วิธีถนอมความทรงจำ
เมื่อผมอายุมากขึ้นและยิ่งได้คุยกับผู้อาวุโสหลายท่าน ยิ่งเข้าใจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่าสิ่งที่มีค่ามากๆในชีวิตและเป็นสมบัติชิ้นสำคัญที่จะติดตัวเราไปจนวันสุดท้ายก็คือความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำวัยเด็ก เรื่องตลก เรื่องดีงาม หรือแม้แต่เรื่องร้ายๆที่แผลนั้นตกสะเก็ดแล้ว เวลานึกถึงทีไรก็จะได้ความรู้สึกถึงความเป็นตัวตนเราเสมอ ไม่ว่ารสชาตินั้นจะหวานอมเปรี้ยวหรือขมแค่ไหนก็ตาม
4
แต่ที่น่าเสียดายก็คือความทรงจำที่ดีๆที่เราอยากจะจำให้แม่นและในตอนที่เกิดขึ้นนั้นก็คิดว่าไม่มีทางลืม แต่พอเวลาผ่านไป ความทรงจำดีๆนั้นมักจะเลือนรางไปตามกาลเวลา เรื่องราวสมัยจีบกันใหม่ๆ ความรู้สึกของงานที่สำเร็จครั้งสำคัญๆ เรื่องตลกๆและน่ารักของลูกๆ ฯลฯ
มานึกถึงตอนนี้นึกยังไงก็นึกไม่ออกชัดเจนหรือลืมไปแล้วด้วยซ้ำ มีหลายคนใช้วิธีการเอารูปเก่าๆมาดูหรือถ่ายเป็นวีดีโอเก็บไว้ แต่ก็ได้ความรู้สึกนั้นกลับมาประมาณนึงแต่ก็นึกเรื่องราวในตอนนั้นออกบ้างไม่ออกบ้าง นึกที่มาที่ไปแทบจะไม่ออกด้วยซ้ำ
เมื่อคืนก่อน ผมไปค้นฮาร์ดไดรฟ์เก่าแล้วเจอไดอารี่ขนาดสั้นที่เขียนถึงลูกสาวสองคนไว้เมื่อสิบสองปีก่อน ผมเองก็ลืมเรื่องราวที่เขียนไว้ไปเกือบหมดแล้วแต่พอเอามาอ่านอีกที ความทรงจำที่ดีงามในช่วงนั้นก็ผุดขึ้นมาชัดเจนมาก เอามาอ่านในหมู่ญาติพี่น้องก็แอบอมยิ้มกันไม่ได้ เสียดายมากๆที่ผมเขียนไว้น้อย
2
แต่ผลจากการอ่านเรื่องที่เขียนไว้เมื่อคืนทำให้เข้าใจถึงวิธีถนอมความทรงจำที่ดีที่สุดนอกเหนือจากการถ่ายรูปหรือถ่ายวีดีโอเก็บไว้ก็คือการเขียนความรู้สึก ที่มาที่ไป เรื่องราวที่ประทับใจในช่วงนั้นๆลงเป็นตัวอักษรแล้วเก็บไว้ เพราะเป็นวิธีที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วความทรงจำนั้นยังคงรูปอยู่ดีกว่าวิธีการเก็บอื่นที่ผมนึกออกจนวันนี้
1
ความทรงจำที่เราอยากนึกถึงเมื่อเวลาผ่านไปนั้นจึงน่าจะจดเป็นบันทึกไว้เป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งเรื่องราวของโควิดในช่วงนี้ ความยากลำบาก การฟันฝ่าวิกฤตร่วมกันของครอบครัว ความลุ้นระทึกว่าติดหรือไม่ติด หรือกัลยาณมิตรที่ห่วงใยเราที่เราไม่ควรจะลืม ในความรู้สึกที่ยังสดๆนั้น ถ้าบันทึกไว้แล้วเอามาอ่านอีกห้าปีสิบปีหลังจากนี้ก็จะเป็นความสุขอีกแบบหนึ่งที่พอได้นึกถึงก็จะมีรอยยิ้มบางๆที่มุมปากเหมือนที่ผมได้อ่านเรื่องที่ผมเขียนไว้เมื่อสิบสองปีก่อน
