17 พ.ย. 2022 เวลา 12:00 • ไลฟ์สไตล์
8 นิสัยทำลายสมองกระทบความสุขในชีวิต
1
Dr. Daniel Amen เป็นคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านสมอง และเป็นผู้อำนวยการของ Amen Clinics Inc. ซึ่งมีฐานข้อมูลด้านการสแกนสมองกว่า 64,000 เคส และมีคนไข้จากทั่วโลกกว่า 90 ประเทศ
6
ครั้งหนึ่งคุณหมอได้ไปพูดใน TEDxOrangeCoast ในหัวข้อ “Change your brain, Change your life” ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจมากๆ ครับ
ถ้าพูดถึงความสำคัญของ “สมอง” แล้ว อาจจะต้องบอกว่านี่คืออวัยวะที่สำคัญที่สุดของเราเลยก็ว่าได้ เพราะสมองควบคุมทั้งเรื่องความคิด การกระทำ และที่สำคัญคือความรู้สึกและความสุขของเราด้วย
1
ดังนั้นถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงกับสมอง ก็จะส่งผลกระทบต่อความสุขของเราโดยตรง
1
จากผลการสแกนสมองกว่า 64,000 คน พบว่า คนที่มีสมองที่สมบูรณ์กว่าจะมีความสุขมากกว่า แข็งแรงกว่า ฉลาดกว่า มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า และมั่งคั่งกว่าด้วย
3
ถ้าสมองของคุณสุขภาพไม่ดี ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ อาจจะเป็นการบาดเจ็บของสมอง การนอนไม่พอ การกินอาหารที่ไม่ดี หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ (Toxic) คุณก็มีแนวโน้มที่จะเศร้ากว่า ป่วยง่ายกว่า ฉลาดน้อยกว่า ยากจนกว่า และจะรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าด้วย
4
สมองของเราคืออวัยวะที่ซับซ้อนมากๆ ในสมองของมีเซลล์ประสาทกว่า 1 แสนล้านเซลล์ และไม่ได้ต่อกันแบบ 1 ต่อ 1 ด้วย เพราะในแต่ละเซลล์สามารถเชื่อมต่อกันได้ถึง 1 หมื่นจุดเลยทีเดียว
3
ข้อมูลในสมองเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 268 ไมล์ต่อชั่วโมง (ในเวลาที่คุณไม่เมา) และแม้ว่าสมองเราจะมีน้ำหนักเพียง 2% ของร่างกาย แต่กลับใช้พลังงานถึง 20-30% นั่นหมายความว่าอาหาร 1 ใน 3 ที่คุณกินแต่ละมื้อนั้นถูกนำไปให้พลังงานกับสมองเพียงอย่างเดียว
6
สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือ เราสามารถทำให้สมองแก่ช้าหรือเร็วได้จากพฤติกรรมในแต่ละวันของเรา
อีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งที่เราทำทุกวันส่งผลต่อสมองของเราอย่างมาก
อะไรคือสิ่งที่ไม่ดีต่อสมองบ้าง
1
อย่างแรกคือ “การบาดเจ็บของสมอง” ดังนั้น ให้หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่มีโอกาสต้องปะทะกับศีรษะเช่น อเมริกันฟุตบอล (เดี๋ยวนี้แม้กระทั่ง NFL เองก็บอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องการบาดเจ็บทางสมองแล้ว) หรือการโหม่งลูกฟุตบอลด้วยหัวก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน
5
นั่นเป็นเพราะว่าสมองของเรานั้นนิ่มมาก นิ่มประมาณเนยเท่านั้นเอง ส่วนกะโหลกของเราก็แข็งมาก และมีมุมที่แหลมคมเต็มไปหมด ดังนั้น คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ถ้าสองอย่างนี้เกิดการกระทบกัน
2
อย่างที่สองคือ “แอลกอฮอล์และยาเสพติด” โดยเฉพาะบุหรี่ สิ่งนี้เป็นตัวการทำลายสมองที่สำคัญเช่นกัน CNBC เคยรายงานข่าวว่า คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคความจำเสื่อมมากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 30% เพราะการสูบบุหรี่ลดการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง ทำให้สมองแก่เร็วกว่าที่ควรจะเป็น
5
อย่างที่สามคือ “น้ำหนักที่มากขึ้น” ซึ่งนับวันก็ยิ่งมีรายงานออกมาว่าการมีน้ำหนักมากนั้นคือภัยร้ายของสมอง มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Nature Journal ว่ายิ่งน้ำหนักคุณเพิ่มขึ้นเท่าไร ขนาดของสมองและความสามารถในการทำงานของสมองคุณจะลดลง
