19 ต.ค. 2022 เวลา 06:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ต้องมีเงินเท่าไรถึงเรียกว่ารวยมาก? นี่คือคำถามที่ถามกันมานาน รายงานล่าสุดเรื่องการเพิ่มขึ้นของเศรษฐีร้อยล้านเผย แม้มหาเศรษฐีพันล้านระดับโลก เช่น อีลอน มัสก์, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, เจฟฟ์ เบซอส และ บิล เกตส์ จะมีชื่อเสียงและเป็นข่าวอยู่เสมอ แต่มหาเศรษฐีกลุ่มนี้มีจำนวนไม่ถึง 1 ใน 10 ของบรรดาผู้มีอิทธิพลที่มีทรัพย์สินที่สามารถลงทุนได้ 100 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ซึ่งคนรวยมากกลุ่มนี้กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก
เศรษฐีร้อยล้าน พุ่งทั่วโลก อยู่ใน 'สหรัฐ' มากสุด 'เวียดนาม' ส่อมาแนงสุดในรอบ 10 ปี
ผลการศึกษาเศรษฐีร้อยล้าน 25,490 คนทั่วโลกเป็นครั้งแรกได้เผยให้เห็นถึงการเติบโตและอิทธิพลของผู้นำด้านเทคโนโลยี นักการเงิน ซีอีโอบริษัทข้ามชาติ และทายาทเศรษฐี ที่มีจำนวนมากขึ้นในช่วงที่โลกเจริญรุ่งเรืองและตลาดเติบโต โดยคนรวยมากกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และมีการสะสมทุนเพิ่มขึ้นเร็วมากอันเป็นผลมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของเทคโนโลยีและการแพร่ระบาดของโควิด
2
รายงานเศรษฐีร้อยล้าน (The Centi-Millionaire Report) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ต.ค. โดย เฮนลี่ย์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส (Henley & Partners) บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนเพื่อย้ายถิ่นฐาน (Investment Migration) ระดับโลก เผยให้เห็นว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 คนรวยมากคือคนที่มีเงิน 30 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป แต่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนับตั้งแต่นั้น ส่งผลให้ 100 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่บ่งชี้ว่าใครรวยมากในปัจจุบัน
- รวยกระจุกในสหรัฐ
เมื่อดูเป็นรายประเทศ “สหรัฐ” มีเศรษฐีร้อยล้านมากเป็นอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 38% (9,730 คน) ของจำนวนเศรษฐีร้อยล้านทั่วโลก แม้คนกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนเพียง 4% ของประชากรโลกทั้งหมดก็ตาม
ส่วนตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่อย่าง “จีน” และ “อินเดีย” ตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3 โดยมีเศรษฐีร้อยล้าน 2,021 คน และ 1,132 คนตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าในยุโรปอย่างมาก โดยสหราชอาณาจักรอยู่ในอันดับ 4 (968 คน) และเยอรมนีตามมาติด ๆ ในอันดับ 5 (966 คน)
ส่วนประเทศที่เหลือที่ติด 10 อันดับแรกคือ สวิตเซอร์แลนด์ (808 คน), ญี่ปุ่น (765 คน), แคนาดา (541 คน), ออสเตรเลีย (463 คน) และรัสเซีย (435 คน)
- เศรษฐี “เบบี้บูม” ยังครองแชมป์
ตามรายงานนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีเส้นทางที่แน่นอนสู่การเป็นเศรษฐีร้อยล้าน แต่พบว่า มีความแตกต่างระหว่างรุ่นอายุที่น่าสังเกต ในขณะที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จได้กลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่คนกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomers) ยังคงมีแนวโน้มที่จะครองแวดวงเศรษฐีร้อยล้าน แม้ว่าตอนนี้หลายคนจะขายหุ้นและขายธุรกิจของตนเองก็ตาม
มิชา เกลนนี นักข่าวสายการเงิน นักเขียน และผู้มีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานเศรษฐีร้อยล้าน ระบุว่า ผู้ชายผิวขาวอายุเกิน 55 ปีจากสหรัฐและยุโรปเป็นประชากรส่วนใหญ่ของกลุ่มเศรษฐีร้อยล้าน แต่สถิติประชากรนี้กำลังเปลี่ยนไป
“การเติบโตของเศรษฐีร้อยล้านในเอเชียจะสูงเป็นสองเท่าของยุโรปและสหรัฐในทศวรรษหน้า ด้วยอัตราการเติบโตราว 57% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนและอินเดีย โดยเศรษฐีร้อยล้านในประเทศเหล่านี้จะแซงหน้ายุโรปและอเมริกา” เกลนนีเสริม
- จับตา “เวียดนาม” อาจมาแรงสุดใน 10 ปี
ประเทศที่คาดว่าจะมีเศรษฐีร้อยล้านเติบโตเร็วที่สุดในทศวรรษหน้าคือ “เวียดนาม” ศูนย์กลางการผลิตเกิดใหม่ในเอเชียแห่งนี้ ด้วยอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งถึง 95% ตามมาด้วยอินเดียที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 80%
ส่วนมอริเชียส ประเทศหมู่เกาะในแอฟริกาที่เอื้อต่อการทำธุรกิจแห่งนี้ ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่เศรษฐีร้อยล้านที่ต้องการย้ายถิ่นฐาน คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐีร้อยล้านที่ระดับ 75%
1
ขณะที่อีก 3 ประเทศในทวีปแอฟริกาก็ติดอันดับเช่นกัน ได้แก่ รวันดา (70%), ยูกันดา (65%) และเคนยา (55%) นอกจากนี้ นิวซีแลนด์ (72%) และออสเตรเลีย (60%) ก็คาดว่าจะมีการเติบโตที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน
เจฟฟ์ ออปไดค์ นักเขียนบทความด้านการเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับโลก กล่าวว่า หลักการพื้นฐานของการรักษาความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะมีความมั่งคั่งระดับใดก็ตาม กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมที่เป็นการถือครองสินทรัพย์ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดภายใต้สกุลเงินเดียว รัฐบาลเดียว รวมถึงระบบการเงิน ระบบภาษี และระบบกฎหมายเดียว ซึ่งมีความเสี่ยง
“ในยุคที่ค่าเงินได้รับแรงกดดันจากหนี้สินและความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ สถานะที่เป็นอยู่อาจถูกบ่อนทำลายได้โดยง่าย ดูอย่างเงินปอนด์อังกฤษที่มีมูลค่าลดลงเกือบ 30% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ซึ่งปอนด์เป็นสกุลเงินหลักของตะวันตก ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ดอลลาร์อาจเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน” ออปไดค์วิเคราะห์
โฆษณา