Cr : HR Note Thailand
และเนื่องจากเพจนี้ผมมีจุดประสงค์เพื่อที่จะเขียนให้ลูกสาวอ่านเมื่อตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่ ก็เลยจะขอเอาสิ่งที่ผมเขียนไว้มาลงต่อจากบทความนี้ ใครมีเวลาก็อ่านขำๆไปนะครับ ถือว่าเป็นตัวอย่างเผื่อใครมีลูกเล็กแล้วอยากจะบันทึกอะไรแบบนี้ไว้แล้วถนอมความทรงจำที่ดีไว้อยู่กับเรานานๆ ครับ
"เช้าวันที่ 4 พค 2008"
วันนี้เมนิตื่นแต่เช้า คุณแม่กับพี่เนยังนอนสบายอยู่เพราะเป็นวันอาทิตย์ เมนิเลยลงมากับพ่อก่อน ตอนนี้เมนิกำลังนั่งตอกไข่ต้มที่พี่เริง ซึ่งเป็นพี่แม่บ้านของเราทำให้ เดี๋ยวสายๆเราก็จะไปโบสถ์กันแล้วคุณพ่อก็สัญญาว่าจะพาเด็กๆไปเล่นของเล่นที่ Central World แล้วให้คนละสิบเหรียญ คุณพ่อว่างๆก็เลยมานั่งเล่นคอมพ์ น้องนิพยายามมาเล่น แต่ช่วงหลังเล่นเยอะไปแล้ว กลายเป็นเด็กติดเกม คุณพ่อเลยบอกว่าอย่าเล่นเลย เมนิก็เชื่อฟัง ก็เลยไปเล่นกับพี่เริงแทน
1
คุณพ่อตั้งใจจะเขียนบันทึกเรื่องราวของโมเนและเมนิไว้เผื่อลืม เพราะทั้งคู่มีเรื่องสนุกๆ ฮาๆ ให้คุณพ่อคุณแม่ขำออกบ่อย ตอนนี้เมนิอายุสามขวบกว่าๆ พี่เนก็สี่ขวบกว่าๆ พ่อก็ลืมไปหลายเรื่องแล้ว ก็เลยเริ่มลงมือเขียนซะที เอาไว้โตๆ เด็กๆจะได้อ่านขำๆ และคุณพ่อคุณแม่จะได้นึกถึงเด็กๆตอนตัวเล็กนิดเดียวได้ นึกอะไรออกคุณพ่อก็จะมาเขียนไว้ ไม่กะให้ใครอ่าน ไว้อ่านกันเองดีกว่านะ
“พี่เน”
พี่เน หรือเด็กหญิงโมนิชา ตอนที่เขียนนี่หนูอายุสี่ขวบกว่าๆแล้ว คุณพ่อคุณแม่เรียกว่าพี่เนจนติดปาก พี่เนเป็นเด็กน่ารักมากๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส แทบไม่งอแงเลย แต่ชอบแหย่น้อง ไปโรงเรียนอันวิดาคุณครูก็ชมตลอด ชอบช่วยเหลือคนอื่น และมีน้ำใจ ช่วงนิ้ปิดเทอมใหญ่ พี่เนก็ไปเรียน Summer ที่ KAS เป็นภาษาอังกฤษ คุณครูก็ช้มชมเหมือนเดิมว่าตั้งใจ ให้คะแนนเต็มด้วย ที่โรงเรียนภาษาอังกฤษ ใหม่ๆคุณครูก็สอนให้นักเรียนพูดโดยการตั้งคำถาม
เช่น What’s your name? How are you? และให้นักเรียนตอบ โดยมีประโยคฮิตก่อนเรียนโดยถามนักเรียนว่า Are you ready?
แล้วนักเรียนจะตอบดังๆว่า...
1
Yes! we are
พี่เนของเราปกติก็ตอบเสียงดังอย่างมั่นใจ พอกลับมาบ้านพี่เนก็เริ่มตะโกน Yes! we are เมื่อคุณพ่อถามว่า Are you ready? ทำให้ดูเหมือนพี่เนจะเริ่มเก่งภาษาอังกฤษ คุณพ่อก็เริ่มมั่นใจถามต่อ What’s your name? แล้วกะว่าพี่เนจะต้องตอบได้แน่ๆ แล้วพี่เนก็ตอบได้จริงๆ โดยตอบว่า...
Yes! We are
พี่เนเกิดที่โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ กว่าจะเกิดก็ทำเอาคุณแม่แทบแย่ เพราะคุณแม่ปวดท้องจะออกพี่เนตั้งแต่ค่ำวันที่สามแต่กว่าพี่เนจะออกมาก็บ่ายวันที่สี่ คุณพ่อคุณแม่รอพี่เนด้วยการดูกีฬาตั้งแต่กอล์ฟ เทนนิส และดูทีวีสิบกว่าชั่วโมงกว่าพี่เนจะยอมออกมา พี่เนเกิดมามีน้ำหนักต่ำกว่ากำหนดไปนิดนึงเลยต้องเข้าตู้อบ เราก็ถ่ายวีดีโอกันไว้ตลอด มีช่วงนึงถ่ายคุณปู่ยืนดูพี่เนในตู้อบ แล้วคุณปู่พูดว่า ไหนดูเบบี้หน่อย
ตอนหลังพี่เนกับน้องนิมาดูวีดีโอ ก็ชอบแอบขำคุณปู่ว่าคุณปู่พูดผิด เพราะเด็กๆเรียกว่า เบบี๋ แต่คุณปู่เรียกว่าเบบี้
คุณแม่เก็บสายสะดือเด็กๆทั้งสองคนไว้ในกล่องใส่แหวนในตู้เสื้อผ้า เด็กๆชอบเอามาเล่นถือไปถือมา ไม่รู้ว่าตอนโตแล้วจะยังอยู่รึเปล่าเพราะเด็กชอบเล่นเหลือเกิน
ตอนเป็นเบบี๋ คุณแม่เปิดเพลงบรรเลงของโต๋ให้ฟัง เป็นเพลงเย็นๆสบายๆ เปิดวนไปวนมา เพราะคุณพ่อคุณแม่ขี้เกียจเปลี่ยนแผ่น ตอนโตๆมา โต๋ซึ่งเป็นวัยรุ่นสุดฮ็อตก็คงแก่ไปตามกาล ว่างๆก็น่าเอาแผ่นมาเปิดเล่นเผื่อพี่เนจะจำได้
พี่เนเป็นเด็กมหัศจรรย์ของคุณหมอสิริยาภรณ์ ซึ่งเป็นคุณหมอประจำของเราที่โรงพยาบาลมาก นอกจากเพราะความสูงที่ดีกว่าเกณฑ์นิดหน่อยแล้ว พี่เนยังเป็นเด็กชอบไปโรงพยาบาลมากๆ ไม่ดื้อ ไม่เคยงอแง ขนาดโดนฉีดยาก็ไม่เคยร้องไห้ ล่าสุดคุณแม่เล่าว่าพี่เนขอให้หมอรีบฉีดยาด้วยซ้ำ แล้วจะได้ไปเล่น พี่เนเลยเป็นตัวอย่างให้น้องนิ ซึ่งกลัวเข็มฉีดยามากกว่า แต่พอเห็นพี่เนไม่ร้อง น้องนิก็เลยร้องนิดเดียว กลายเป็นพี่น้องสุดเก่งของคุณหมอไป
พี่เนชอบไปบ้านอาแจงมาก เพื่อไปเล่นกับลุกกี้แล้วไปกินข้าวอร่อยๆที่อาแจงทำ เวลาเลิกเรียนชอบขอให้อาแจงไปรับ เด็กๆพี่เนตัวติดกับลุกกี้มาก ไปโรงเรียนอนุบาลโรงเรียนแรกด้วยกันชื่อโรงเรียนวรรณรักษ์ เอมี่ก็ไปด้วย แต่ตอนหลังเอมี่แยกไปเรียนอีกโรงเรียน แล้วพี่เนกับลุกกี้ก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอันวิดา ช่วงแรกๆพี่เนคอยดูแลลุกกี้ตลอด ไม่ยอมเล่นกับคนอื่น เลยต้องแยกห้องกัน แต่เวลาเล่นที่สนามก็ชอบมาเล่นด้วยกันอยู่ดี
ตอนพี่เนสองขวบ กำลังฉลองวันเกิดที่บ้านแกรนด์คาแนล ก็มีลูกเต่าตัวหนึ่งเดินเข้ามาในบ้าน ไม่รู้ว่ามาจากไหน เพราะบ้านเราก็ไม่ได้ติดคลอง แถมห่างกันแบบมีถนนกั้นหลายถนน แต่ลูกเต่าตัวนี้ก็เดินเข้ามา เหมือนเป็นโชคชะตาให้มาเป็นเพื่อนพี่เน เราก็เลยเอามาเลี้ยงอยู่ในบ่อแล้วตั้งชื่อว่าโมนา เป็นน้องโมเน เต่าโมนาชอบว่ายตัวเอียงๆ
วันนึงมีเพื่อนคุณพ่อเป็นคนฮ่องกงบอกว่าเต่าตัวเอียงเป็นสัตว์มงคลด้วย ไม่รู้ว่าเต่าโมนาจะอยู่ถึงตอนพี่เนกับน้องนิโตหรือไม่ แต่ปกติเต่ามักจะอายุยืนก็อาจจะเป็นเพื่อนเด็กๆจนโตได้ เวลาเด็กๆไปยืนที่บ่อ เต่าโมนาเหมือนจะรู้ ก็จะรีบว่ามาชูคอดูเด็กๆเหมือนจะคุยด้วย เด็กๆก็ชอบไปให้อาหารอยู่บ่อยๆ
1
พี่เนตอนเด็กมากๆเป็นเด็กจอมอึนอกสถานที่ (อันนี้อาจจะเป็นกรรมพันธุ์จากคุณพ่อ) เคยสร้างวีรกรรมไว้ที่ร้าน Foodie จนคุณแม่ต้องถึงกับทิ้งกางเกงในเพราะถอดไม่ทันและเลอะจนกู้กางเกงในกลับไม่ได้ อีกทีนึงที่ IT Plaza หลักสี่ ก็ต้องถึงกับซื้อกางเกงใหม่ใส่ชั่วคราวเพราะวีรกรรมอึ คุณพ่อถ่ายรูปไว้ในโทรศัพท์ด้วย ถ้าค้นดีๆก็คงเจอ
"น้องนิ"
น้องนิหรือเจ้ากระปุกของเรา เป็นเด็กตัวกลมๆ เจ้าแง่แสนงอน และฉลาดมากๆ แต่ไม่ค่อยชอบให้ใครเรียกว่าเจ้ากระปุก ชอบบอกว่าตัวเองเป็นตะเกียบ ตอนที่เขียนอยู่น้องนิอายุเลยสามขวบมาได้นิดนึง น้องนิก็เป็นเด็กน่ารัก ช่างเจรจา มีระเบียบวินัย มีสมาธิสูงมาก เป็นเด็กคนโปรดของคุณครูประจำชั้นและคุณครูใหญ่ เพราะเป็นเด็กไม่ดื้อเลย เชื่อฟังครู แค่แอบมีร้องไห้นิดหน่อยตอนคุณแม่ไปส่งเท่านั้นเอง
1
น้องนิคลอดง่ายกว่าพี่เนมาก คุณแม่เจ็บท้องแป๊บเดียว แต่คุณแม่ไปเจ็บหลังแทนเพราะคุณหมอหาเส้นตอนบล็อกหลังไม่เจอ คุณแม่เลยถูกเข็มจิ้มอยู่สิบครั้งได้มั้ง น้องนิมีพี่เลี้ยงชื่อพี่อ้อยมาช่วยดูแล เพราะคุณแม่เริ่มไปทำงานนิดหน่อย บ้านเราก็เลยมีพี่เริง พี่อ้อย พี่ไข่ ช่วยดูแลเด็กๆอย่างสนุกสนาน
