแปลกอย่างไม่น่าเชื่อ
Main Stand จึงพาไปดู 10 ศัพท์ทางฟุตบอลในอดีต ที่หากแปลมาในยุคปัจจุบันอาจจะเรียกรอยยิ้มมุมปากเบา ๆ จากแฟนบอลยุคนี้ได้เลยทีเดียว
ผู้ใหญ่บ้าน
คำว่า ผู้ใหญ่บ้าน ในภาษาฟุตบอลไทยในอดีตไม่ได้แปลว่าหัวหน้าหมู่บ้านแบบยุคสมัยปัจจุบัน แต่ว่ามันใกล้เคียงกับการเป็น "ฝ่ายจัดการแข่งขันฟุตบอล" ในปัจจุบันต่างหาก จากคำอธิบายสมัย ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2458) ที่ว่า "มีหน้าที่รักษาสนามและระเบียบเปนที่เรียบร้อยตลอดเวลาเล่น ดูแลคนดูให้เปนที่เรียบร้อย ระงับเหตุต่าง ๆ อันเกิดขึ้น และมีหน้าที่จดรายงานเหตุการอันเกิดขึ้น"
เจ้าของบ้าน
ตามกันมาติด ๆ กับผู้ใหญ่บ้าน แต่อันนี้ไม่ได้แปลว่าลูกบ้านแต่อย่างใด จากคำอธิบายว่า "หน้าที่รับรองเอาธุระช่วยเหลือการทั่วไป ตั้งแต่การจัดสถานที่ตลอดจนหัวใจใส่ในการเผื่อขาดเผื่อเหลือทุกอย่าง" ในปัจจุบันใกล้เคียงกับ การเป็นเจ้าภาพในการจัดแข่งขัน ต่าง ๆ ที่คอยทำงานร่วมกับฝ่ายจัดการแข่งขัน
ไชยภูมิ์
คำนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานที่มีพรมแดนติดกับนครราชสีมาและขอนแก่น แต่คือ "แดน" บนสนามฟุตบอล ซึ่งมาจากคำอธิบายว่า "ฝ่ายชะนะโยนหัวก้อยได้เลือกไชยภูมิ์ที่ หรือเลือกเตะลูกบอลก่อน ถ้าเลือกเตะลูกบอลก่อน ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเลือกที่"
เหวี่ยงลูก
ศัพท์นี้หมายถึง "ลูกทุ่ม" จากคำอธิบายว่า "เมื่อลูกบอลถูกคนใดแล้วออกไปทางเส้นข้าง พวกอีกครั้งหนึ่งเขาจะนำลูกบอลมายืนบนเส้นข้าง ตรงที่ลูกบอลออกนั้นคนหนึ่ง หันเข้าหาสนามแล้วจับลูกบอลทั้งสองมือชูขึ้น เหนือศีร์ษะจนสุดแขนแล้วเหวี่ยง" ซึ่งในอดีตก็เลือกใช้คำแบบตรงไปตรงมาสะท้อนกับท่าทางที่นักฟุตบอลต้องเหวี่ยงลูกบอลไปด้านหน้าของตัวเอง
เตะกินเปล่า
หากพิจารณาจากตัวศัพท์เพียว ๆ แฟนบอลก็คงพอเดาความหมายได้ แต่ในสมัยก่อน ศัพท์นี้ใช้ในความหมายรวม ๆ ทั้ง "ฟรีคิก เตะมุม เตะหลังเขี่ยลูก เตะเปิดเกมจากผู้รักษาประตู และเตะลูกโทษ" เข้าไปด้วย ดังคำอธิบายว่า "เตะกินเปล่า ถ้าตรงเข้าโกลทีเดียวไม่ได้ ต้องได้ถูกผู้เล่นคนใดคนหนึ่งก่อนแล้วเข้า จึงจะนับได้"
ทั้งนี้ข้อสังเกตคือ ในปัจจุบันเหลือเพียงเตะลูกโทษเท่านั้นที่ต้องโดนตัวฝั่งตรงข้ามก่อน แล้วจึงจะซ้ำได้ นอกนั้นสามารถเตะทีเดียวหากเข้าก็ได้ประตูไป ซึ่งส่วนนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงกฎกติกาในเกมฟุตบอลได้อีกด้วย
เล่นทุจริต
