โดย Gateway จะต้องมีระบบสำคัญ ๆ ได้แก่ Power and Propulsion (and communication) Element หรือเรียกย่อว่า PPE, Habitation/Utilization (ระบบอยู่อาศัยและอรรถประโยชน์), Logistics resupply (การรองรับการขนส่งเสบียง), Airlock (สำหรับการทำ EVA หรือออกไปนอกตัวสถานี) และระบบ Robotics (หุ่นยนต์หรือแขนกล) โดยการอยู่อาศัยในสถานี จะใช้สถาปัตยกรรม ECLSS หรือ Environmental Control and Life Support System ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบที่ใช้อยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติปัจจุบัน
ทีนี้ เราจะพูดถึง Paper อีกหนึ่งตัวที่ชื่อว่า Options for Staging Orbits in Cis-Lunar Space โดยทีมนักฟิสิกส์จาก NASA Johnson Space Center ได้แก่ Ryan Whitley (ปัจจุบันเป็น Associate Program Manager ของโครงการ Human Landing System) และ Roland Martinez ซึ่งทำงานในทีม IAWG (International Architecture Working Group) ของ ISECG
งานของ Whitley และ Martinez เป็นการศึกษาวงโคจรของ Gateway ในหลาย ๆ รูปแบบ หลาย ๆ ความเป็นไปได้ มาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว ซึ่ง Jeff Frost จาก SpaceNews เคยรายงานเรื่องนี้ไว้ในข่าว Human Lunar Missions Subject of Debate at Exploration Workshop ว่าประเด็นการถกเถียงเรื่องเป้าหมายในการสำรวจอวกาศใหม่ของมนุษย์คืออะไร ซึ่ง Frost รายงานว่า Martinez นั้นยืนกรานถึงความจำเป็นในการการกลับสู่ดวงจันทร์อย่างมาก
ในปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่มีการประกาศแผนกลับไปดวงจันทร์ ได้มีงานศึกษาอีกชิ้นชื่อว่า Orbit Maintenance And Navigation Of Human Spacecraft At Cislunar Near Rectilinear Halo Orbits โดยชื่อ Near Rectilinear Halo Orbit (NRHO) จะสังเกตว่า มันเหมือนกับ NRO ของ Whitley และ Martinez แต่จะมีคำว่า Halo เพิ่มเข้ามา และถ้าคุณเลื่อนไปดูอ้างอิง แน่นอนว่างานนี้มี Paper ของ NRO ของ Whitley เป็นแหล่งอ้างอิงหมายเลขหนึ่ง
ผลงานการสร้างวงโคจรใหม่นี้เป็นของ Diane Davis ในบทสัมภาษณ์ของ Q&A with Gateway: Meet Diane Davis, Mission Design Lead for Gateway Systems Engineering and Integration ในบล็อกของ Johnson Space Center บอกว่าเพื่อน ๆ เรียก Davis ว่าเป็น “NRHO queen” (ฮา) และทีมงานที่ดูแลการออกแบบ Gateway รวมถึง Sagar Bhatt, Kathleen Howell และคนอื่น ๆ ซึ่งทีมนี้ เป็นการรวมตัวกันของทั้งคนฝั่ง NASA เอง และ Draper Laboratory และทีมนักศึกษาปริญญาเอกจาก Purdue University
Power and Propulsion Element หรือเรียกย่อ ๆ ว่า PPE ซึ่งเราเองก็ไม่รู้จะเรียกว่ามันคืออะไรดี เพราะตอนแรกมันถูกพัฒนาให้เป็น Bus (ที่ใช้การออกแบบมาจาก Bus รุ่น SSL 1300 ซึ่งใช้สำหรับดาวเทียมดวงใหญ่ ๆ) หรือเป็นตัวโครงพร้อมระบบขับดันให้กับยานอวกาศในภารกิจ Asteroid Redirect Mission ที่เดิมทีจะถูกใช้สำหรับการทำ Asteroid Mining (ซึ่งถูกยกเลิกไปในปี 2017) โดยตัว PPE ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ Ion Drive หรือ Ion Thruster ด้วยกำลังไฟฟ้าและแก๊สที่ถูกไอออไนซ์ ตัวระบบนี้พัฒนาโดยบริษัท Maxar Technologies
ภาพจำลอง PPE ขณะกำลังติดเครื่องยนต์ Ion โดยฝั่งซ้ายของภาพก็คือ HALO ที่มา – NASA
ตัวเครื่องยนต์ Ion ถูกพัฒนาโดยบริษัท Busek เป็นเครื่องรุ่น BHT-200 hall effect thruster ร่วมกับระบบที่ NASA พัฒนาขึ้นมาร่วมกับ Aerojet Rocketdyne ที่ชื่อ Advanced Electric Propulsion System (AEPS)
ส่วนแผง Solar Array ขนาดใหญ่ที่เห็น หลายคนน่าจะคุ้นตากันอย่างดีเพราะมันคือ ROSA หรือ Roll Out Solar Array แผง Solar Array แบบม้วนได้ ที่ตอนนี้ถูกส่งขึ้นไปทดสอบบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ใช้ชื่อว่า iROSA) และถูกนำไปติดตั้งบนยาน DART ในภารกิจการพุ่งชนอุกกาบาต ซึ่ง Roll Out Solar Array นี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ช่วยให้เราสามารถบรรทุก Solar Array ขนาดใหญ่ไปได้ในจรวดที่ปริมาตรเท่าเดิม
ภาพจำลองโมดูล HALO จะสังเกตเห็น Docking Port ของมัน ที่มา – NASA
HALO และ PPE เป็นชิ้นส่วนแรกที่จะถูกส่งขึ้นไป ดังนั้นมันจึงเป็นส่วนสำคัญในภารกิจ Artemis III ในช่วงปี 2025 ที่จะเป็นการส่งมนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี โดยทั้ง Artemis III และ Human Landing System (ซึ่งตอนนี้คือ Starship ของ SpaceX) จะมาเทียบกับ HALO ก่อนที่จะลงจอดบนดวงจันทร์
ESPIRIT และ I-HAB
มาถึงความร่วมมือจากนานาชาติบ้าง I-HAB หรือ International Habitat Module เป็นโมดูลที่ทาง ESA พัฒนาร่วมกับ JAXA นำโดย Thales Alenia Space เช่นเดียวกัน โดยที่ระบบ life support system, batteries, thermal control จะพัฒนาโดย JAXA I-HAB จะถูกปล่อยขึ้นไปประกอบกับ HALO และ PPE ในปี 2026 ซึ่งขนาดของมันก็จะพอ ๆ กัน