เช้าวันหนึ่งตอนน้องนิสองขวบกว่าๆ อยู่ดีๆน้องนิก็ตื่นขึ้นมา มองหาอะไรก็ไม่รู้ แล้วเริ่มร้องไห้ แล้วบอกว่า ไชฝายอยู่ไหน ไชฝายอยู่ไหน คุณพ่อคุณแม่ก็ตกใจแต่ไม่รู้ว่าน้องนิหาอะไร พยายามถามน้องนิก็เอาแต่บอกว่าไชฝายแล้วก็ร้องไห้หาไม่เจอ หาตั้งนาน และพยายามให้น้องนิเล่า จนพอจับความได้ว่า น้องนิหาอะไรที่มีแสง ไชฝาย ของน้องนิในที่สุดก็พอเดาได้ว่า..
ไฟฉายนั่นเอง...
น้องนิกับพี่เนชอบไปเล่นของเล่นเด็กที่สนามหน้าหมู่บ้าน ทั้งคู่ขี่จักรยานไปโดยมีพี่ๆพาไป น้องนิชอบนั่งชิงช้าอันกลางแล้วให้แกว่งแรงๆ มีวันนึงคุณพ่อพาไปแล้วมีเด็กโตมากมาเล่นอยู่ แล้วไม่ยอมลุกให้น้องนิเล่น น้องนิทั้งเดินไปขอ ทั้งยืนรอด้วยน้ำตา เด็กคนนั้นก็ไม่สนใจ น้องนิก็เสียใจมาก
พอเดินกลับมาทั้งพี่เนและน้องนิ พี่เนก็ปลอบน้องนิว่า พี่เนมัวแต่เล่นอันอื่นอยู่ แต่ถ้าพี่เนรู้ พี่เนจะไป “ถีบ” พี่คนนั้น (ซึ่งอายุสิบขวบ ) ให้เลย พี่เนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เราก็เลยตั้งชื่อพี่ใจร้ายคนนั้นว่าพี่กิ้งกือ ให้ดูน่าเกลียดและคิดว่าพ่อเขาต้องไม่รัก เขาเลยใจร้ายแบบนั้น และเด็กๆก็จะไม่เป็นแบบเขาเวลาโตๆ
พี่เนชอบช่วยน้องนิด้วยการ “ถีบ” เมื่อตอนน้องนิอายุขวบกว่าๆ พี่เนกับน้องนิไปเล่นบ้านบอลใน Ocean world และมีเด็กผู้ชายที่โต กว่ามาผลักน้องนิ พี่เนก็รีบเข้าไปช่วยและพยายาม “ถีบ” แล้วดึงน้องนิมา ก็เป็นวีรกรรมเล็กๆของเด็กจิ๋วสองคน
1
น้องนิชอบทำเสียงหน่อมแน้ม เอาได้มั้ยก๊ะ กุนแม่ก๋า เวลาจะขออะไร หรือขอเล่นเกม พอเสียงแบบนี้ขึ้นก็รู้ได้เลยว่าน้องนิจะขออะไรบางอย่าง นอกจากนั้นน้องนิยังชอบดูดนิ้วและดึงผมไปพร้อมกัน สามขวบกว่าแล้วก็ยังดูดอยู่ น้องนิจะขอแม่หรือขอพ่อก่อนดูดนิ้ว แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ให้ก็จะร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องให้ทุกที ไม่รู้ว่าอายุยี่สิบแล้วจะดูดนิ้วอยู่รึเปล่า