อันนี้ก็ไม่ใช่การโกงกินหรือคอรัปชั่น แต่เป็นศัพท์ที่ใช้แทน "การทำฟาล์ว" ดังคำอธิบายว่า "คือการแย่งลูกบอลโดยการเอาขาสอดขัดขาคนอื่นให้ล้ม แกล้งเตะขา กระโดดโถมเข้าโคนขา อันโดนเข้าข้างหลังที่ไม่ใช่เวลาหันหน้าเข้าหาโกล์ของเขา สรรพการแกล้งด้วยเจตนาชั่วร้ายต่าง ๆ เช่น กระโดดเตะให้สูง เพื่อจะถูกคนที่เข้ามาแย่งเปนต้น" เพราะตอนนั้นยังไม่มีการใช้คำทับศัพท์หรือก็ใช้ในรูปแบบการเขียนว่า "ฟาวล์" ในเกมฟุตบอล จึงเลือกใช้คำที่สะท้อนถึงการเล่นแบบไม่ถูกต้องตามกฎกติกาไปแทน
ผิดอย่างอุกฤษฐ์
ศัพท์นี้มีความลิเกสูงมากแต่มักใช้กันบ่อยในภาษาพูดของคนสมัยก่อน ซึ่งผิดอย่างอุกฤษแปลว่า "ผิดร้ายแรง" ซึ่งในบริบทฟุตบอลหมายถึง "การไม่ฟังผู้ตัดสินหรือคำตัดสิน" ดังคำอธิบายว่า "ถ้าคนเล่นคนหนึ่งใด ออกสนามโดยไม่มีเหตุอันตรายแก่ร่างกาย หรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ตัดสิน จะต้องนับว่าประพฤติผิดอย่างอุกฤษฐ์"
ใช้เนื้อ
ศัพท์แปลก ๆ คำนี้มีความหมายเทียบกับในยุคปัจจุบันว่า "การทดเวลา" นั่นเอง ดังคำอธิบายว่า "ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วต้องหยุดเล่น ตัดสินให้เวลาเพิ่มขนาดเล่นต่อ ใช้เนื้อเท่ากับเวลาที่ขาดไป" ซึ่งคำนี้ก็มีความหมายคล้ายกับคำว่าทดเวลาบาดเจ็บในปัจจุบัน ซึ่งคำแปลกเช่นนี้ก็หนีไม่พ้นเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านภาษา
ขาดไตรบุรุษ
อีกศัพท์แปลกแบบไม่น่าเชื่อคำนี้มีความหมายว่า "ล้ำหน้า" เพราะสมัยก่อนการล้ำหน้า จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เล่นฝั่งบุกเท่าไรก็ได้อยู่หน้าผู้เล่นฝั่งรับที่จำนวนน้อยกว่า 3 คน หากฝั่งรับมีเกิน 3 คนแล้วฝั่งรุกยืนเหลื่อมอยู่จะไม่ถือว่าล้ำหน้าทันที แต่ถ้าผู้รักษาประตูฝั่งบุกเตะเปิดเกม ผู้รักษาประตูฝั่งรับเตะมาเข้าทางหรือเตะมุมก็จะไม่ถือว่าล้ำหน้าเช่นกัน
ใจนักเลง
คำว่า “ใจนักเลง” ในยุคปัจจุบันอาจจะหมายถึงคนที่ดุดัน กล้าได้กล้าเสีย แต่ในอดีตคำว่าใจนักเลงที่ว่านี้ทางฟุตบอลแปลว่า "แฟร์เพลย์" หรือ "เล่นกันแบบลูกผู้ชาย" สืบเนื่องจาก รัชกาลที่ 6 ท่านนำแนวคิดเรื่อง "สุภาพบุรุษ" จากอังกฤษมาใช้กับสังคมไทยในหมู่ผู้ชาย
แน่นอนว่ากีฬาฟุตบอลที่มาจากอังกฤษและเป็นกีฬาของลูกผู้ชายก็ได้รับอานิสงส์จากแนวคิดดังกล่าวไปด้วย คือเป็นการเล่นฟุตบอลแบบเปิดเผย ไม่มีนอกมีใน ไม่มีติดดาบ ไม่มีมาบอลแพ้คนไม่แพ้ ซึ่งเป็นความตั้งใจของรัชการที่ 6 ที่อยากให้ฟุตบอลมีภาพของการเล่นกีฬาที่แตกต่างจากความเป็นชายในอดีตที่จะต้องมีความห่าม ดิบเถื่อน ฟาดฟันอย่างถึงเครื่อง
แหล่งอ้างอิง:
วิทยาจารย์ เล่มที่ 14 ตอนที่ 24 วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2457
วิทยาจารย์ เล่มที่ 15 ตอนที่ 16 วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2458
9 บันทึก
10
9
10
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย