19 พ.ย. 2022 เวลา 11:00 • ครอบครัว & เด็ก
เลี้ยงลูกด้วยนิทาน
“อ่านนิทานให้ลูกฟังเท่ากับพาลูกผจญภัย 3 พื้นที่พร้อม ๆ กัน
พื้นที่ที่ 1 คือผจญภัยไปกับพ่อแม่
คุณพ่อคุณแม่เหนื่อยมาทั้งวัน ควรวางงาน วางทุกสิ่งอัน อาบน้ำอาบท่าให้สะอาดแล้วเข้านอนพร้อมกับลูก ควรเข้านอนตรงเวลาทุกคืน เราจะใช้เวลา 30 นาทีสุดท้ายของวันใช้ชีวิตร่วมกัน
​จัดสภาพแวดล้อมการนอนให้ดี ไฟไม่จ้าเกินไป ไม่มืดเกินไป ที่นอนสะอาดปราศจากข้าวของรกรุงรัง ไม่กองตุ๊กตาหรือแม้กระทั่งหนังสือเอาไว้มากเกินไป หากจำเป็นให้กั้นอาณาบริเวณมิให้เด็กเล็กคลานหรือเตาะแตะออกจากพื้นที่ได้
ด้วยในวันแรก ๆ ของการอ่านหนังสือ เด็กแต่ละคนจะแสดงความสนใจไม่เท่ากัน บ้างนอนนิ่งตาแป๋วตั้งแต่ครั้งแรก บ้างคลานรอบห้องนานสามเดือนกว่าจะมานอนฟังดี ๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนจะมา
อ่านนิทานมิใช่เพื่อให้รู้หนังสือ เราอ่านนิทานเพื่อให้เขาเห็นพ่อแม่ทุกวัน สร้างพ่อแม่ที่เป็นจริงขึ้นมาในจิตใจ สร้างสานสัมพันธ์กับพ่อแม่ แล้วสร้างตัวตนในที่สุด อ่านนิทานจึงเท่ากับกระบวนการสร้างตัวตน คือ self
ตัวตนแข็งแรง เพื่อผจญภัยต่อไปในอนาคตอย่างแข็งแกร่ง
พื้นที่ที่ 2 คือผจญภัยไปในจิตใต้สำนึก
นิทานจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะนิทานพื้นบ้านและเทพนิยาย มักมีพ่อมดแม่มด ปีศาจ หรือผู้ร้าย มีพระเอกนางเอก เจ้าชายเจ้าหญิง มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย มีสัตว์ประหลาด มังกร สิงสาราสัตว์สารพัดชนิด ตัวละครเหล่านี้และเนื้อเรื่องที่น่าตื่นเต้นเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้เด็ก ๆ จำนวนมากหลงใหลในนิทาน
​ตัวละครเหล่านี้หรือพฤติกรรมหลากหลายของตัวละครอาจจะดูพ้นอายุของเด็กๆ แต่ทุกเรื่องมีประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตใจใต้สำนึก คือ unconscious ให้เด็กได้พัฒนากลไกทางจิต เพื่อเตรียมรับมือโลกแห่งความจริงที่รออยู่ในอนาคต
เด็กแต่ละคนรับนิทานบางเรื่องได้แตกต่างกัน หากเด็กบางคนแสดงอาการกลัวเนื้อเรื่องบางเรื่อง เราควรหยุดอ่านเรื่องนั้นชั่วคราว หลายเดือนผ่านไปค่อยนำกลับมาทดลองอ่านใหได้เสมอ
พื้นที่ที่ 3 คือผจญภัยไปในสมอง
ทารกนอนฟังพ่อแม่อ่านหนังสือ สมองทำงานตลอดเวลา สมองทำงานคือสมองพัฒนาเซลล์ประสาทเจริญเติบโตและเส้นประสาทยืดยาวออกทุกคืน ๆ เวลาผ่านไป 1,000 วัน ผลต่างของโครงสร้างสมองในเด็กที่ไต้ฟังพ่อแม่อ่านกับเด็กที่ไม่ได้ฟังพ่อแม่อ่านมีความแตกต่างกัน ขนาดของคลังคำต่างกัน