น้องนิเป็นเด็กที่ร้องไห้แล้วหยุดเร็วมาก ด้วยความเป็นเด็กที่เหตุผลสุดๆ ตอนแรกๆพอร้องไห้ คุณพ่อก็จะพาออกไปเดินจนกว่าจะเงียบ น้องนิก็จะรู้ว่า ถ้าเงียบเมื่อไหร่ คุณพ่อก็จะพากลับและตามใจ พอหลังๆพ่อกำลังจะเริ่มพาเดิน น้องนิก็หยุดเลยแบบอัตโนมัติ สะอื้นก็ไม่มี เพื่อจะได้ประหยัดเวลาด้วยความเข้าใจดีว่า ร้องไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็ประหยัดเวลาของทั้งพ่อและน้องนิไปในตัว
ที่เที่ยว
ที่ฮิตของเราในกรุงเทพฯ ที่เด็กๆชอบไปก็คือ Ocean World ที่อยู่ใต้ Paragon เด็กๆ ก็จะจำได้ว่าตรงไหนมีอะไร แถมตอนดึกๆบางครั้งก็ชอบให้คุณพ่อเล่าเป็นเหมือนนิทานว่าไป Ocean World แล้วเจออะไรบ้าง ตั้งแต่ซื้อตั๋ว เข้าไปเจอปลาไหล ซึ่งน้องนิกลัว แล้วเจอปลานีโม่
แล้วก็เจอปลาสิงโตที่คุณพ่อชอบแซวพี่เนว่าพี่เนพูดผิดว่าเป็นปลาเสือแต่จริงๆเป็นปลาสิงโต ซึ่งพี่เนก็จะเถียงว่ามันมีสองแบบ หลังจากนั้นก็ไปจับงู พี่เนจะกล้าจับแต่น้องนิจะกล้าๆกลัวๆ แล้วก็ไปกิน Cotton Candy ต่อด้วยเล่นบ้านบอล เป็นประจำแบบนี้ไม่มีเบื่อ
เด็กๆ ชอบไปว่ายน้ำมาก สมัยตอนเป็นเบบี๋ คุณแม่พาพี่เนไปเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่เดือน ตอนที่ไม่รู้เรื่องอะไร พี่เนดำน้ำได้ด้วย แต่พอโตๆขึ้นมาเด็กๆก็ลืมกันหมด ตอนนี้ก็ยังชอบไปว่ายน้ำแบบใส่ปลอกแขนแต่ไม่กล้าดำน้ำกัน ที่ประจำของเราก็คือสระว่ายน้ำสโมสรราชพฤกษ์ซึ่งมีสระเด็กเล็กที่ยืนได้ ตอนสี่ขวบพี่เนก็ไม่ต้องให้จับแล้ว แต่ต้องใส่ปลอกแขนอยู่ น้องนิก็แล้วแต่อารมณ์ บางทีก็กล้า บางทีก็กลัว
"ไปญี่ปุ่น"
เราเริ่มพาเด็กๆไปต่างประเทศตั้งแต่พี่เนยังไม่ถึงขวบ พาไปผจญภัยที่สิงคโปร์ หลังจากนั้นก็พาเด็กๆไปหลายที่ มีไปฮ่องกงกับคุณยายและน้าต๊อบพร้อมคุณพ่อคุณแม่ มีไปญี่ปุ่นพร้อมคุณปู่ คุณย่า คุณยายและน้าต๊อบด้วย ตอนนั้นพี่เนอายุสามขวบกว่าและน้องนิสองขวบ เอารถเข็นคันเล็กๆที่ซื้อมาราคาไม่ถึงพัน ของน้องนิสีฟ้า ของพี่เนสีส้ม แต่ทรหดมาก ใช้มาหลายปีก็ยังดีอยู่ จนพี่เนตัวล้นออกมานอกรถ ก็ได้อาศัยรถเข็นนี้ขึ้นลงสถานีรถไฟและเป็นเครื่องทุ่นแรงของเหล่าผู้ใหญ่ไปได้มาก เราพาเด็กๆไปหลายที
1
รวมถึงโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ซึ่งเด็กๆชอบเล่นในบ้าน Mermaid และม้าหมุน และได้ไปดูพาเหรดและการแสดงตอนกลางคืนซึ่งน้องนิกลัวมาก
