22 ต.ค. 2022 เวลา 08:11 • หนังสือ
บทที่ 7 บทกำหนดโทษ
ถึงแม้ประมวลรัษฎากรจะมีบทบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ ยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีอากรที่ค้างชำระภาษีอากร ได้ อำนาจดังกล่าวก็เป็นเพียงการบังคับต่อทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร อันถือเป็นบทบังคับทางแพ่ง แต่ยังมีบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรบางมาตรา ที่นอกจากจะกำหนดให้บังคับแก่ทรัพย์สินแล้ว บางกรณียังสามารถบังคับต่ออิสรภาพของผู้เสียภาษีอากรได้อีกด้วย นั่นคือบทกำหนดโทษปรับทางปกครอง และบทกำหนดโทษทางอาญา
1
7.1 โทษปรับทางปกครอง
ในยุคปัจจุบัน การประกอบธุรกิจมักจะมีการชำระหรือโอนเงินค่าสินค้าหรือค่าบริการผ่านสถาบันการเงิน หรืออาจมีการฝากเงินที่ได้รับชำระจากการประกอบธุรกิจ ซึ่งเงินดังกล่าวอาจเป็นเงินได้ที่เข้าลักษณะต้องเสียภาษี ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ประมวลรัษฎากรจึงกำหนดให้สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมอันมีลักษณะเฉพาะดังกล่าว ต่อกรมสรรพากร
มาตรา 3 สัตตรส “ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูล เกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ในปีที่ล่วงมา เฉพาะที่อยู่ในความครอบครอง ต่อกรมสรรพากร ภายในเดือนมีนาคม ของทุกปี
(1) สถาบันการเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
(2) สถาบันการเงินของรัฐ ที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(3) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน
ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า ธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ในปีที่ล่วงมา ดังต่อไปนี้
(1) ฝาก หรือรับโอนเงิน ทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่สามพันครั้งขึ้นไป
(2) ฝาก หรือรับโอนเงิน ทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่สี่ร้อยครั้ง และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงิน รวมกันตั้งแต่สองล้านบาท ขึ้นไป
รายการข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ที่ต้องรายงานตามวรรคหนึ่ง และวิธีการรายงาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
จำนวนครั้ง หรือยอดรวม ของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงิน ตามวรรคสอง ให้กำหนดเพิ่มขึ้นได้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้อธิบดีมีหน้าที่ในการเก็บรักษาข้อมูล ที่ได้รับตามมาตรานี้ และให้เก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ ไม่เกินสิบปี นับแต่วันที่กรมสรรพากรได้รับข้อมูล “
มาตรา 3 อัฏฐารส “ ในกรณีที่ปรากฏว่า ผู้มีหน้าที่รายงานผู้ใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 3 สัตตรส ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ผู้มีหน้าที่รายงานปฏิบัติให้ถูกต้อง ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ผู้มีหน้าที่รายงานผู้ใด ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีมีอำนาจพิจารณา มีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง ไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ”
7.2 บทกำหนดโทษทางอาญา
7.2.1 ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน
มาตรา 3 นว “ ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวางเจ้าพนักงาน ผู้กระทำการตามหน้าที่ ตามความในมาตรา 3 เบญจ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ “
ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจตรวจค้นสถานที่ หรือยานพาหนะ เพื่อยึด อายัดบัญชีเอกสารหรือพยานหลักฐานได้ ในกรณีที่มีเหตุควรเชื่อว่าอาจจะมีการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ดังนี้
มาตรา 3 เบญจ “ เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ให้อธิบดีมีอำนาจเข้าไป หรือออกคำสั่งเป็นหนังสือ ให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่ หรือยานพาหนะใด เพื่อทำการตรวจค้น ยึด หรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่น ที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสีย ได้ทั่วราชอาณาจักร
ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือสรรพากรเขต(ปัจจุบัน คือ สรรพากรภาค) มีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคหนึ่ง สำหรับในเขตท้องที่จังหวัดหรือเขต(ภาค)นั้น
การทำการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ต้องทำในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบกิจการนั้น “
หากผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าจะมีการตรวจค้น ไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานดังกล่าว ก็จะมีความผิดอาญา ตามมาตรา 3 นว แห่งประมวลรัษฎากร
7.2.2 ความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานในการแปลเอกสาร
มาตรา 3 ทศ “ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานประเมิน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามความในมาตรา 3 ฉ มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท “
มาตรา 3 ฉ “ บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือ สันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสีย ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้บุคคลใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบ จัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาที่สมควรก็ได้ “
7.2.3 ความผิดฐานไม่ใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการ
มาตรา 3 เอกาทศ “ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร และผู้มีหน้าที่จ่ายเงินได้ มีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรได้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ที่อธิบดีกำหนด ทั้งนี้โดยอนุมัติรัฐมนตรี
การกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “
มาตรา 3 ทวาทศ “ ผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 3 เอกาทศ ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินสองพันบาท “
7.2.4 ความผิดฐานเปิดเผยความลับของผู้เสียภาษี
ตามปกติ ข้อมูลของกรมสรรพากรนั้น จะไม่เป็นความลับ และต้องเปิดเผยแก่สาธารณะ ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ยกเว้นข้อมูลของผู้เสียภาษีหรือของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง กรมสรรพากรหรือเจ้าพนักงานจะเปิดเผยมิได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้
มาตรา 10 “ เจ้าพนักงานผู้ใด โดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย “
มาตรา 10 ทวิ “ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(1) ชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกประเมินเพิ่มเติม ของผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น
(2) ชื่อผู้เสียภาษีอากร และจำนวนภาษีอากรที่เสีย
(3) ชื่อผู้สอบบัญชี และพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชี เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต
ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด “
มาตรา 13 “ เจ้าพนักงานผู้ใด ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ”
7.2.5 ความผิดฐานไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี
มาตร 35 “ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ หรือมาตรา 51 หรือมาตรา 69 เว้นแต่จะแสดงได้ว่ามีเหตุสุดวิสัย ผู้นั้นมีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท ”
บทบัญญัติมาตรา 17 คือบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภายในกำหนดเวลา ถ้าผู้เสียภาษีไม่ยื่นก็จะต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
มาตรา 17 “ การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวดว่าด้วยภาษีอากรต่าง ๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด
ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่นๆ ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้องเสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุดบัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้ เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้องปฏิบัติตาม
เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร
(1) ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งบุคคลเป็นการทั่วไป ให้มีบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในบัญชีนั้น คำสั่งเช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(2) ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้ยื่นรายการ หรือผู้ต้องเสียภาษีอากร จัดทำบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่นๆ แสดงรายการ หรือแจ้งข้อความใดๆ และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นรายการ ตามแบบแสดงรายการ ที่อธิบดีกำหนด “
ส่วนมาตรา 50 ทวิ กำหนดให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ให้แก่ผู้เสียภาษีที่ถูกหัก ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็มีความผิดตามมาตรา 35 นี้
มาตรา 50 ทวิ ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษี ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย สองฉบับ มีข้อความตรงกัน ในกรณีและตามกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีตามมาตรา 3 เตรส ให้ออกในทันที ทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
(2) ในกรณีตามมาตรา 50(1) ให้ออกภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ของปีถัดจากปีภาษี หรือภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากงานในระหว่างปีภาษี
(3) ในกรณีตามมาตรา 50(2) (3) หรือ (4) ให้ออกในทันที ทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
อธิบดีมีอำนาจยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ ในกรณีที่เห็นสมควร “
การฝ่าฝืนมาตรา 51 ก็มีความผิดตามมาตรา 35 นี้ เช่นเดียวกัน
มาตรา 51 “ เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) (2) (3) (4) และ (7) หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่อง เพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ ตามที่เห็นสมควร และผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ “
7.2.6 ความผิดฐานยักย้ายถ่ายเทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด
ในกรณีที่มีภาษีอากรค้างชำระ และผู้เสียภาษีหรือบุคคลใดถูกเจ้าพนักงานออกคำสั่งยึด หรืออายัดทรัพย์สิน ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้เสียภาษีหรือบุคคลที่ได้รับคำสั่ง จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์นั้นมิได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 12 ทวิ
มาตรา 12 ทวิ “ เมื่อได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา 12 แล้ว ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว “
ถ้าฝ่าฝืนก็จะมีความผิดตาม มาตรา 35 ทวิ ดังต่อไปนี้
มาตรา 35 ทวิ “ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
ในกรณีผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น ”
7.2.7 ความผิดฐานไม่จัดทำรายงานและไม่ยื่นรายงาน ของนิติบุคคลที่มีความสัมพันธุ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ และมาตรา 71 ตรี
มาตรา 71 ทวิ “ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน มีข้อกำหนดทางด้านการพาณิชย์หรือการเงินระหว่างกัน แตกต่างไปจากที่ควรได้กำหนด หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว ได้ดำเนินการโดยอิสระในลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไร
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว ให้ได้จำนวนรายได้ที่พึงได้รับและรายจ่ายที่พึงได้จ่ายหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอิสระ เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้รับและได้จ่ายตามนั้น เพื่อใช้คำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 65 หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้
(1) นิติบุคคลหนึ่ง ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด
(2) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด หรือ
(3) นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันในด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุมในลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดำเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่งตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่งแล้ว
มีผลให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้ชำระภาษีไว้หรือถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนดหรือภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการปรับปรุงนั้นจากเจ้าพนักงานประเมินเป็นหนังสือ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด”
มาตรา 71 ตรี “ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น ในลักษณะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง
ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีอยู่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชี หรือมีธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่
จัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน และมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกัน ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี
ตามแบบที่อธิบดีกำหนด และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นรายการ ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 69 “
มาตรา 35 ตรี “ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 71 ตรี หรือยื่นรายงาน หรือเอกสาร หรือหลักฐานตามมาตรา 71 ตรี โดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท ”
7.2.8 ความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงาน หรือไม่ยอมตอบคำถาม
มาตรา 36 “ ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจ ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของอธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือสรรพากรจังหวัด เจ้าพนักงานประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือกรรมการที่ออกตามมาตรา 12 ตรี มาตรา 19 มาตรา 23 หรือ มาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “
7.2.9 ความผิดฐานเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร หรือขอคืนภาษีอากรอันเป็นเท็จ
มาตรา 37 “ ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
(1) โดยเจตนาแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร หรือเพื่อขอคืนภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ
(2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือขอคืนภาษีอากรตามลักษณะนี้ ”
7.2.10 ความผิดฐานไม่ยื่นรายการเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร
มาตรา 37 ทวิ “ ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นตามลักษณะนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ”
7.3 การเปรียบเทียบกำหนดค่าปรับคดีอาญา
มาตรา 3 ทวิ “ ถ้าเจ้าพนักงานดังต่อไปนี้ เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรต้องได้รับโทษจำคุก หรือไม่ควรถูกฟัองร้อง ให้มีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียว ในความผิดต่อไปนี้ เว้นแต่ความผิดตามมาตรา 13 คือ
(1) ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ให้เป็นอำนาจของอธิบดี ถ้าเกิดขึ้นในจังหวัดอื่น ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด
(2) ความผิดที่มีโทษปรับหรือโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย อธิบดี อธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
ถ้าผู้ต้องหาใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ ภายในระยะเวลาที่ผู้มีอำนาจ เปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องร้องต่อไป ในกรณีแห่งความผิดนั้น
ถ้าผู้มีอำนาจเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเห็นว่า ไม่ควรใช้อำนาจเปรียบเทียบ หรือเมื่อเปรียบเทียบแล้วผู้ต้องหาไม่ยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือยอมแล้วแต่ไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบกำหนด ให้ดำเนินการฟ้องร้องต่อไป และในกรณีนี้ ห้ามมิให้ดำเนินการเปรียบเทียบตามกฏหมาย อื่นอีก “
บทสรุป
ภาษีอากรนั้นจัดว่าเป็นรายได้หลักของรัฐ ซึ่งรัฐมีอำนาจตามกฎหมายที่จะจัดเก็บเอาจากประชาชน เพื่อนำไปใช้จ่ายในการบริหารและทำนุบำรุงประเทศโดยส่วนรวมและการจัดเก็บภาษีอากรในยุคปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นการบังคับจัดเก็บประชาชนที่่ประกอบอาชีพถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์แล้ว มีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐ
ถ้าไม่เสีย รัฐมีอำนาจในการบังคับเพื่อเร่งรัดจัดเก็บได้ตามกฎหมาย อำนาจในการเร่งรัดจัดเก็บนี้ มีทั้งอำนาจในการกระทำต่อทรัพย์สินและอำนาจในการกระทำต่ออิสรภาพของผู้เสียภาษี ดังที่ได้กล่าวแล้ว
อนึ่ง ระบบภาษีอากรประเมินที่นำมาแสดงไว้นี้ เป็นระบบภาษีที่ยอมรับกันว่าเป็นแบบสากล เป็นที่ยอมรับกันในระหว่างนานาประเทศ จึงย่อมเป็นที่เชื่อถือได้ว่า น่าจะเหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับประชาชนผู้เสียภาษี
โฆษณา