28 ต.ค. 2022 เวลา 06:07 • ความคิดเห็น
บอยเคยเขียนถึงครอบครัวคุณบีม กวี & คุณออย เมื่อรอบที่แล้ว ทัวร์ลงเราเองสะบักสะบอม เพราะเข้าใจว่าทางน้องตัวน้อยและครอบครัวคุณบีมมีแฟนคลับมากมาย ก็อาจจะไม่พอใจในความเห็นต่าง บ้างเข้ามาด่าทอรุนแรงทีเดียว เรากลับมาใหม่ (ไม่เข็ดหลาบ 555+) ในการนำเสนอประเด็นนี้ ที่อาจจะมีคนไม่เห็นด้วย แต่ไม่เป็นไรครับ ยอด followers ไม่ได้เอาไว้ใช้สร้าง Privilege ให้ตัวเองเบอร์นั้นอยู่แล้ว ยังไงอ่านแล้วก็หวังว่าคุณจะได้มุมมองอะไรจากเรื่องนี้นะครับ
1) ประเด็นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีคนพูดถึงการเตรียมโชว์ และสร้างช่องทางบน Social Channels ให้ลูกแฝด 2 คนล่าสุด มีการพูดถึงใน twitter และถกเถียงว่าจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่? ก็มี Clip ห้วงที่คุณบีม และคุณออย ออกมาตอบถึงประเด็นนี้ว่าอยากให้ลูกเป็นดาราคนดังไหม? ก็ได้ตอบอย่างที่อยู่ในภาพครับ
“เราอยากให้เขาได้รับสมบัติ ที่เราส่งต่อถ่ายทอดให้ลูกได้ เป็น ‘ชื่อเสียง’ ‘แม้เราทำให้ลูกเราเป็นที่รู้จัก แต่เขาอาจจะไม่เป็นที่รักของทุกคนก็ได้’ ถ้าโตขึ้น ลูกไม่สนใจ เค้าก็หยุด หายไปจากตรงนี้เอง ไม่มีใครตามดูเค้าไปตลอด 20-30 ปีหรอก ในวันที่ตัดสินใจได้ เค้าก็จะเลือกทางได้เอง ถ้าเค้าชอบ เค้าสนใจ ก็แค่สานต่อ”
2) ทีนี้ ถ้าให้พูดตรงๆ "มันวิธีการเลี้ยงลูกใคร เราไม่มีสิทธิ์เสือก สาระแน" เราเคารพวิธีของเขาทุกประการนะ อันนี้บอยพูดตรงไปตรงมาเลยว่าเราไม่ก้าวก่าย แต่เราเพียงแสดงความเห็นในมุมมองที่เขานำเสนอต่อสาธารณะว่าเขาทั้ง 2 จะไปใน way การเลี้ยงดูแบบนี้ว่าจริงๆ มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "สิทธิเด็ก" เรื่องทางเลือกในการใช้ชีวิต และ Consent ในการตัดสินใจที่ต้องอาศัยดุลยพินิจของพ่อแม่ผู้ปกครอง ว่ามันมีเรื่องอะไรบ้างที่ควร concern???