6
ถ้าใครรู้ตัวว่าน้ำหนักเกิน อ่านมาถึงตรงนี้ต้องตั้งใจลดน้ำหนักอย่างจริงจังแล้วล่ะครับ
อย่างที่สี่คือ “ความดันโลหิต” ยิ่งความดันเราสูงเท่าไหร่ การไหลเวียนของเลือดก็แย่ลงเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังเรื่องความดันของเราอยู่เสมอ
2
อย่างที่ห้าคือ “อาหาร” ซึ่งเป็นของที่สำคัญมากกับสมอง ให้ระวังอาหารที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะจากอาหารแปรรูป และน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในรูปของ Dextrose, Fructose, Galactose, Glucose, Lactose ฯลฯ พยายามเลือกอาหารที่ไม่แปรรูป ลดคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว และที่สำคัญคือพยายามทานอาหารให้หลากหลายและไม่ทานเยอะเกินไป
6
มีงานวิจัยยุคใหม่ชี้ให้เห็นว่า อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพนั้นส่งผลต่ออาการซึมเศร้า สมาธิสั้น และโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย
1
อย่างที่หกคือ “คนที่เราใช้เวลาด้วย” ถ้าเราใช้เวลากับคนคิดลบเยอะๆ มีแนวโน้มสูงที่เราจะมีอาการที่คุณหมอ Daniel เรียกว่า ANTs ซึ่งย่อมาจาก Automatic Negative Thougths คือการคิดลบไว้ก่อนกับทุกเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อสภาพจิตใจ ความเครียด และอาการซึมเศร้าด้วย
7
ถ้าเราอยู่กับคนที่คิดบวก มองเห็นทางออกในทุกปัญหา สมองของเราก็จะค่อยๆ ทำงานตามคนที่เราอยู่รอบตัวไปด้วย
1
อย่างที่เจ็ดคือ “การเรียนรู้สิ่งใหม่” เมื่อเราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สมองจะทำการสร้างทางเชื่อมใหม่ๆ และในทางกลับกัน ถ้าเราหยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สมองเราจะลดการเชื่อมต่อเหล่านี้ลงไปด้วย
1
อย่างที่แปดคือ “การนอน” ในช่วงปี 1900 มนุษย์ได้นอนราว 9 ชั่วโมงต่อวัน แต่ตอนนี้เรานอนกันเฉลี่ย 6 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งสมองของเราไม่สามารถปรับตัวได้ขนาดนั้น ดังนั้นการนอนให้เพียงพอจึงสำคัญมาก และการนอนยังสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็จะกลับมากระทบกับสมองอีกอยู่ดี
2
สิ่งที่สนใจมากๆ เลยคือ Dr. Deniel ถามว่า หากเลือกได้หนึ่งอย่าง อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลสมอง
คำตอบคือ “การจัดระเบียบความคิดของเรา” นั่นเอง
4
เวลาเรามีความคิดผุดขึ้นมาในหัวให้ตั้งคำถามกลับไปว่า “มันจริงหรือเปล่า?”
3
เช่น ถ้าเรามีความคิดผุดขึ้นมาว่า “แม่ไม่รักเรา” ก่อนจะฟูมฟายให้ลองตั้งคำถามว่า “มันจริงหรือเปล่า?”
1
ถ้าเราคิดว่า “ฉันนี่มันแย่จังเลย” ก่อนจะโทษตัวเองให้ตั้งคำถามว่า “มันจริงหรือเปล่า?”
1
การทำแบบนี้คือการไม่ยอมให้ ANTs (Automatic Negative Thoughts) มาควบคุมเราได้โดยง่ายนั่นเอง
1
คุณหมอบอกว่างานวิจัยสมัยใหม่บ่งบอกว่า เราสามารถทำให้สภาพของสมองเราดีขึ้นได้ด้วยการมีพฤติกรรมดีๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง โดยการพัฒนาจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เปลี่ยนพฤติกรรมภายในสองเดือน เมื่อสมองเราอยู่ในภาวะที่ดีขึ้น ทุกอย่างในชีวิตเราก็จะดีขึ้นไปด้วย
2
ตั้งแต่รูปร่างของเรา ความสัมพันธ์กับคนอื่น ไปจนถึงสถานภาพทางการเงินของเรา
2
เรื่องนี้เป็นมุมที่น่าสนใจมากๆ ในความจริงที่ว่า กิจวัตรประจำวันของเราที่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรในวันนี้ กลับส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเราในวันหน้าอย่างมหาศาล
1
มาเริ่มดูแลสุขภาพสมองกันนะครับ
2
#selfdevelopment
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
โฆษณา