หลังจากนั้นไม่ถึงปี คุณพ่อคุณแม่ก็พาเด็กๆไปโตเกียวอีก คราวนี้ไปผจญภัยกันสี่คนพ่อแม่ลูก ไปอยู่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนตัลที่เดินไกลมาก จนมีครั้งนึงที่น้องนิปวดฉี่ คุณพ่อต้องวิ่งพร้อมรถเข็นไกลมากๆๆพาน้องนิมาฉี่ที่โรงแรม รอบนี้เราไป Sanrio Puroland นั่งรถไปไกลชั่วโมงครึ่ง
1
วันแรกซวยสุดๆ พอไปถึงฝนตกแถมเขาหยุดซะอย่างงั้น ทำให้เราอดเข้าไป ต้องไปหลบฝนเล่นเกมส์ตู้ แต่เด็กๆก็สนุกกันดี วันต่อมาก็ไปใหม่แล้วก็สมใจอยากเพราะเด็กๆสนุกกันมาก ไปนั่งเรือดู Kitty House ตั้งสองรอบแถมได้ถ่ายรูปกับ Kitty และเพื่อนๆอีกเยอะแยะ ไปญี่ปุ่นเที่ยวนี้ก็ได้ดูแพนด้า ต่อคิวตั้งนานแต่แพนด้าหลับอยู่ ระหว่างรอกลับได้ดูนกยูงรำแพนแทน
เด็กๆชอบกดลิฟท์มาก แย่งกันประจำ ทั้งลิฟท์โรงแรม และลิฟท์สถานีรถไฟ คุณพ่อคุณแม่ต้องจัดคิวให้กด เมื่อนานมาแล้ว พี่เนเคยเข้าลิฟท์ไปคนเดียวแล้วประตูลิฟท์ปิด โชคดีที่ประตูเปิดใหม่โดยยังไม่ได้พาพี่เนไปส่งที่ไหน ทำให้พี่เนจำฝังใจ นานๆก็จะฝันร้ายทีนึง แต่ก็ไม่ยักเข็ด เวลาเห็นลิฟท์ต้องแย่งกดกับน้องนิเป็นประจำ
การละเล่น เล่นทายศัพท์ เล่นกระโดด
น้องนิอยากเล่นโนบิตะ จริงๆคือ โดมิโน พี่เนถามคุณพ่อคุณแม่วันครบรอบแต่งงาน 7 ปีว่าวันนี้คุณพ่อคุณแม่จะมีน้องเหรอคะ
น้องนิ “จอด” รองเท้าไว้หน้าห้องคุณยาย
น้องนิ 3 ขวบครึ่ง กับพี่เน 5 ขวบ ไปเรียน Summer คุณครูพาไปท้องฟ้าจำลอง น้องนิกลับมาเล่าด้วยความตื่นเต้นว่าคุณครูสอนเรื่องอุกะบะชนโลก คุณพ่องงๆก็เลยสอนว่าจริงๆแล้วเรียกว่าอุกาบาต น้องนิทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ บอกว่าคุณครูสอนว่าอุกะบะ อุกะบะ จนคุณพ่อต้องยอมเรียกตามว่าอุกะบะ
เด็กๆ โมเน เมนิ ลุก จีน เอมี่ ไปเที่ยวหัวหินกันต้นเดือนตุลา 2551 ไปพักกันที่โรงแรม Hyatt อาแจงได้ Upgrade เป็น Presidential Suit ทุกคนเลยไปสุมหัวและฉลองวันเกิดพี่เนกัน เสร็จแล้วก็ไปลงน้ำ ที่ Hyatt มี Slider อันใหญ่น่ากลัวมาก เด็กๆก็ว่ายกันไปดู คุณพ่อถามว่าใครกล้าขึ้นไปเล่นบ้าง ไม่มีใครเลยแม้แต่ผู้ใหญ่ ยกเว้น น้องนิ !