3) มุมมองที่คุณออยพูดเสริมคุณบีมว่า "ให้ลูกเลือกเองได้ตอนโต แต่เราได้ prepare asset นี้ไว้ให้" เราจะบอกว่าในความจริง การมีชื่อเสียงไปแล้ว มันมีแต่เดินไปข้างหน้า มีคนรู้จักไปแล้ว มันถอยหลังกลับไม่ได้แล้วน่ะครับ
อย่างบอย บอยตัดสินใจมาทำเพจ มีคนรู้แล้วว่าคือบอย เจ้าของเพจนี้นะ บอยจะมาบอกว่าบอยเลือกหายไปเลย เราหายไปจริงๆบ่ได้เด้อ เพราะ Digital Footprint ที่เราทิ้งไว้เป็นรูป คลิป และข้อความ ไปจนถึงทัศนคติดีบ้าง บ้งๆบ้าง ทุกอย่างมันไม่มีวันหมดอายุบนโลกออนไลน์ ดังนั้น การบอกว่าลูกมีทางเลือกตอนโตได้เอง ไม่จริงทั้งหมดนะครับ
4) แล้วจากประโยคที่คุณบีมพูดว่า ‘แม้เราทำให้ลูกเราเป็นที่รู้จัก แต่เขาอาจจะไม่เป็นที่รักของทุกคนก็ได้’ ถ้าเรารู้แล้วล่วงหน้าว่าลูกต้องเติบโตมาเจอกระแสสังคมบนโซเชียลในการ comment รุนแรง หรืออะไรที่เกินกว่าเราจะควบคุมมันได้ เรายิ่งต้องกลัว หรือระมัดระวังอย่างมาก เพราะเรารู้ล่วงหน้าแล้วว่าทุกคนอาจไม่น่ารักใส่ลูกเรา แต่คุณบีมมองว่ามันเป็นเรื่องที่เขารับได้ ซึ่งเราประหลาดใจในมุมมองของการปกป้องสิทธิในชีวิตเด็ก
5) จริงๆแล้ว โดยส่วนใหญ่ แนวคิดของพ่อแม่ที่สร้างทุกอย่างไว้ให้ลูกในการนำเสนอตัวตนสู่ Public โดยที่ลูกยังไม่มี consent คือวิธีคิดของพ่อแม่ที่มองว่าลูกคือสมบัติของฉัน ฉันเป็นเจ้าของ และมีสิทธิ์จะกำหนดชีวิต เส้นทาง หรือการจะทำอะไรต่อลูกก็ย่อมได้
ซึ่งถามว่าความเหมาะสมของการนำเสนอลูกสู่สาธารณะคืออะไร? อย่างที่ทางเพจเคยนำเสนอไว้ครับ ว่ามันเข้าข่ายการละเมิดสิทธิเด็ก ที่พ่อแม่ต้องให้การปกป้องดูแลในขณะที่ลูกยังไม่สามารถตัดสินใจเองได้ว่าฉันอยากจะ Public หรือ Private แต่การรู้ว่าเกิดมาแล้วอยู่หน้ากล้องเลย คือเด็กเลือกไม่ได้นะครับ
6) บางคนอาจจะมองว่าไม่เห็น sensitive ตรงไหนเลย แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาแล้วอยากดังครับ! ดังนั้น เขาเกิดมาเห็นรูปตัวเองเต็ม social มีคนคอมเมนต์ถึง พูดถึง วิจารณ์ถึงเขา กับชีวิตของเขา ทั้งรูปร่างหน้าตา พัฒนาการ เสื้อผ้าที่ใส่ นิสัย หรือตัวตน ถูกคนนำไปเล่าต่อ พูดต่อ ส่งต่อ จนกลายเป็น Object ในสื่อออนไลน์
แม้ว่าคนที่ชอบส่องลูกดาราจะมองว่าก็ปกติดี น่ารักนี่นา เธอจะคิดมากทำไม แต่ลืมไปรึเปล่าว่า ชีวิตเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ Human Zoo ที่ใครจะมาส่องดูชีวิตเขาตั้งแต่เกิด เหมือนกับสารคดี National Geographics จริงๆมันโหดอยู่นะครับ
7) แน่นอนว่าเจ้าของเพจถูกตำหนิว่าคิดมากอยู่เสมอ เพราะเพจเรากระตุ้นให้คนได้ชวนคิด และใช้สมองมากกว่าปกติที่ใช้กันให้ละเอียดขึ้น จริงๆเราลองถามตัวเองว่า ถ้าไม่ใช่ลูกดารา แต่เป็นลูกเรา เราอยากเลี้ยงแบบไหน อะไรที่เราไม่ชอบ เราไม่ควรทำแบบนั้นกับเด็ก ตรรกะมันแค่นั้นเองครับ
แต่บางที เรานึกไปไม่ถึง เพราะความน่ารัก น่าเอ็นดูของเขา มันต้องอวดเสียหน่อย ต้องมี contents กันหน่อยน่ะ กลายเป็นเรื่องปกติในการนำเสนอลูกตัวน้อยในประเทศ ในขณะที่สิทธิเด็ก หรือการปิดหน้าลูกของดาราคนดังบางคน กลายเป็นเรื่องดัดจริตให้โดนคนไทยคลั่งความเสือก ไปด่าแม่เขาว่าปิดหน้าลูกทำไม ประเทศเรามันเพี้ยนไหม?