​ทารกหรือเด็กเล็กฟังพ่อแม่อ่านหนังสือ สมองได้พัฒนาไปล่วงหน้าก่อนที่ชีวิตของเด็ก ๆ จะเปลี่ยนจากนอนฟังเป็นนั่งฟัง เดินไปเลือกหนังสือมาให้พ่อ อ่านด้วยตัวเอง และพร้อมออกผจญภัยโลกภายนอก
สมองจะพัฒนาความสามารถดังต่อไปนี้ตามลำดับชั้น ได้แก่ animism, egocentricism, magical thinking, phenomenalistic causality รวมทั้ง placement & displacement และ space & time เราจะได้พบเห็นคำอธิบายเหล่านี้ในแต่ละบทของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเรียกรวมกันว่าระยะก่อนปฏิบัติการคือ pre-operation stage ตามทฤษฎีพัฒนาการวิธีคิดของฌอง เพียเจต์ (Jean Piaget 1896 – 1980 )
​พ้นจากระยะก่อนปฏิบัติการจึงเป็นระยะคิดเชิงรูปธรรม คือ concrete thinking และระยะคิดเชิงนามธรรม คือ abstract thinking ซึ่งจะมีปรากฏในอีกหลายบท แม้ว่าเด็กจะยังอยู่ในห้องนอน แต่สมองของเขาออกจากห้องนอนไกลมาก
​ทำไมต้องก่อนนอน เหตุผลหนึ่งคือเป็นอุบายที่จะดึงพ่อแม่มาอยู่พร้อมหน้ากับลูกทุกวัน เพียง 30 นาทีก็ยังดี อีกเหตุผลหนึ่งเพื่อสร้างวินัยการเข้านอน เด็กเล็กควรเข้านอนตรงเวลา ไม่ดึกจนเกินไป เพื่อเป็นหมุดหมายให้กิจกรรมอื่น ๆ มีจังหวะเวลาของตัวเองด้วย และอีกเหตุผลหนึ่งคือเพื่อใช้เวลาก่อนเข้านอนนี้ช่วยปรับหรือเปิดโอกาสให้คลื่นสมองเข้าสู่ระยะสงบก่อนจะถึงเวลานอน
ทั้งหมดที่พรรณนามานี้จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นหากใช้หนังสือนิทานในท้องตลาดเป็นเครื่องมือ ผู้เขียนเลือกนิทานเหล่านี้ด้วยการเดินไปตามร้านหนังสือด้วยตนเอง เพื่อสำรวจว่าเด็กสมัยนี้มีอะไรให้อ่าน สามารถนำมาชี้ให้เห็นคุณค่า (value) และคุณค่าเพิ่ม (value added) แก่คุณพ่อคุณแม่ให้เข้าใจได้อย่างไรว่าทั้งหมดนี้คือขุมทรัพย์
หนังสือบางเล่มหยิบมาจากตู้หนังสือของลูก คือหนังสือที่เคยอ่านให้ลูกฟังเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน และลูก ๆ ชอบมาก ผูกพัน ขอให้คุณพ่อคุณแม่เก็บรักษาไว้อย่างดีที่สุด บางเล่มอาจจะหาซื้อไม่ได้แล้ว
หนังสือที่คัดเลือกมามีทั้งราคาสูงและราคาย่อมเยา แต่ไม่มีเล่มไหนราคาแพง ราคาแพงควรมีความหมายว่าไม่คุ้มค่าเงินที่จ่าย แต่หนังสือนิทานสำหรับเด็กทุกเล่มคุ้มค่าเงินที่จ่าย ไม่ว่าราคาสูงหรือราคาย่อมเยา ดังนั้นเลือกหนังสือให้ลูกตามกำลังความสามารถได้ ไม่มีเหตุต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินมาก ๆ ซื้อหนังสือราคาสูง
หนังสือนิทานทุกเล่มเป็นขุมทรัพย์ มิได้ไกลเหมือนสุดขอบฟ้า หากแต่ใกล้เหมือนอยู่ต่อตา อย่าลืมว่าที่ใกล้ที่สุด มีค่ามากที่สุด คือตัวเป็น ๆ ของพ่อแม่ที่กำลังอ่านนิทานให้ลูกฟังนั่นเอง”
Cr.นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
โฆษณา