น้องนิบอกว่าน้องนิกล้า คุณพ่อตอนแรกก็พูดเล่นๆ แต่ย้ำบ่อยๆก็ยังกล้าอยู่ คุณพ่อก็เลยพาน้องนิขึ้นไป น้องนิก็ยังยืนยัน ให้นั่งเตรียม Slide ก็ยังยืนยัน คุณพ่อเลยให้อาหนุ่มปล่อยแล้วคุณพ่อคุณแม่รอรับอยู่ข้างล่าง น้องนิก็ลงมาจริงๆ สูงมากๆ น้องนิหน้าเหวอมาก พอลงน้ำตูม คุณพ่อก็รีบไปรับ น้องนิสำลักนิดหน่อย ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ พอคุณพ่อคุณแม่ชม บอกว่าเก่งที่สุดเลย ทุกคนปรบมือให้หมด น้องนิก็ยิ้มออก และเอาไปคุยได้หลายวัน ว่าน้องนิเก่งที่สุด
แต่พอถามว่าจะไปเล่นอีกมั้ย น้องนิก็บอกว่าไม่อาวว
"9 พฤศจิกายน 2551 วันอาทิตย์"
กำลังจะไปโบสถ์กัน คุณพ่อกำลังจูงน้องนิลงจากบันได เหลืออีกหกก้าว ได้ยินเสียงร้องตกใจดังมากๆๆๆของคุณยายและคุณแม่ พี่เนใส่รองเท้าวิ่งเล่นในบ้านแล้วลื่นล้ม หัวไปฟาดกับขอบลิ้นชักหน้าประตู เลือดไหลเต็มไปหมด คุณแม่ยังสติดีเอาผ้าเย็นประคบ เราทั้งหมดก็เลยรีบพาพี่เนไปโรงพยาบาลนนทเวช ระหว่างทางพี่เนก็ร้องนิดๆด้วยความตกใจ
พอไปถึงก็เข้าไป Emergency Room คุณหมอต้องเอาพี่เนมัดไว้กลัวดิ้น คุณพ่อก็กอดไว้ ตอนแรกๆพี่เนก็ร้องแต่ซักพักพี่เนก็เก่งเหมือนเดิม อยู่นิ่งมากๆๆ คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ เพราะเพิ่งไปสอบมาแตร์มาเมื่อวาน คุณหมอเย็บไป 16 เข็ม! แต่พี่เนเข้มแข็ง อดทนและเก่งมาก เก่งจนคุณหมอต้องไปหารางวัลมาให้เพราะไม่เคยเจอเด็กที่อยู่นิ่งๆให้หมอเย็บไปขนาดนี้
วันที่เขียนเป็นวันต่อมา เมื่อวานหลังจากเย็บแล้วพี่เนก็ยังเล่นสนุกเหมือนเดิม วันนี้ตาบวม คงต้องหยุดโรงเรียนแต่ดู ชิล ชิล มาก
เมนิ 3 ขวบครึ่ง คุณย่าเล่าเรื่องขอทาน แต่พี่เนไม่รู้จัก น้องนิรีบบอกว่ารู้จักค่ะ พอถามว่ารู้ด้วยเหรอ น้องนิก็อธิบายว่าก็เวลา คนบัง น้องนิก็ขอทาง
สองคนเล่นบัตรเครบิดกันบนเครื่องกลับจากฮ่องกง
พี่เนบอกว่ายายเป้าชอบบุสหรี่ (สูบบุหรี่)
โฆษณา