8 ) ในความเป็นจริงเลย ประโยชน์ที่ได้รับจากลูก ในการมีลูกที่มี Beauty Privilege ก็คือ เมื่ออวดลูกแล้ว ลูกสร้างรายได้ ทำเงินให้พ่อแม่ต่อ มีงานต่อยอดจากความดังของลูก กลายเป็นลูกหาเงินได้จากความน่ารัก ยอด followers สูงๆ ทำให้มีสินค้าเข้ามา sponsors เกิดช่องทางเม็ดเงินมหาศาล
ให้ผู้สนับสนุนได้หาประโยชน์ต่อจากเด็ก พ่อแม่ Happy กับรายรับ เด็กกำลังทำงาน และทำเงินให้พ่อและแม่ ขณะไร้เดียงสา และไม่มี consent แต่ไม่มีนักรณรงค์สิทธิเด็ก ออกมาปกป้องเด็ก หรือพูดในประเด็นนี้อย่างจริงจังในไทย (กรณีนี้ไม่ได้กล่าวหาคุณบีม และครอบครัวนะครับ พูดถึง in general case)
9) เรื่องสิทธิเด็กที่ต้องปกป้อง ในขณะที่น้องยังไม่มี consent มุ่งเน้นการเคารพสิทธิเด็ก การเปิดหน้าเด็ก หรือการทำ contents เด็ก เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนในเด็กที่เราควรให้ความตระหนักใส่ใจ
เราจะเห็นว่าประเด็นเรื่อง Right to Privacy มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของเด็ก ในฐานะของพ่อแม่ที่เป็นผู้พิทักษ์ความปลอดภัย และคุ้มครองเขา ต้องใส่ใจ และครูในฐานะผู้ดูแลเด็ก ก็ไม่ควรนำเขามาเป็น contents สนุกสนาน ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่
1. ความยินยอม และอิสระในการเลือกชีวิตที่เด็กต้องการ ซึ่งในวัยที่เด็กขาดความสามารถในการสื่อสารปฏิเสธ ไร้เดียงสา พ่อแม่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจให้ และควรคุ้มครองสิทธินั้นแก่ลูก ส่วนครูนั้นไม่มีสิทธิ์กับลูกชาวบ้านเสียด้วยซ้ำไป
2. การปรากฏต่อสื่อของเด็ก เขาอาจจะไม่ได้อยากเห็นรูปตนออกมาในลักษณะดังกล่าว เมื่อโตแล้ว แต่รูปเหล่านี้ ถูกแชร์ออกไป และนำเสนอจนขาดความเป็นส่วนตัว ไม่สามารถเลือกสรรตัวตนที่อยากนำเสนอได้ ในตอนที่เขาเติบโต เขาถูกขโมยความเป็นส่วนตัว ถูกนำเสนอตัวตนไปอย่างไร้ทางเลือก อันมิสมควรกับตัวเขา
3. ความอันตราย และความปลอดภัยในการนำเสนอไลฟสไตล์ความเคลื่อนไหวของเด็ก ส่งผลต่อการเป็นเป้านิ่งทางอาชญากรรมในเด็ก อาทิ การล่วงละเมิดทางเพศ การลักพาตัว การแอบอ้างหาผลประโยชน์จากเด็กของมิจฉาชีพ (ใช้รูปลูกคนดังเอาไปแอบอ้างหารายได้ในทางที่ผิด) ไปจนถึงความผาสุกและการถูกคุกคามทางสื่อโซเชี่ยลที่ต้องมารับแรงกดดันทางสังคมจาก comment และการแสดงความเห็นทางลบ อันเป็นสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้ และแบกรับข้อความมลพิษ ซึ่งพ่อแม่/ครูปกป้องเขาไม่ได้เช่นกัน
'อย่าลืมว่าคนอื่น เขาไม่พิมพ์แคร์ความรู้สึกลูกเราหรอก ถ้าพวกเขาโตขึ้นมารับรู้เรื่องแย่ๆ ผลลัพธ์จากที่พ่อแม่โพสต์เกี่ยวกับตัวเขา มันโอเคจริงหรือ?"
ถ้าเราเป็นลูก เราอาจจะร้องเพลง "แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม?"
IG : Tootsyreview
TW : ThinkTalkLoud
#ตุ๊ดส์review
#ThinkTalkLoud
โฆษณา